xs
xsm
sm
md
lg

ยุทธศาสตร์ 'ปักหมุดเอเชีย' ของ'โอบามา' กำลังจมลงใต้กระแสคลื่นลมแห่งแปซิฟิก

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: เอ็ม เค ภัทรกุมาร

(เก็บความจากเอเชียไทมส์ www.atimes.com)

Obama’s Asia pivot is sinking beneath Pacific waves
By M.K. Bhadrakumar
21/09/2016

ประธานาธิบดีบารัค โอบามา ดูเหมือนยอมรับกลายๆ เขาไม่แน่ใจว่าความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (TPP) จะผ่านการรับรองให้สัตยาบันของรัฐสภาอเมริกันหรือไม่ ขณะที่ทั้ง ฮิลลารี คลินตัน และโดนัลด์ ทรัมป์ ต่างแสดงท่าทีต้องการแก้ไขหรือกระทั่งโยนทิ้งข้อตกลงนี้ทีเดียว สภาพเช่นนี้เองทำให้เวียดนามซึ่งกระตือรือร้นยิ่งที่จะให้ TPP มีผลบังคับใช้โดยเร็ว ต้องประกาศชะลอการให้สัตยาบันของตนออกไปก่อน และบรรดาชาติพันธมิตรในเอเชียของอเมริกาต่างออกมาเตือนว่า TPP เป็นส่วนสำคัญของนโยบาย “ปักหมุดในเอเชีย” ซึ่งมุ่งรักษาความเป็นเจ้าใหญ่ของอเมริกาในเอเชีย-แปซิฟิก ดังนั้น การที่ TPP ประสบความยุ่งยากเช่นนี้ ก็คือยุทธศาสตร์ “ปักหมุด” กำลังทำท่าล่มสลายไปด้วย

ในการกล่าวปราศรัย ณ การประชุมประจำปีของสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ ที่นครนิวยอร์ก เมื่อวันที่ 20 กันยายนที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าเป็นครั้งสุดท้ายของเขาแล้ว ประธานาธิบดีบารัค โอบามา ของสหรัฐฯ ได้พรรณนาถึงบรรดาผลงานซึ่งเป็นมรดกตกทอดที่เขาทิ้งเอาไว้ให้ในช่วงของการดำรงตำแหน่งประมุขอเมริกัน แต่น่าสังเกตว่ามีอยู่เรื่องหนึ่งที่เขาไม่ได้เอ่ยถึง ทั้งๆ ที่มันสมควรเป็นมงกุฎเกียรติยศแห่งยุคสมัยการเป็นประธานาธิบดีของเขาได้ทีเดียว เรื่องดังกล่าวนี้ก็คือ ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (Trans-Pacific Partnership Agreement หรือTPP ในประเทศไทยยังนิยมเรียกชื่อว่า ความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก Trans-Pacific Strategic Economic Partnership Agreement ซึ่งเป็นชื่อเดิมของข้อตกลงนี้ ก่อนมีอีกหลายๆ ประเทศรวมทั้งสหรัฐฯเข้ามาร่วมด้วย -ผู้แปล) ข้อตกลงการค้าฉบับที่เรียกได้ว่าเป็นมารดาแห่งข้อตกลงการค้าทั้งหลายทั้งปวง เนื่องจากชาติต่างๆ ซึ่งมาร่วมเจรจาทำข้อตกลงกันนั้นมีขนาดเศรษฐกิจรวมกันเท่ากับ 40% ของจีดีพีโลก

นี่หมายความว่า รัฐบุรุษผู้มีความโดดเด่นเหนือธรรมดาผู้นี้ กำลังก้าวเดินออกไปจากเวทีโลกโดยที่ไม่มีสิ่งใดเหลือเอาไว้อวดโอ่ ในฐานะเป็นมรดกที่ทรงความสำคัญทางประวัติศาสตร์สำหรับเอเชียเลยเชียวหรือ

เห็นได้อย่างชัดเจนว่า โอบามาอยู่ในสภาพไม่แน่ใจว่าทิศทางลมกำลังพัดไปทางไหนกันแน่ ชะตากรรมของข้อตกลง TPP ไม่แน่ไม่นอนไม่รู้ว่าจะออกหัวหรือออกก้อย ขณะเดียวกัน สิ่งที่ควรกลายเป็นข้อตกลงการค้าเกรดแพลตินัมอีกฉบับหนึ่ง ได้แก่ ความตกลงหุ้นส่วนการค้าและการลงทุนภาคพื้นแอตแลนติก (Trans-Atlantic Trade and Investment Partnership หรือ TTIP) ก็กำลังเผชิญความยากลำบากหนักหน่วง จากกระแสคัดค้านของประชาชนในยุโรป

TPP นั้นอาจจะประสบชะตากรรมทำนองเดียวกัน นั่นคือ แล่นชนปะทะเข้ากับภูเขาน้ำแข็งแห่งมหาชนชาวอเมริกัน เวลานี้อารมณ์ความรู้สึกแบบประชานิยมที่กำลังฟูเฟื่องในอเมริกา มองพวกข้อตกลงการค้าทั้งหลายด้วยสายตาที่ไม่เป็นมิตรเสียแล้ว เมื่อพิจารณาจากชื่อเสียงเกียรติคุณอันน่าคลางแคลงใจที่ว่า ข้อตกลงเหล่านี้เกิดขึ้นเพื่อสร้างความมั่งคั่งร่ำรวยให้แก่พวกบริษัทกิจการยักษ์ใหญ่ ขณะที่กลับฉกฉวยนำเอาตำแหน่งงานออกไปจากอเมริกา

โดนัลด์ ทรัมป์ ให้สัญญาที่จะฉีกทิ้งข้อตกลง TPP ขณะที่ ฮิลลารี คลินตัน ก็ต้องยอมจำนนต่อการเมืองประชานิยม และแสดงเจตนาที่จะขอเปิดเจรจาเงื่อนไขต่างๆ ของดีลฉบับนี้กันเสียใหม่ เพื่อทำให้มันสอดคล้องเป็นที่ยอมรับของผลประโยชน์ฝ่ายต่างๆ ในอเมริกามากยิ่งขึ้น แน่นอนทีเดียว ตัวโอบามาเอง ผู้มีชื่อเสียงเกี่ยวกับการมีความหวังอย่างฮึกห้าวไม่ยอมเลิกรา ยังคงกำลังพยายามยกระดับการต่อสู้ดิ้นรนเพื่อให้รัฐสภาสหรัฐฯยอมอนุมัติให้สัตยาบันข้อตกลง TPP ในท้ายที่สุด

เมื่อวันที่ 16 กันยายน เขาได้จัดการพบปะหารือกับเหล่าผู้สนับสนุน TPP ทั้งพวกสมาชิกรัฐสภาสังกัดพรรครีพับลิกันและพรรคเดโมแครต, ทั้งพวกผู้นำในภาคธุรกิจ, ผู้ว่าการรัฐและนายกเทศมนตรี, บุคคลในวงการความมั่นคงแห่งชาติ, และเหล่าผู้นำทางทหาร เพื่อที่จะส่งข้อความอันชัดเจนออกไปว่า ข้อตกลงการค้าฉบับนี้ไม่เพียงมีความสำคัญสำหรับเศรษฐกิจของสหรัฐฯเท่านั้น แต่ยังมีความสำคัญ “สำหรับความมั่นคงแห่งชาติของเราและฐานะจุดยืนของเราในโลกอีกด้วย”

