xs
xsm
sm
md
lg

ตุรกีคือ ‘รัฐล้มเหลว’ รายต่อไปในตะวันออกกลาง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: เดวิด พี. โกลด์แมน

(เก็บความจากเอเชียไทมส์ www.atimes.com)

Turkey is the next failed state in the Middle East
By David P. Goldman
10/10/2015

เหตุการณ์ระเบิดที่กรุงอังการาซึ่งทำให้ฝ่ายค้านชาวเคิร์ดและพันธมิตรเสียชีวิตไปร่วมร้อยคนเมื่อวันเสาร์ (10 ต.ค.) ที่ผ่านมา เป็นสิ่งที่เปิดเผยให้เห็นว่า ประธานาธิบดีเรเซป ทัยยิป เออร์โดกัน นั้น กำลังอยู่ในสภาพถูกต้อนเข้ามุมอับ เขาถูกทรยศทั้งจากสหรัฐฯและจากรัสเซีย ขณะที่ต้องเผชิญกับการปรากฏตัวขึ้นมาของรัฐชาวเคิร์ดตรงบริเวณชายแดนของตุรกี และการก้าวผงาดของพวกพรรคการเมืองชาวเคิร์ดในหมู่ฝ่ายค้านของรัฐสภาตุรกี ความเสี่ยงในระยะสั้นก็คือ พรรค AKP ของเขานั้นจะยังมีความสามารถปกครองประเทศต่อไปหรือไม่ภายหลังการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาที่กำลังจะจัดขึ้นในวันที่ 1 พฤศจิกายนนี้ ส่วนความเสี่ยงในระยะกลางจะเป็นเรื่องที่ว่ารัฐตุรกีจะยังมีพลังเกาะเกี่ยวผนึกยึดเหนี่ยวกันอยู่อีกหรือไม่

เรายังไม่ทราบอย่างชัดเจนว่าใครกันที่เป็นผู้จุดชนวนระเบิด 2 ลูกซึ่งสังหารชาวเคิร์ดและพวกนักเคลื่อนไหวที่เป็นพันธมิตรในกรุงอังการาไปอย่างน้อย 95 คนเมื่อวันเสาร์ (10 ต.ค.) ที่แล้ว แต่ข้อคาดเดาที่ดูมีผู้เชื่อถือน้อยที่สุดเห็นจะเป็นว่า คณะรัฐบาลของประธานาธิบดี (เรเซป ทัยยิป) เออร์โดกัน (Recep Tayyip Erdogan) ปราศจากความผิดใดๆ ในเรื่องนี้ ก็อย่างที่ ลุตฟู เตอร์กคาน (Lutfu Turkkan) สมาชิกรัฐสภาตุรกีผู้หนึ่ง ระบุในข้อความที่เขาทวิตภายหลังเกิดเหตุระเบิดคราวนี้ นั่นคือ การโจมตีครั้งนี้ “ถ้าไม่ใช่ความล้มเหลวของหน่วยข่าวกรอง ก็น่าจะเป็นฝีมือของหน่วยข่าวกรอง”

เออร์โดกัน กำลังอยู่ในสภาพถูกต้อนเข้ามุมอับ เขาถูกทรยศทั้งจากสหรัฐฯและจากรัสเซีย ขณะที่ต้องเผชิญกับการปรากฏตัวขึ้นมาของรัฐชาวเคิร์ดตรงบริเวณชายแดนของตุรกี และการก้าวผงาดของพวกพรรคการเมืองชาวเคิร์ดในหมู่ฝ่ายค้านของรัฐสภาตุรกี ความเสี่ยงในระยะสั้นก็คือ พรรค AKP ของเขาจะมีความสามารถปกครองประเทศต่อไปหรือไม่ภายหลังการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาที่กำลังจะจัดขึ้นในเดือนพฤศจิกายนนี้ ส่วนความเสี่ยงในระยะกลางจะเป็นเรื่องพลังเกาะเกี่ยวผนึกยึดเหนี่ยวกันของรัฐตุรกีทีเดียว