ความเป็นจริงที่ปรากฏผุดเด่นขึ้นมาก็คือว่า ข้อตกลง TPP ซึ่งเท่าที่ผ่านมามีการชักจูงโน้มน้าวให้มองเห็นกันว่าเป็นธงชัยอันเจิดจรัสผืนหนึ่งแห่งค่านิยมในเรื่องการค้าเสรีนั้น แต่แล้วในที่สุดก็กำลังมีการยอมรับกันว่า แท้ที่จริงมันก็เป็นแรงขับดันทางยุทธศาสตร์และทางภูมิรัฐศาสตร์แห่งการมุ่งปิดล้อมจำกัดวงจีนนั่นเอง

ชาติพันธมิตรในเอเชีย-แปซิฟิกของสหรัฐฯบางราย—เป็นต้นว่าสิงคโปร์, ออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์, และญี่ปุ่น พากันเดินทางไปกรุงวอชิงตันเพื่อหาเสียงเกลี้ยกล่อมพวกชนชั้นทางการเมืองและพวกผู้สร้างประชามติในอเมริกาให้เห็นดีเห็นงามสนับสนุน TPP พวกเขาเน้นย้ำว่า TPP เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ปักหมุดหวนคืนให้ความสำคัญต่อเอเชีย (pivot to Asia) ของสหรัฐฯ และเป็นข้อตกลงซึ่งมีจุดมุ่งหมายที่จะทำให้จีนตกเป็นเบี้ยหลังต่อผลประโยชน์ต่างๆ ของฝ่ายอเมริกัน

บททดสอบเครดิตความน่าเชื่อถือของอเมริกา

พวกเขายอมรับว่า เกมยิ่งใหญ่ที่พวกเขากำลังเล่นกันอยู่ในเวลานี้ คือเรื่องของการธำรงรักษาฐานะความเป็นเจ้าใหญ่ของสหรัฐฯในเอเชีย-แปซิฟิกเอาไว้ให้ได้ นายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ ของญี่ปุ่น กล่าวเตือนว่า ความสำเร็จหรือความล้มเหลวของข้อตกลง TPP จะ “เป็นตัวกวัดแกว่งหันเหทิศทางของ ... สภาพแวดล้อมทางยุทธศาสตร์ในเอเชีย-แปซิฟิก”

ขณะที่นายกรัฐมนตรี ลี เซียนลุง ของสิงคโปร์ ก็บอกว่า เรื่องที่รัฐสภาสหรัฐฯลงมติรับรองให้สัตยาบัน TPP หรือไม่ กำลังถูกจับตามองกันในภูมิภาคแถบนี้ ในฐานะที่เป็นหนึ่งใน “บททดสอบเกี่ยวกับเครดิตความน่าเชื่อถือของพวกคุณ และเกี่ยวกับความมุ่งมั่นจริงจังต่อวัตถุประสงค์ของพวกคุณ” ทางด้านนายกรัฐมนตรี มัลคอล์ม เทิร์นบูลล์ ของออสเตรเลีย เรียกร้องให้พิจารณา TPP ว่า มีพลานุภาพเหมือนๆ กับ “บรรดาเรือและเครื่องบิน” ในการแผ่ขยายอิทธิพลของสหรัฐฯในเอเชีย-แปซิฟิก

ทว่าในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกเวลานี้ เรื่องที่ว่าข้อตกลง TPP จะมีโอกาสได้เห็นเดือนเห็นตะวันออกมาบังคับใช้กันจริงๆ หรือไม่ กำลังก่อให้เกิดความสงสัยข้องใจเพิ่มทวีขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีเหตุผลอะไรอย่างอื่นอีกแล้วนอกจากเรื่องนี้ ซึ่งสามารถอธิบายได้ว่า ทำไมกรุงฮานอยจึงมีการขบคิดทบทวนกันใหม่ในนาทีสุดท้าย และตัดสินใจตัดวาระการให้สัตยาบัน TPP ออกไปจากการประชุมของรัฐสภาเวียดนามที่กำลังจะจัดขึ้นในเร็ววันนี้ (การเจรจาเพื่อทำข้อตกลง TPP เสร็จสิ้นในขั้นสุดท้ายในเดือนตุลาคม 2015 และทำพิธีลงนามข้อตกลงขั้นสุดท้ายกันในเดือนกุมภาพันธ์ 2016 โดยที่ยังจะต้องได้รับการรับรองให้สัตยาบันจากประเทศผู้ร่วมลงนามทั้ง 12 ประเทศภายในระยะเวลา 2 ปีข้างหน้า จึงจะมีผลบังคับใช้)

เหวียน ถิ กิม เงิน (Nguyen Thi Kim Ngan) ประธานของรัฐสภาเวียดนาม ชี้ว่าการตัดสินเลื่อนการรับรองให้สัตยาบันไปก่อนคราวนี้ มีขึ้นเนื่องจากทัศนะซึ่งมองเห็นความจำเป็นที่ว่า จะต้องตรวจสอบสถานการณ์ของโลก, ประเมินการปฏิบัติของชาติสมาชิกรายอื่นๆ ของข้อตกลง TPP, รวมทั้งรอผลของการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ

การตัดสินใจของฮานอยยังมีขึ้นภายหลังการเดินทางไปเยือนจีนเป็นเวลา 6 วันเมื่อเร็วๆ นี้ของนายกรัฐมนตรี เหวียนซวนฟุก (Nguyen Xuan Phuc) ผู้ซึ่งสืบทอดตำแหน่งต่อจากนายกรัฐมนตรี เหวียน เติ๋น หยุง (Nguyen Tan Dung) ที่มีชื่อเสียงเลื่องลือกันว่าเป็นพวก “โปรตะวันตก” การเยือนคราวนี้ทำให้มีความหวังเพิ่มมากขึ้นว่า ความไว้วางใจกันและความเชื่อมั่นในกันและกันในความสัมพันธ์จีน-เวียดนามจะสามารถยกระดับทางคุณภาพขึ้นไปสู่ระดับใหม่

แน่นอนทีเดียว สภาวการณ์ด้านความมั่นคงในภูมิภาคแถบนี้กำลังอยู่ในลักษณะเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากมายและรวดเร็วยิ่ง ซึ่งมันก็กลับมาส่งผลกระทบอย่างแรงต่อจุดยืนโดยรวมของสหรัฐฯในเอเชีย ดังเห็นได้จากการเดินทางเยือนเอเชียเที่ยวสุดท้ายของโอบามาในต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา ซึ่งบรรยากาศไม่ได้ออกมาในทางที่สวยงามอะไรนัก

ขณะที่การประชุมซัมมิตของกลุ่ม 20 ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของโลก (จี20) ที่นครหางโจว ทางภาคตะวันออกของจีน ระหว่างวันที่ 4-5 กันยายน ปิดฉากลงในลักษณะซึ่งเป็นไปตามบทที่ฝ่ายจีนยืนกรานเรียกร้อง การประชุมซัมมิตของสมาคมอาเซียน ซึ่งติดตามมาในนครหลวงเวียงจันทน์ ของลาว ระหว่างวันที่ 6-8 กันยายน ก็ถือเป็นความเพลี่ยงพล้ำสำหรับการทูตของสหรัฐฯ ซึ่งพยายามตีฆ้องร้องป่าวให้ชาติต่างๆ ในภูมิภาคนั้นแสดงตัวต่อต้านจีนอย่างเปิดเผยในกรณีพิพาททั้งหลายเกี่ยวกับทะเลจีนใต้

ประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตอร์เต ของฟิลิปปินส์ ผู้ซึ่งดูเปลี่ยนใจได้อย่างปรูดปราดรวดเร็ว ออกมาแถลงในช่วงใกล้เคียงกันนั้น ว่าฟิลิปปินส์ยุติการร่วมตรวจการณ์ทางเรือในทะเลจีนใต้กับสหรัฐฯ, เปิดการเจรจาหารือ “แทร็ก 2” (Track II) กับปักกิ่ง, เชื้อเชิญให้จีนเข้ามาทำการค้าและการลงทุน (และกระทั่งมาขายอาวุธให้แก่ฟิลิปปินส์), เรียกร้องให้กองทหารรบพิเศษของสหรัฐฯถอนตัวออกไปจากเกาะมินดาเนา, อีกทั้งยังกำลังส่งเสียงประกาศ “นโยบายการต่างประเทศที่เป็นอิสระ” ของประเทศของเขา

หนังสือพิมพ์ “มะนิลาไทมส์” (Manila Times) ฉบับวันที่ 20 กันยายนเปิดเผยว่า สภาเพื่อความสัมพันธ์ต่างประเทศของฟิลิปปินส์ (Philippine Council for Foreign Relations) ได้จัดส่งคณะผู้แทนชุดหนึ่งไปยังประเทศจีนเพื่อเปิดการสนทนากับฝ่ายต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ระหว่างวันที่ 13 ถึง 15 กันยายน โดยคณะผู้แทนดังกล่าวซึ่งประกอบด้วยบุคคลระดับเอกอัครราชทูตที่เกษียณอายุแล้ว, นายทหาร, นักธุรกิจ, และนักวิชาการ มีจุดประสงค์ที่จะสานต่อเดินหน้าจากความริเริ่มต่างๆ ใน “แทร็ก 1” (Track I) ของดูเตอร์เต ทั้งนี้ ความริเริ่มในแทร็ก 1 ที่ว่านี้ มีดังเช่น การแต่งตั้งอดีตประธานาธิบดีฟิเดล รามอส (Fidel Ramos) ให้เป็นผู้แทนพิเศษในการสร้างสัมพันธ์กับจีน

อุปสรรคต่างๆ ยังคงมีอยู่ตามรายทาง

ขณะที่อยู่ในปักกิ่ง คณะผู้แทน “แทร็ก 2” ได้เข้าพบกับบุคคลต่างๆ ของฝ่ายจีน เป็นต้นว่า หลิว เซินหมิน (Liu Zhenmin) รองรัฐมนตรีของกระทรวงการต่างประเทศ, และ เอกอัครราชทูต อู๋ ไห่หลง (Wu Hailong) ประธานสถาบันกิจการต่างประเทศแห่งประชาชนจีน (Chinese People’s Institute of Foreign Affairs)

รายงานข่าวเกี่ยวกับการพบปะเหล่านี้ ได้หยิบยกคำพูดของหลิว ที่แสดงความหวังว่า “ฟิลิปปินส์กับจีนสามารถที่จะพบกันครึ่งทาง, จัดการคลี่คลายข้อพิพาทที่มีอยู่ระหว่างกันอย่างเหมาะสม, และนำเอาความสัมพันธ์ที่มีอยู่ระหว่างกันกลับคืนเข้าร่องเข้ารอย โดยผ่านการสนทนากัน, การปรึกษาหารือกัน, และการร่วมมือประสานงานกัน”

รองรัฐมนตรีจีนผู้นี้ยังเตือนฝ่ายมะนิลาว่า ยังจะต้องเผชิญกับ “อุปสรรคต่างๆ ตามรายทางในเส้นทางมุ่งสู่การปรองดองกัน สืบเนื่องจากการขัดขวางของพวกกลุ่มที่มีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจผูกพันเหนียวแน่นกับสถานะเดิม ทั้งนี้โดยที่ยังไม่ต้องเอ่ยถึงพวกผลประโยชน์ของประเทศฝ่ายที่สาม ซึ่งอาจจะกำลังลงมือทำงานกันอยู่แล้วเพื่อพยายามทำให้กระบวนการมุ่งสู่การปรองดองต้องประสบความล้มเหลว”

ปรากฏหลักฐานแน่นหนาทีเดียวว่า พื้นดินที่อยู่ข้างใต้เท้าของยุทธศาสตร์การหวนกลับคืนมาสร้างความสมดุลในเอเชีย (rebalance) ของสหรัฐฯ กำลังเกิดการพลิกผันครืนครั่นอย่างน่าตื่นใจ บทความชิ้นหนึ่งซึ่งเผยแพร่อยู่ในหนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทมส์ (Financial Times) ฉบับวันที่ 19 กันยายน จับอารมณ์ความรู้สึกมืดมนซึมเศร้าเช่นนี้เอาไว้ได้ดีทีเดียว บทความชิ้นนี้เขียนเอาไว้ดังนี้:

ตลอดระยะเวลาแห่งการครองตำแหน่งประธานาธิบดีของโอบามา สหรัฐฯได้พยายามย้ำยืนย้ำกับพวกพันธมิตรในเอเชียของตนทุกๆ รายเรื่อยมาว่า อเมริกามีทั้งเครื่องมือวิธีการและมีทั้งเจตนารมณ์ที่จะดำรงคงอยู่เป็นมหาอำนาจทางทหารซึ่งมีฐานะครอบงำเหนือล้ำกว่าชาติอื่นๆ ในเอเชีย-แปซิฟิก ... ทว่ามิสเตอร์ดูเตอร์เตเวลานี้กำลังแสดงการท้าทายตรงๆ ต่อแนวความคิดดังกล่าวนี้ ... ถ้าคนอื่นๆ มีความเห็นเช่นเดียวกับเขาแล้ว อำนาจก็จะหนีหายออกไปจากวอชิงตัน... อารมณ์ความรู้สึกที่ว่า “การปักหมุด” หวนกลับสู่เอเชียของอเมริกา กำลังตกอยู่ในความยุ่งยาก ยังถูกผสมเพิ่มเติมให้ซับซ้อนสับสนยิ่งขึ้น จากความสงสัยข้องใจที่เพิ่มทวีขึ้นทุกทีเกี่ยวกับชะตากรรมของความตกลงหุ้นส่วนภาคพื้นแปซิฟิก ... โชคร้ายเหลือเกิน การขบคิดเน้นหนักเชิงยุทธศาสตร์ระยะยาว กลายเป็นสิ่งที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยในท่ามกลางความสันสนปั่นป่วนของแวดวงการเมืองอเมริกันในปัจจุบัน ผลลัพธ์ก็คือ ประธานาธิบดีโอบามากำลังเผชิญลู่ทางโอกาสความเป็นได้อันน่าเศร้า ที่จะต้องอำลาจากตำแหน่งไปโดยที่ความริเริ่มด้านนโยบายการต่างประเทศอันถือเป็นลายเซ็นประจำตัวของเขา –ซึ่งก็คือการปักหมุดหวนกลับคืนสู่เอเชีย- กำลังจมลงใต้กระแสคลื่นลมแห่งแปซิฟิก

ขณะที่ดูเตอร์เตเป็นผู้ระเบิดคำพูดอย่างไร้เมตตาที่สุดยิ่งกว่าใครๆ เมื่อเขากล่าวย้ำเร็วๆ นี้ว่า “จีนในเวลานี้คือผู้มีอำนาจ และพวกเขามีความเหนือกว่าทางการทหารในภูมิภาคแถบนี้” พิจารณากันตามข้อเท็จจริงแล้ว มันไม่ถูกต้องหรอกที่จะพูดเช่นนี้ อเมริกันยังคงมีเรือบรรทุกเครื่องบินอยู่ 11 ลำไม่ใช่หรือ ขณะที่ฝ่ายจีนมีเพียงแค่ลำเดียว?