ในทางเปิดเผยแล้ว พวกผู้นำค่ายตะวันตกต่างเคยยกย่องสรรเสริญตุรกีว่า เป็น “ระบอบประชาธิปไตยอิสลามที่ยิ่งใหญ่” รายหนึ่ง (a great Islamic democracy ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.hurriyetdailynews.com/a-great-islamic-democracy.aspx?pageID=449&nID=59345&NewsCatID=398) เหมือนอย่างที่ประธานาธิบดีโอบามาได้สาธยายคุณลักษณ์ของประเทศนี้ไว้ในการให้สัมภาษณ์คราวหนึ่งเมื่อปี 2010 โดยที่เรื่องนี้ก็เป็นทัศนะของคณะบริหาร จอร์จ ดับเบิลยู บุช ตั้งแต่ก่อนหน้าโอบามาด้วยซ้ำ ทั้งนี้ จอร์จ ดับเบิลยู บุช ได้เชื้อเชิญ เออร์โดกัน ให้ไปเยือนทำเนียบขาว ก่อนที่เขาจะชนะเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายน 2002 และขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี (สมัยแรก) ในปี 2003 ถึงแม้พวกนักวิเคราะห์ฝ่ายทหารและฝ่ายข่าวกรองส่วนข้างน้อย ได้ออกมาเตือนว่า ในระยะกลางแล้วตุรกีอาจจะอยู่ไม่ได้ภายในเขตพรมแดนปัจจุบันของตน ความลำบากยุ่งยากอยู่ตรงที่ว่าชนกลุ่มน้อยชาวเคิร์ดของตุรกี ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนคิดเป็นประมาณ 20% ของประชากรโดยรวมทั้งหมดนั้น มีลูกมีหลานเป็นประมาณ 2 เท่าตัวของประชากรที่เป็นคนชาติพันธุ์เติร์ก สภาวการณ์เช่นนี้จะทำให้ภายในระยะเวลาไม่ถึง 20 ปี ประชากรที่อยู่ในวัยเป็นทหารของตุรกีราวครึ่งหนึ่งทีเดียว จะเป็นผู้ที่พูดภาษาเคิร์ดเป็นภาษาแรกของพวกตน

วิกฤตแห่งการดำรงคงอยู่สำหรับตุรกีนั้น ได้ถือกำเนิดและพัฒนาขยายตัวมาเป็นแรมปีแล้ว ดังที่ตัวผมเองได้เคยรายงานเอาไว้ในหนังสือปี 2011 ของผม เรื่อง How Civilizations Die (and Why Islam is Dying, Too) ครั้นแล้วในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ปัจจัยด้านลบอันฉกาจฉกรรจ์ทั้งหลายก็มาบรรจบรวมตัวกันกลายเป็นมหาพายุอันสมบูรณ์แบบ ซึ่งโถมพัดกระหน่ำใส่การดำเนินนโยบายของตุรกีจนคว่ำคะมำ และคุกคามที่จะกระตุ้นให้เกิดความไร้เสถียรภาพทางการเมืองอันร้ายแรงล้ำลึก ตุรกีอาจจะกลายเป็น “รัฐที่ล้มเหลว” (failed state) รายต่อไปของภูมิภาคแถบนี้ได้ทีเดียว

เปรียบภูมิภาคตะวันออกกลางเป็นภาพยนตร์ฟิล์มนัวร์ ที่มองโลกแบบมืดมนแต่อิงสภาพความเป็นจริง มันจะต้องมีใครสักคนหนึ่งซึ่งกลายเป็นบุคคลผู้ล้มเหลว (ดูรายละเอียดแนวความคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ที่ http://atimes.com/2015/09/vladimir-putin-spoiler-or-statesman/) และบทบาทอันไม่มีใครอิจฉาริษยานี้ก็ตกเป็นของตุรกี ก่อนหน้าที่จะเกิดการระเบิดในกรุงอังการาคราวนี้ ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์ก่อการร้ายครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ของตุรกีแห่งยุคสมัยใหม่ เออร์โดกันกำลังได้รับบาดเจ็บจากการถูกหยามหมิ่นต่อหน้าสาธารณชนทั้งจากวอชิงตันและก็จากมอสโก อย่างที่ ลอรา โรเซน (Laura Rozen) ได้รายงานเอาไว้เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม ใน “อัล-มอนิเตอร์” (Al-Monitor ดูรายละเอียดได้ที่ http://www.al-monitor.com/pulse/originals/2015/10/us-arm-syria-kurds-rebels-isis.html#ixzz3oDL1tv8H) กล่าวคือ วอชิงตันได้ประกาศหันหัวกลับ 180 องศาในเรื่องการเข้าแทรกแซงซีเรีย โดยทอดทิ้งฝ่ายค้านในซีเรียที่เป็นพวกสุหนี่ และหันไปแสดงความโปรดปรานพวกเคิร์ดในซีเรียแทน