แต่ก็นั่นแหละ พวกเกมใหญ่ๆ ทั้งหลายนั้น สามในสี่ของมันมักเป็นเรื่องเกี่ยวกับความรับรู้ความเข้าใจ และความรับรู้ความเข้าใจที่กำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในเอเชียก็คือ เรือบรรทุกเครื่องบินอเมริกาเหล่านี้อาจจะอ่อนเปราะยิ่ง อาจจะมีจุดอ่อนที่เลวร้ายอย่างยิ่ง

นี่เองคือสิ่งที่ทำให้การซ้อมรบทางนาวีระหว่างจีนกับรัสเซียเป็นเวลา 8 วันในทะเลจีนใต้ซึ่งเพิ่งสิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 19 กันยายน อาจจะส่งผลกระทบกระเทือนมากเป็นทวีคูณ การปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่ของการซ้อมรบครั้งนี้ คือการปฏิบัติการยกพลขึ้นบกด้วยกำลังสะเทินน้ำสะเทินบกและกำลังทางอากาศอันน่าตื่นตาตื่นใจ ณ เกาะแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่นอกชายฝั่งมณฑลกว่างตง (กวางตุ้ง) ทางภาคใต้ของจีน ท่ามกลางการเฝ้าจับตาติดตามอย่างใจจดใจจ่อของภูมิภาคแถบนี้

การซ้อมรบอันท้าทายนี้กระทำกันภายใต้สถานการณ์การสู้รบสมมุติที่แทบจะเหมือนกับความเป็นจริง ทั้งนี้กองทัพเรือรัสเซียและกองทัพเรือจีนดูเหมือนต่างกำลังถูกดึงดูดให้เข้าสู่การแสดงท่าทีทางการทหารแบบแทบไม่ปกปิดอำพราง เพื่อมุ่งสาธิตให้เห็นว่าพวกเขามีความสนใจและมีผลประโยชน์ร่วมกันในการสนับสนุนซึ่งกันและกัน และในการผลักดันสหรัฐฯให้ถอยออกไป

ไม่นานนักก่อนการซ้อมรบคราวนี้จะเริ่มต้นขึ้น ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย ยังได้ประกาศสิ่งที่ต้องถือเป็น “ตัวเปลี่ยนเกม” อีกตัวหนึ่ง ด้วยการที่เขาแถลงแสดงความสนับสนุนจุดยืนของจีนซึ่งมีต่อคำตัดสินเกี่ยวกับเรื่องทะเลจีนใต้ของศาลอนุญาโตตุลาการถาวรในกรุงเฮก ทั้งนี้เขาดูจะตั้งใจเน้นย้ำเรื่องนี้ เมื่อพิจารณาจากการที่เขาเลือกพูดถึงจุดยืนนี้ที่เมืองหางโจว บนแผ่นดินของประเทศจีน

(ข้อเขียนชิ้นนี้มาจากบุคคลภายนอกซึ่งเป็นผู้ส่งเรื่องมาให้ เอเชียไทมส์จึงไม่ได้รับผิดชอบต่อความคิดเห็น, ข้อเท็จจริง, หรือเนื้อหาด้านสื่อใดๆ ที่นำเสนอ)

เอกอัครราชทูต เอ็ม เค ภัทรกุมาร เคยรับราชการเป็นนักการทูตอาชีพในกระทรวงการต่างประเทศอินเดียเป็นเวลากว่า 29 ปี ในตำแหน่งต่างๆ เป็นต้นว่า เอกอัครราชทูตอินเดียประจำอุซเบกิสถาน (ปี 1995-1998) และเอกอัครราชทูตอินเดียประจำตุรกี (ปี 1998-2001) ปัจจุบันเขาเขียนอยู่ในบล็อก “อินเดียน พันช์ไลน์” (Indian Punchline) รวมทั้งเขียนให้เอเชียไทมส์เป็นประจำตั้งแต่ปี 2001 เป็นต้นมา

หมายเหตุผู้แปล

นอกจากข้อเขียนเรื่อง “Obama’s Asia pivot is sinking beneath Pacific waves” (ยุทธศาสตร์ 'ปักหมุดเอเชีย' ของ'โอบามา' กำลังจมลงใต้กระแสคลื่นลมแห่งแปซิฟิก) ของ เอ็ม เค ภัทรกุมาร ที่เก็บความนำเสนอเอาไว้ข้างบนนี้แล้ว ในวันที่ 29 กันยายน เอเชียไทมส์ยังได้เผยแพร่ข้อเขียนอีกชิ้นหนึ่ง คือ Why Vietnam is delaying TPP ratification ของ Xuan Loc Doan ซึ่งก็พูดถึงข้อตกลงการค้า TPP และยุทธศาสตร์ “ปักหมุดเอเชีย” ของโอบามา ที่ทำท่าจะพังครืนเช่นกัน แต่เป็นการพิจารณาจากมุมมองของเวียดนาม จึงขอเก็บความนำมาเสนอเพิ่มเติมไว้ในที่นี้:

ทำไมเวียดนามจึงชะลอให้สัตยาบันข้อตกลง TPP
โดย ซวน ล็อก ดวน

(เก็บความจากเอเชียไทมส์ www.atimes.com)

Why Vietnam is delaying TPP ratification
By Xuan Loc Doan
29/09/2016

ปัจจัยสำคัญที่สุดซึ่งอยู่เบื้องหลังการที่เวียดนามชะลอการรับรองให้สัตยาบันความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (TPP) ก็คือความไม่แน่นอนในเรื่องที่รัฐสภาสหรัฐฯจะอนุมัติข้อตกลงการค้าฉบับนี้หรือไม่

รัฐสภา (National Assembly ใช้อักษรย่อว่า NA) ของเวียดนาม จะไม่บรรจุเรื่องการรับรองให้สัตยาบัน “ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก” (Trans-Pacific Partnership Agreement หรือTPP ในประเทศไทยยังนิยมเรียกชื่อว่า ความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก Trans-Pacific Strategic Economic Partnership Agreement ซึ่งเป็นชื่อเดิมของข้อตกลงนี้ ก่อนมีอีกหลายๆ ประเทศรวมทั้งสหรัฐฯเข้ามาร่วมด้วย -ผู้แปล) อันเป็นข้อตกลงการค้าที่มีสหรัฐฯเป็นผู้นำ เอาไว้ในวาระสำหรับการประชุมสมัยต่อไป ซึ่งเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 20 ตุลาคม และสิ้นสุดในวันที่ 21 พฤศจิกายน

เนื่องจากนี่เป็นสมัยประชุมสุดท้ายในปีนี้ของรัฐสภาแล้ว ดังนั้นจึงหมายความว่าเวียดนามจะยังไม่ให้สัตยาบันรับรองดีลการค้าพหุภาคีฉบับนี้ อย่างน้อยก็จนกระทั่งถึงเดือนมีนาคมหรือเมษายนปีหน้า เมื่อรัฐสภาเวียดนามเปิดสมัยประชุมแรกประจำปี 2017

ตามรายงาน (ดูรายละเอียดได้ที่ http://thanhnien.vn/thoi-su/viet-nam-cho-ket-qua-bau-cu-tong-thong-my-truoc-khi-phe-chuan-tpp-744657.html)ของ แทง เนียน (Thanh Nien) หนึ่งในหนังสือพิมพ์ซึ่งเป็นที่นิยมอ่านกันมากที่สุดของประเทศ เหวียน ถิ กิม เงิน (Nguyen Thi Kim Ngan) ผู้เป็นประธานรัฐสภาเวียดนาม (NA’s Standing Committee) ได้กล่าวอธิบายต่อที่ประชุมของคณะกรรมการประจำของรัฐสภา เมื่อวันที่ 15 กันยายน ว่า การให้สัตยาบันของเวียดนามจะขึ้นอยู่กับคำชี้แนะของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ตลอดจนพัฒนาการต่างๆ ในประเทศอื่นๆ ซึ่งรวมถึงผลการเลือกตั้งในสหรัฐฯปลายปีนี้ด้วย

ขณะที่เว็บท่าด้านข่าว (news portal) ของรัฐสภา (http://dbndhanoi.gov.vn/Default.aspx?tabid=309&catid=96&itemid=12002) ได้รายงานเพิ่มเติมว่า ในการประชุมดังกล่าว ห่า ง็อค เชียน (Ha Ngoc Chien) ประธานของคณะกรรมาธิการประจำรัฐสภาชุดหนึ่ง ยังเสนอแนะว่า รัฐสภาไม่ควรให้สัตยาบันข้อตกลงฉบับนี้ ในระหว่างสมัยประชุมเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2016 “เนื่องจากหลายประเทศ (ใน 12 ชาติซึ่งร่วมลงนามในข้อตกลงการค้าฉบับนี้) ก็ยังไม่ได้ให้สัตยาบัน ดังนั้นเราจึงไม่ควรแสดงตัวเป็นผู้นำ”

ความวิตกเกี่ยวกับชะตากรรมของข้อตกลงฉบับนี้

เมื่อวินิจฉัยจากความคิดเห็นต่างๆ เหล่านี้ เห็นได้ชัดว่าเวียดนามกำลังวิตกกังวลว่า ประเทศอื่นๆ ซึ่งร่วมลงนาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐฯ จะรับรองดีลฉบับนี้หรือไม่ และเรื่องนี้เองซึ่งส่งผลให้ฮานอยชะลอการโหวตให้สัตยาบัน TPP เอาไว้ก่อน

อันที่จริงแล้ว เวียดนามเป็นประเทศที่สนับสนุนข้อตกลงการค้าพหุภาคีฉบับนี้ด้วยความกระตือรือร้นมาก พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามซึ่งเป็นพรรคผู้ปกครองประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห่งนี้ ได้ลงมติรับรอง TPP ไปแล้วในระหว่างการประชุมสมัชชาผู้แทนพรรคทั่วประเทศครั้งที่ 12 ของตนเมื่อเดือนมกราคม ดังนั้นการที่รัฐสภาจะรับรองให้สัตยาบันข้อตกลงฉบับนี้ จึงเป็นเพียงการทำให้ถูกต้องตามพิธีการและเป็นเรื่องของจังหวะเวลาเท่านั้นเอง

กระทั่งเมื่อเดือนสิงหาคม นายกรัฐมนตรี เหวียน ซวน ฟุก
(Nguyen Xuan Phuc) ยังแถลงอยู่เลยว่า รัฐบาลของเขาได้จัดเตรียมเอกสารต่างๆ เพื่อใช้สำหรับการรับรองให้สัตยาบัน TPP เสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว และสมาชิกรัฐสภาจะพิจารณารับรองในการประชุมสมัยเดือนตุลาคม-พฤศจิกายนนี้แหละ (ดูรายละเอียดได้ที่ http://thutuong.chinhphu.vn/Home/Thu-tuong-tiep-cac-doanh-nghiep-hang-dau-Hoa-Ky/20168/25254.vgp)

ระหว่างกล่าวปราศรัยในที่ประชุมของสภาธุรกิจสหรัฐฯ-อาเซียน (US-ASEAN Business Council) ณ กรุงฮานอย เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ฟุกพูดว่าประเทศของเขาได้ดำเนินการปฏิรูปอันจำเป็นในด้านต่างๆ เพื่อให้สามารถนำเอาข้อตกลงการค้าฉบับนี้ออกมาปฏิบัติอย่างทรงประสิทธิภาพ รวมทั้งจะเป็นการช่วยเหลือบริษัทต่างๆ ที่ดำเนินกิจการอยู่ในเวียดนาม ให้สามารถใช้ประโยชน์จาก TPP ได้อย่างเต็มที่

ในทำนองเดียวกัน ขณะที่ ฟุง กว็อก เฮียน (Phung Quoc Hien) รองประธานรัฐสภา กล่าวปราศรัยต่อที่ประชุมของกลุ่มเดียวกันนี้ในวันเดียวกันนั้นเอง เขาบอกว่า รัฐสภาจะพิจารณาให้การรับรองข้อตกลงแบบนี้โดยเร็ว และคาดหมายว่ารัฐสภาอเมริกันก็จะดำเนินกรรมวิธีทำนองเดียวกันนี้ในไม่ช้านี้ (http://quochoi.vn/tintuc/Pages/tin-hoat-dong-cua-quoc-hoi.aspx?ItemID=31685)

เพื่อแสดงให้เห็นว่าเวียดนามมีความมุ่งมั่นที่จะทำตามข้อตกลงการค้าฉบับนี้อย่างแข็งขันขนาดไหน รัฐบาลของประเทศนี้ถึงขั้นวางแผนการที่จะยื่นเสนอรัฐสภาให้สัตยาบันรับรอง TPP ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2016 ด้วยซ้ำ การที่เวียดนามแสดงความกระตือรือล้นเป็นพิเศษทั้งในระหว่างเข้าร่วมการเจรจาเพื่อจัดทำรายละเอียดของ TPP , ในการลงนามข้อตกลงฉบับนี้, และในการให้สัตยาบันนั้น เนื่องจากว่าเวียดนามจะเป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์จาก TPP อย่างมหาศาลทั้งในทางเศรษฐกิจ, การเมือง, และทางยุทธศาสตร์

ในฐานะที่เศรษฐกิจของเวียดนามมีการส่งออกเป็นตัวนำและอัตราค่าจ้างแรงงานยังอยู่ในระดับต่ำ จึงสามารถทำนายได้ว่าประเทศนี้จะกลายเป็นผู้ชนะรายใหญ่ที่สุด จากการจัดตั้งเขตการค้าภาคพื้นแปซิฟิกของ 12 ชาติสมาชิกขึ้นมาตามข้อตกลง TPP โดยที่เขตดังกล่าวจะมีจำนวนประชากรรวมกัน 797 ล้านคน และมีมูลค่าจีดีพีรวมกันเท่ากับ 27 ล้านล้านดอลลาร์ หรือราว 40% ของจีดีพีของโลก ในรายงานการศึกษาฉบับหนึ่งที่เผยแพร่ในปีที่แล้ว ประมาณการว่า หากข้อตกลงซึ่งลงนามกันไปแล้วกลายเป็นจริงอย่างเป็นรูปธรรมขึ้นมา ในเวลา 10 ปีจะทำให้จีดีพีของเวียดนาม ประเทศที่มีประชากร 93 ล้านคน สามารถขยายตัวไป 11% หรือ 36,000 ล้านดอลลาร์