ตามประกาศของทำเนียบขาวและเพนตากอนในวันที่ 9 ตุลาคมนั้น ต่อจากนี้ไป สหรัฐฯจะจัดส่งอาวุธ, ยุทโธปกรณ์, และการสนับสนุนทางอากาศ ให้แก่กลุ่มชาวอาหรับซีเรียและกลุ่มชาวเคิร์ดซีเรีย ซึ่งกำลังสู้รบอยู่แล้วกับพวกที่เรียกตัวเองว่า “รัฐอิสลาม” (ไอเอส) บนสมรภูมิภาคพื้นดินในซีเรีย

การตัดสินใจที่จะปรับโฟกัสโครงการที่มีมูลค่า 500 ล้านดอลลาร์และประสบปัญหายุ่งยากลำบากไม่หยุดไม่หย่อนของเพนตากอนเสียใหม่ จากการมุ่งฝึกอบรมและติดอาวุธให้แก่กองกำลังใหม่ๆ เพื่อไปสู้รบกับพวกไอเอสในซีเรีย มาเป็นการ “ติดอาวุธและเพิ่มศักยภาพ” ให้แก่กลุ่มกบฏทั้งหมดซึ่งกำลังทำการสู้รบในสนามอยู่แล้ว บังเกิดขึ้นมาหลังจากหน่วยงานต่างๆ ของสหรัฐฯได้ทำการทบทวนตรวจสอบโครงการฝึกอบรมและติดอาวุธที่ทำมาแต่เดิม เจ้าหน้าที่สหรัฐฯหลายรายระบุ

“ส่วนสำคัญที่สุดส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ของเรา ก็คือการพยายามทำงานกับกองกำลังท้องถิ่นในภาคพื้นดินที่มีศักยภาพ ... จัดส่งยุทโธปกรณ์ให้พวกเขาเพื่อให้พวกเขามีประสิทธิภาพมากขึ้น ในการร่วมมือประสานงานกับการโจมตีทางอากาศของเรา” ปลัดกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯฝ่ายนโยบาย คริสทีน วอร์มุธ (Christine Wormuth) บอกกับผู้สื่อข่าวในการแถลงข่าวผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์เกี่ยวกับยุทธศาสตร์ใหม่นี้เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม

ก่อนหน้าวันศุกร์ (9 ต.ค.) ที่ผ่านมา ทั้งอเมริกาและตุรกีต่างสนับสนุนฝ่ายค้านชาวสุหนี่ที่ต่อต้านรัฐบาลอัสซาด โดยมีแนวคิดที่จะกำจัดอัสซาดลงไปและจัดตั้งระบอบการปกครองของชาวสุหนี่ขึ้นมา นโยบายดังกล่าวอยู่ในอาการปั่นป่วนคลอนแคลนมาเป็นแรมเดือนแล้ว แต่กระนั้นมันก็เป็นนโยบายที่เปิดช่องทางเบี่ยงเบนให้ตุรกีสามารถแอบให้ความสนับสนุนอย่างลับๆ แก่พวกไอเอส ซึ่งเป็นกองกำลังอาวุธฝ่ายสุหนี่หนึ่งเดียวเท่านั้นที่แสดงให้เห็นว่าปฏิบัติการได้อย่างทรงประสิทธิภาพในสนามรบ แต่เมื่อรัสเซียเข้าแทรกแซงทางทหารในซีเรียบ้าง มันก็กลับเปิดโปงให้เห็นความไม่ได้เรื่องไม่ได้ราวในความพยายามเหล่านี้ของอเมริกา ซึ่งมุ่งที่จะค้นหาฝ่ายค้านซีเรีย “สายกลาง” เพื่อจะได้ให้การหนุนหลัง ก็อย่างที่ เอดเวิร์ด ลุตต์แวค (Edward Luttwak) นักยุทธศาสตร์ผู้ช่ำช่อง เขียนเอาไว้เมื่อสัปดาห์ที่แล้วในนิตยสาร “แท็บเลต” (Tablet magazine) (ดูรายละเอียดได้ที่ http://www.tabletmag.com/jewish-news-and-politics/193990/putins-great-crime-syria ) ดังนี้:

“ปูตินต้องเป็นผู้บริสุทธิ์อย่างแน่นอนสำหรับข้อที่มีการกล่าวหาตัวเขาว่า กองทัพอากาศรัสเซียของเขาได้ทิ้งระเบิดใส่เหล่านักรบเพื่อเสรีภาพที่ “สนับสนุนประชาธิปไตย” ซึ่งผ่านการฝึกอบรมจากสหรัฐฯ เนื่องจากกระทั่งพวกครูฝึกเองก็ได้ยอมรับแล้วว่า นักรบเหล่านี้กลุ่มแรกซึ่งทำให้สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายไปราวๆ หนึ่งในสิบของงบประมาณที่ได้รับในโครงการนี้ หรือพูดกันเป็นตัวเลขกลมๆ ก็คือใช้จ่ายกันไปแล้ว 50 ล้านดอลลาร์นั้น จริงๆ แล้วมีจำนวนทั้งสิ้นเพียงแค่ 5 คนเท่านั้น ส่วนที่เหลือต่างพากันหนีทัพภายหลังได้รับเงินโบนัสก้อนโตสำหรับการสมัครเข้าเป็นนักรบคราวนี้ เพื่อเอาไว้ใช้สนับสนุนทางครอบครัว รวมทั้งเงินเดือนค่าจ้างในงวดแรก, หรือไม่ก็หนีหายไปหลังจากที่พวกเขาได้รับการแจกจ่ายอาวุธ (ซึ่งพวกเขาได้นำไปขาย), หรือไม่ก็หลังจากการเข้าไปในซีเรียแบบเป็นกลุ่มก้อนเป็นครั้งแรกแล้ว พวกเขาก็จัดแจงรีบหันไปเข้าร่วมกลุ่ม จาบัต อัน-นุสเราะห์ (Jabhat an-Nusrah สื่อภาษาอังกฤษนิยมเรียกชื่อกลุ่มนี้ว่า อัล-นุสรา al-Nusra Front และระบุว่าเป็นเครือข่ายในซีเรียของอัลกออิดะห์ -ผู้แปล) ที่ต่อต้านอเมริกันทว่าแนวความคิดแบบศาสนาอิสลามนิกายสุหนี่ของกลุ่มนี้นั้น พวกเขาเข้าอกเข้าใจเป็นอย่างดี ไม่เหมือนการพูดจากันในเรื่องประชาธิปไตย”

การปรากฏตัวแสดงบทบาทของฝ่ายรัสเซีย บังคับให้วอชิงตันจำเป็นต้องรีบเสาะหากลุ่มอะไรก็ตามทีในภาคพื้นดินซึ่งจักสามารถสร้างความน่าเชื่อถือขึ้นมาได้ และวอชิงตันก็หันไปหากลุ่มชาวเคิร์ด อันเป็นกองกำลังอาวุธที่ทำการสู้รบได้อย่างทรงประสิทธิภาพในซีเรียเพียงกองกำลังเดียวเท่านั้น ซึ่งไม่ได้มีความเกี่ยวข้องโยงใยกับพวกไอเอสหรือพวกอัลกออิดะห์ อย่างไรก็ตาม นั่นกลับเป็นผลลัพธ์แบบที่ตุรกีต้องการหลีกเลี่ยงไม่ให้บังเกิดขึ้นมาโดยตลอด เพราะมันหมายถึงการเกิดพื้นที่ทางทหารของชาวเคิร์ดในภาคเหนือของซีเรียเพิ่มขึ้นมาอีก ซึ่งจะสามารถเชื่อมต่อโยงใยกับดินแดนที่อยู่ในความควบคุมของชาวเคิร์ดในภาคเหนือของอิรัก และทั้งสองเขตนี้ก็จะก่อตัวกลายเป็นแกนกลางของรัฐชาวเคิร์ดที่อาจจะมีโอกาสก่อตั้งขึ้นมาได้ในอนาคต