ในอีกด้านหนึ่ง การเข้าร่วมในข้อตกลงที่รอบด้านและใช้แนวความคิดอันก้าวไกลเช่นนี้ ยังหมายความด้วยว่าประเทศที่ปกครองด้วยพรรคคอมมิวนิสต์แห่งนี้จะต้องดำเนินการปฏิรูปอย่างใหญ่โตในด้านต่างๆ อย่างมากมายกว้างขวาง ตัวอย่างเช่น เรื่องรัฐวิสาหกิจของประเทศ และเรื่องสิทธิของผู้ใช้แรงงาน เรื่องนี้ก่อให้เกิดความหวาดวิตกบางประการขึ้นในหมู่สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์บางส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกที่ต้องการรักษาฐานะผูกขาดของบรรดารัฐวิสาหกิจเอาไว้ ตลอดจนพวกซึ่งกังวลเกี่ยวกับการมีสหภาพแรงงานที่เป็นอิสระ

กระนั้น โดยองค์รวมแล้วก็เป็นที่เชื่อกันอย่างกว้างขวางว่าการปฏิรูปต่างๆ ดังกล่าวจะเป็นสิ่งที่มีคุณค่า เนื่องจากมันจะช่วยส่งเสริมสนับสนุนเวียดนามในเรื่องคุณสมบัติด้านความโปร่งใสและความสามารถในการแข่งขัน, เพิ่มพูนความมั่งคั่งและสวัสดิภาพของประชาชน, อีกทั้งทำให้พรรคผู้ปกครองประเทศมีความถูกต้องชอบธรรมและฐานะความเป็นผู้นำอย่างสูงเด่น

ไม่เพียงเท่านั้น การที่เวียดนามเห็นดีเห็นงามกับการรับรองข้อตกลง TPP ยังมีแรงจูงใจอันเข้มแข็งทางยุทธศาสตร์ประการอื่นๆ อีก กล่าวคือ การที่ได้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มการค้าที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยเป็นกลุ่มการค้าที่มีหุ้นส่วนสำคัญในระดับโลกและในระดับภูมิภาคของเวียดนามเข้าร่วม ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ, ญี่ปุ่น, หรือสิงคโปร์ เรื่องนี้จะช่วยให้ฮานอยสามารถขยายและกระจายสายสัมพันธ์กับต่างประเทศของตนให้กว้างขวางออกไปมากขึ้น รวมทั้งเพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่อิทธิพลบารมีของเวียดนาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาที่ความทะเยอทะยานมุ่งเป็นเจ้าใหญ่ระดับภูมิภาคของจีนกำลังกลายเป็นปัญหาน่าวิตกกังวลอย่างแท้จริงขึ้นมาเช่นปัจจุบัน

ถึงแม้ว่าจีนยังคงเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจรายใหญ่ที่สุดของเวียดนาม ทว่าเวียดนามก็ประสบกับการขาดดุลการค้าต่อจีนอย่างมหาศาล ในเวลาเดียวกัน การที่ต้องพึ่งพาในทางเศรษฐกิจต่อเพื่อนบ้านคอมมิวนิสต์ยักษ์ใหญ่รายนี้มากเกินไป ย่อมไม่ใช่เรื่องดีสำหรับเวียดนาม เพราะมันอาจนำไปสู่การที่ต้องพึ่งพิงขึ้นต่อปักกิ่งในเรื่องอื่นๆ อีก สภาพเช่นนี้จะจำกัดที่ทางสำหรับการเคลื่อนไหวเดินหมากต่างๆ ของฮานอย ในเวลารับมือกับปักกิ่งในประเด็นปัญหาวิกฤต อย่างเช่น การพิพาทในทะเลจีนใต้

อันที่จริงแล้ว ความยืนกรานแข็งกร้าวของจีนในทะเลจีนใต้นั่นเอง ถูกมองว่าเป็นเหตุผลสำคัญประการหนึ่งซึ่งอยู่เบื้องหลังความพยายามอย่างเข้มแข็งของเวียดนามช่วงไม่กี่ปีหลังมานี้ ในการเพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่ความผูกพันที่ตนมีอยู่กับสหนัฐฯ และในการเข้าร่วม TPP

แต่ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนบ้านคอมมิวนิสต์ 2 รายนี้เพิ่งทำท่าว่าจะกระเตื้องขึ้นนิดหน่อย หรืออย่างน้อยก็ตึงเครียดลดลง ภายหลังจากนายกรัฐมนตรีเหวียน ซวน ฟุก เดินทางไปเยือนจีนเที่ยวล่าสุดเป็นเวลา 6 วันซึ่งเสร็จสิ้นลงในวันที่ 15 กันยายน –วันเดียวกับที่ประธานรัฐสภา นาง เหวียน ถิ กิม เงิน ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องให้สัตยาบัน TPP ทั้งนี้ เรื่องนี้อาจจะมีอิทธิพลอยู่จริงๆ ในการทำให้ฮานอยตัดสินใจเลื่อนการโหวตรับรอง TPP ออกไปก่อน

การแสดงความเห็นของเธอที่ว่า เรื่องการให้สัตยาบัน TPP ยังจะต้องขึ้นอยู่กับคำชี้แนะของสมาชิก 175 คนของคณะกรรมการกลางอันทรงอิทธิพลยิ่งแห่งพรรคผู้ปกครองประเทศ ถึงแม้ข้อตกลงฉบับนี้ได้ผ่านการรับรองไปแล้วในระหว่างการประชุมสมัชชาพรรคเมื่อเดือนมกราคม ทำให้เกิดข่าวลือคาดเดาขึ้นมาว่า ฮานอยกำลังขบคิดทบทวนเรื่องข้อตกลงการค้านี้กันใหม่แล้ว

ทว่าหากจะมีการพิจารณาทบทวนกันใหม่ดังกล่าวจริงๆ ก็ไม่ใช่เนื่องจากพัฒนาการในทางบวกเมื่อเร็วๆ ในความสัมพันธ์ที่เวียดนามมีอยู่กับปักกิ่งหรืออะไรทำนองนั้นเลย หากแต่เนื่องมาจากความวิตกกังวลเกี่ยวกับชะตากรรมของ TPP เองต่างหาก อันที่จริงแล้ว ปัจจัยอันชัดแจ้งที่อยู่เบื้องหลังการที่เวียดนามชะลอการรับรองข้อตกลงที่ลงนามไปแล้วฉบับนี้อย่างเป็นทางการนั้น ก็คือการที่ไม่มีความแน่นอนเลยว่ารัฐสภาสหรัฐฯจะรับรอง TPP หรือไม่

ท่าทีระมัดระวังเช่นนี้เป็นเรื่องที่สามารถเข้าใจได้ และแท้จริงแล้วควรถือว่าเป็นความเฉลียวฉลาดอย่างมากด้วยซ้ำ เพราะการรับรองของเวียดนามจะไร้ความหมายอย่างสิ้นเชิงและกลับสร้างปัญหาเชิงยุทธศาสตร์ขึ้นมาด้วยซ้ำ ถ้าสหรัฐฯผู้เป็นพลังขับดันและหัวหน้าสถาปนิกของข้อตกลง TPP ล้มเหลวในการโหวตรับรองให้ข้อตกลงฉบับนี้มีผลบังคับใช้

กระแสต่อต้าน TPP ในสหรัฐฯ

ขณะนี้ดูเหมือนมีโอกาสความเป็นไปได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ที่ TPP จะไม่ผ่านการอนุมัติของพวกสมาชิกรัฐสภาอเมริกัน ซี่งจะส่งผลต่อเนื่องทำให้มันล้มเหลวพังครืนลง

ประธานาธิบดีบารัค โอบามา ผู้ซึ่งถือข้อตกลงฉบับนี้เป็นส่วนแกนกลางส่วนหนึ่งในนโยบายปักหมุดหวนกลับคืนสู่เอเชีย (pivot to Asia) ของเขานั้น เวลาของเขาในการดำรงตำแหน่งกำลังเหลือน้อยลงไปทุกที

ขณะที่ โดนัลด์ ทรัมป์ และ ฮิลลารี คลินตัน 2 ตัวเก็งที่กำลังแข่งขันเพื่อเป็นประธานาธิบดีสืบต่อจากเขา รวมทั้งพวกนักการเมืองชาวอเมริกันคนอื่นๆ หลายต่อหลายคน ซึ่งกำลังลงสมัครเพื่อรับเลือกตั้ง (หรือเพื่อให้ได้รับเลือกตั้งต่ออีกสมัย) ในตำแหน่งต่างๆ ในต้นเดือนพฤศจิกายนนี้นั้น ต่างพากันออกมาแถลงต่อสาธารณชนว่าพวกเขาคัดค้านข้อตกลงฉบับนี้

การที่พวกเขาแสดงท่าทีคัดค้านเช่นนี้ ก็เพราะผู้ออกเสียงชาวอเมรกันส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายขวาหรือฝ่ายซ้าย ล้วนแต่แอนตี้ TPP กันทั้งน้น การที่มีแผ่นป้ายเขียนข้อความแอนตี้ TPP จำนวนหนึ่งปรากฏออกมาให้เห็นในงานรณรงค์หาเสียงชิงตำแหน่งประธานาธิบดี รวมทั้งในการประชุมใหญ่ผู้แทนทั่วประเทศของพรรคเดโมแครต ที่เมืองฟิลาเดลเฟีย เมื่อเดือนกรกฎาคมนี้ด้วย คือข้อพิสูจน์ยืนยันอารมณ์ความรู้สึกดังกล่าวนี้

ขบวนการต่อต้าน TPP กำลังแผ่ขยายไปทั่วทั้งสหรัฐฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่ผู้ออกเสียงที่เป็นชนชั้นผู้ใช้แรงงานและในหมู่สหภาพแรงงาน ซึ่งมีความวิตกกังวลว่าข้อตกลงฉบับนี้จะผลกระทบในทางลบต่อค่าจ้างแรงงานและตำแหน่งงานของพวกเขา

ในทางเป็นจริงแล้ว กระแสความรู้สึกต่อต้านการค้าและต่อต้านโลกาภิวัตน์ ยังกำลังแผ่ขยายไปในหมู่ประชาชนของประเทศตะวันตกอื่นๆ อีกด้วย เป็นต้นว่า สหราชอาณาจักร สำหรับชนชั้นผู้ใช้แรงงานและประชาชนผู้มีรายได้น้อยจำนวนมากแล้ว โลกาภิวัตน์กำลังกลายเป็นเรื่องเหลวไหลไร้สาระระดับโลก

ในฐานะที่เป็นผู้สมัครซึ่งเชิดชูประชานิยม จึงไม่ใช่เป็นเรื่องน่าประหลาดใจอะไรเลยที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ทอดทิ้งหลักความเชื่อเก่าแก่ของพรรครีพับลิกันในเรื่องการมุ่งมั่นส่งเสริมการค้า และหันไปรับวาทกรรมต่อต้านการค้าและต่อต้าน TPP อย่างเข้มข้น ในระหว่างการรณรงค์หาเสียงชิงตำแหน่งประธานาธิบดี ผู้สมัครที่พรรครีพับลิกันส่งเข้าประกวดผู้นี้ กระทั่งให้คำมั่นสัญญาที่จะเปิดเจรจาเกี่ยวกับเงื่อนไขต่างๆ ของข้อตกลง นาฟตา หรือ ข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (NAFTA ย่อมาจาก North American Free Trade Agreement) เสียใหม่ ทั้งๆ ที่ข้อตกลงฉบับนั้นมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่ปี 1994 แล้ว ดังนั้น ยิ่งสำหรับ TPP เขาจึงประกาศซ้ำแล้วซ้ำอีกว่าจะโยนทิ้งไปอย่างแน่นอน

ในส่วนของ ฮิลลารี คลินตัน ผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าเป็น “สถาปนิกร่วม” ของการที่สหรัฐฯปรับความสมดุลเสียใหม่เพื่อหวนกลับคืนมาให้ความสำคัญมากยิ่งขึ้นแก่เอเชีย (rebalancing to Asia) อีกทั้งเป็นผู้รณรงค์ผลักดันคนสำคัญเพื่อให้เกิด TPP ขึ้นมานั้น เวลานี้เธอก็ปฏิเสธไม่เอาข้อตกลงฉบับนี้เช่นกัน โดยในการรณรงค์หาเสียงที่รัฐโอไฮโอ เมื่อเดือนสิงหาคม อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯผู้นี้กล่าวอย่างไม่มีกั๊กเอาไว้ดังนี้: “ในตอนนี้ดิฉันคัดค้านมันแล้ว หลังการเลือกตั้งดิฉันก็จะคัดค้านมัน และเมื่ออยู่ในฐานะเป็นประธานาธิบดี ดิฉันก็จะคัดค้านมัน”

ระหว่างการโต้วาทีแสดงวิสัยทัศน์ของ 2 ตัวเก็งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีนัดแรกเมื่อคืนวันที่ 26 กันยายน คลินตันก็ถูกบีบคั้นอีกครั้งให้ต้องอธิบายแสดงจุดยืนของเธอเกี่ยวกับข้อตกลง TPP และได้กล่าวย้ำว่าเธอคัดค้านมัน

เนื่องจากข้อตกลงการค้าที่ลงนามกันไปแล้วฉบับนี้ มีความสำคัญเหมาะเหม็งที่จะเป็นผลงานดีเด่นอันถือเป็นมรดกซึ่งเขาทิ้งเอาไว้ให้ โอบามาจึงยังคงกำลังพยายามล็อบบี้อย่างเข้มแข็งต่อไป เพื่อให้พวกสมาชิกรัฐสภาสหรัฐฯยอมรับรองให้สัตยาบัน ภายในช่วงสองสามเดือนสุดท้ายแห่งการดำรงตำแหน่งของเขา

เห็นกันว่าโอกาสเดียวของเขาที่จะผลักดันให้ฝ่ายนิติบัญญัติยอมรับรอง TPP ก็คือในระหว่างสมัยประชุมที่เรียกกันว่า สมัยประชุม “เป็ดง่อย” (“lame-duck” session) ของรัฐสภาอเมริกัน ในช่วงระหว่างวันเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ 8 พฤศจิกายน ไปจนถึงวันที่เขาพ้นตำแหน่งในเดือนมกราคมปีหน้า

ถึงแม้โอกาสมีอยู่เพียงบางเฉียบน้อยนิด แต่มันก็ยังคงมีความเป็นไปได้ที่คณะบริหารโอบามาจะสามารถผลักดันให้ TPP ผ่านรัฐสภา เพราะในทันทีที่พวกเขาไม่รู้สึกวิตกกังวลในเรื่องที่ว่าพวกเขาจะได้รับเลือกตั้ง (หรือได้รับเลือกตั้งกลับมาอีกสมัย) หรือไม่แล้ว บรรดาสมาชิกฝ่ายนิติบัญญัติของอเมริกาเหล่านี้ก็อาจจะสามารถมองอย่างเป็นกลางตามเนื้อผ้า จนแลเห็นคุณค่าอันแท้จริงหรือคุณค่าที่อาจสามารถดึงเอาออกมาได้ของข้อตกลงฉบับนี้ และลงคะแนนรับรองให้สัตยาบัน

TPP ล้มคว่ำจะส่งผลต่อเนื่องอย่างมหาศาล

ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องผลงานอันควรถือมรดกของประธานาธิบดีโอบามา จะต้องมีอันพังครืนไปเท่านั้น แต่บทบาทของสหรัฐฯในเอเชียก็จะต้องตกอยู่ในความเสี่ยงทีเดียว ถ้าหากข้อตกลง TPP เกิดล้มคว่ำขึ้นมาจริงๆ ตั้งแต่แรกเริ่มแล้ว TPP ก็ไม่ได้เป็นเพียงข้อตกลงการค้าธรรมดาๆ ฉบับหนึ่งเท่านั้น แต่ยังเป็นข้อตกลงทางการเมืองซึ่งมีความสำคัญอันกว้างไกลในทางยุทธศาสตร์โลกอีกด้วย

เหตุผลสำคัญประการหนึ่ง (ถ้าหากไม่ใช่เหตุผลประการสำคัญที่สุด) ที่ทำให้ในช่วงดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของเขา โอบามาต้องปรับหมุดหวนกลับมาให้ความสำคัญแก่เอเชีย และริเริ่ม TPP ขึ้นมา รวมทั้งทำให้ประเทศในภูมิภาคนี้จำนวนมากอย่างเช่น ออสเตรเลีย, ญี่ปุ่น, สิงคโปร์, และเวียดนาม แสดงความเต็มใจยิ่งที่จะยอมรับความเคลื่อนไหวในเรื่องนี้ของฝ่ายอเมริกัน ก็คือการที่พวกเขามีความวิตกกังวลร่วมกันเกี่ยวกับการก้าวผงาดขึ้นมาของจีน และความทะเยอทะยานที่จะเป็นเจ้าใหญ่ในภูมิภาคของแดนมังกร

การโหวตให้ข้อตกลงฉบับนี้มีผลบังคับใช้ จะเป็นการสร้างความแข็งแกร่งให้แก่บทบาทฐานะของอเมริกัน ในการกำหนดกฎเกณฑ์การค้าต่างๆ ในเอเชีย และในการนำทางประเด็นปัญหาด้านความมั่นคงต่างๆ ในช่วงเวลาอีกหลายๆ ปีกระทั่งอีกหลายๆ สิบปีต่อไปข้างหน้า

ตรงกันข้าม หากสหรัฐฯล้มเหลวไม่สามารถผลักดันเดินหน้าข้อตกลงการค้าพหุภาคีฉบับนี้ได้ ก็จะมีผลเท่ากับเป็นการยอมมอบบทบาทความเป็นผู้นำให้แก่จีน ขณะที่เครดิตความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯก็จะถูกกัดกร่อนหดหายไปอย่างมหาศาล ในสายตาของเหล่าพันธมิตรและเหล่าหุ้นส่วนทั้งหลายของอเมริกันในเอเชีย

เมื่อพิจารณาจากเดิมพันอันใหญ่โตมหึมาดังกล่าวนี้ ถึงแม้ดูจะเป็นไปได้น้อยเอามากๆ กระนั้น ก็ยังไม่ควรฟันธงระบุลงไปเลยว่า อย่างไรเสียรัฐสภาอเมริกันก็จะไม่รับรองให้สัตยาบัน TPP ภายหลังการเลือกตั้งเดือนพฤศจิกายน โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้า ฮิลลารี คลินตัน เป็นผู้ชนะ

ในอดีตที่ผ่านมา มีผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีบางคน รวมทั้ง บิลล์ คลินตัน สามีของฮิลลารี คลินตัน ด้วย ได้เคยละทิ้งและกระทั่งกลับตาลปัตรคำมั่นสัญญาบางอย่างบางประการของพวกเขาที่ได้ให้ไว้ระหว่างการรณรงค์หาเสียง ในทันทีที่พวกเขาได้รับเลือกตั้งแล้ว

ยิ่งไปกว่านั้น คลินตันคือผู้ที่ให้ความสนับสนุนอย่างเต็มตัว ต่อการที่สหรัฐฯปักหมุดหวนกลับคืนสู่เอเชีย และต่อข้อตกลง TPP โดยเฉพาะในระหว่างที่ช่วงที่เธอเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ

ในบทความชิ้นหนึ่งซึ่งตีพิมพ์อยู่ในวารสาร “ฟอเรนจ์ โพลิซี” (Foreign Policy) เมื่อปี 2011และมีผู้อ่านกันอย่างกว้างขวางนั้น ฮิลลารี คลินตัน ที่เวลานั้นเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ เขียนเอาไว้ดังนี้:

“อนาคตของการเมือง (โลก) จะตัดสินกันในเอเชีย” และ “ด้วยเหตุนี้ ภารกิจสำคัญที่สุดประการหนึ่งของการบริหารรัฐกิจอเมริกันในช่วงทศวรรษหน้า ก็คือการมุ่งมั่นเพิ่มการลงทุนอย่างเป็นเนื้อเป็นหนัง –ทั้งทางด้านการทูต, เศรษฐกิจ, ยุทธศาสตร์, และด้านอื่นๆ- ในภูมิภาคนี้”

ตอนที่เธอเดินทางเยือนออสเตรเลียในปี 2012 อันเป็นระหว่างที่พวกชาติหุ้นส่วนทั้งหลายยังกำลังเจรจาทำข้อตกลง TPP กันอยู่นั้น เธอพูดเอาไว้ว่า:

“ข้อตกลง TPP ฉบับนี้ คือการกำหนดมาตรฐานทองคำในข้อตกลงการค้าทั้งหลายว่า จะต้องเปิดเสรี, โปร่งใส, ค้าขายกันอย่างยุติธรรม, มีสภาพแวดล้อมชนิดที่ยึดหลักนิติธรรมและทำให้เกิดการแข่งขันที่เท่าเทียม”

ด้วยเหตุนี้ การที่เธอคัดค้าน TPP ในเวลานี้จึงอาจเป็นเพียงวาทกรรมทางการเมือง ไม่ใช่เป็นจุดยืนในเชิงหลักการ กระนั้น เมื่อคำนึงถึงกระแสความเป็นศัตรูต่อข้อตกลงฉบับนี้ที่มีอยู่ในสหรัฐฯในปัจจุบัน การที่ TPP จะล้มคว่ำไปจึงเป็นสิ่งที่น่าจะเกิดขึ้นมากกว่า ดังนั้น จึงเป็นการเฉลียวฉลาดสำหรับประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะสำหรับสมาชิกชาติเอเชียรายเล็กๆ อย่างเวียดนาม ที่จะใช้ท่าทีเฝ้าจับตามอง ขณะเดียวกับที่สำรวจมองหาทางเลือกอย่างอื่นๆ ในการเตรียมตัวเผื่อไว้หากว่า TPP จะมีอันต้องล้มหายตายจากไปจริงๆ

(ข้อเขียนชิ้นนี้มาจากบุคคลภายนอกซึ่งเป็นผู้ส่งเรื่องมาให้ เอเชียไทมส์จึงไม่ได้รับผิดชอบต่อความคิดเห็น, ข้อเท็จจริง, หรือเนื้อหาด้านสื่อใดๆ ที่นำเสนอ)

ดร.ซวน ล็อก ดวน เป็นนักวิจัยที่ตั้งฐานอยู่ในสหราชอาณาจักร เขาได้รับปริญญาเอกทางด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และทำการวิจัยตลอดจนเขียนผลงานเกี่ยวกับด้านนี้ในหลายๆ หัวข้อ เป็นต้นว่า นโยบายภายในประเทศและต่างประเทศของเวียดนาม, อาเซียน, อียู, การเมืองของสหราชอาณาจักร, และการเมืองระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...