ในอีกด้านหนึ่ง รัสเซียก็กำลังหยามหมิ่นตุรกี ด้วยการท้าทายเครื่องบินขับไล่ตุรกีภายในน่านฟ้าของตุรกีเอง ทำให้องค์การนาโต้ออกมาส่งเสียงประท้วงดังลั่น กระนั้นก็ดี สหรัฐฯกับเยอรมนียังคงเดินหน้าปิดเครื่องและดำเนินการรื้อถอนระบบป้องกันขีปนาวุธแบบ “แพทริออต” (Patriot) ออกจากตุรกี ถึงแม้มันเป็นระบบอาวุธเพียงอย่างเดียวที่สามารถใช้คุกคามเครื่องบินขับไล่ของฝ่ายรัสเซียได้ อีกทั้งตุรกีก็ได้ยื่นคำขออย่างเร่งด่วนให้ปล่อยทิ้ง “แพทริออต” เอาไว้อยู่ที่เดิมในตุรกีไปก่อน การที่มีเครื่องบินขับไล่ของรัสเซียผงาดเหินเวหาอยู่ใกล้ๆ เช่นนี้ กลายเป็นการป้องกันขัดขวางไม่ให้ฝ่ายเติร์กคุ้มครองให้ความสนับสนุนทางอากาศแก่พวกไอเอสและกลุ่มอิสลามิสต์อื่นๆ ในซีเรีย อย่างที่ผมได้เคยตั้งข้อสังเกตเอาไว้เมื่อวันที่ 6 ตุลาคมในบล็อก “ชาแธม เฮาส์ รูลส์” (Chatham House Rules) ของเอเชียไทมส์ (ดูรายละเอียดได้ที่ http://atimes.com/2015/10/bravo-codevilla-and-a-note-on-russian-turkish-fighter-contact/ ) ขณะที่ เอ็ม.เค. ภัทรกุมาร (M.K. Bhadrakumar) ก็ตั้งข้อสังเกตเอาไว้ในเอเชียไทมส์วันที่ 9 ตุลาคมว่า “ขนาดขอบเขตที่ตุรกีจะสามารถเคลื่อนไหวดำเนินการต่อกรกับรัสเซียนั้น ในทางเป็นจริงแล้วมีอยู่อย่างจำกัดมาก และตุรกีก็ไม่มีทางเลือกอื่นใดนอกจากการบรรลุความเข้าอกเข้าใจกับรัสเซียในเรื่องว่าด้วยซีเรีย” (ดูรายละเอียดข้อเขียนชิ้นนี้ได้ที่ http://atimes.com/2015/10/nato-all-dressed-up-nowhere-to-go-in-syria/)

ยังมีเรื่องที่ปรากฏออกมาเป็นข่าวอย่างชัดเจนน้อยกว่า ทว่าไม่ได้หมายความว่ามีความสำคัญน้อยลงไปด้วย ได้แก่การที่ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับตุรกีกำลังเลวร้ายลง สืบเนื่องจากอังการาแอบให้ความสนับสนุนอย่างลับๆ แก่ “ขบวนการเอกราชเตอร์กิสถานตะวันออก” (East Turkestan Independence Movement) อันเป็นองค์การก่อการร้ายที่เคลื่อนไหวอย่างคึกคักในหมู่ชาวอุยกูร์ทางภาคตะวันตกของจีน ถึงแม้ได้ให้การยืนยันรับปากรับคำอย่างเป็นทางการ แต่ตุรกีก็ยังคงจัดหาเส้นทางที่ปลอดภัยในการเดินทางไปยังตุรกี ให้แก่ชาวอุยกูร์จีนจำนวนหลายพันคนโดยผ่านทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และคนเหล่านี้ส่วนหนึ่งกำลังสู้รบให้กับไอเอสในซีเรีย ทางด้านประเทศไทยก็ระบุว่าพวกหัวรุนแรงชาวอุยกูร์เป็นผู้ก่อเหตุระเบิดที่ศาลท้าวมหาพรหมโรงแรมเอราวัณในกรุงเทพฯเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม ภายหลังไทยจัดส่งชาวอุยกูร์จีน 109 คนกลับไปยังประเทศจีน

ขอย้ำว่าความเจ็บปวดของเออร์โดกัน ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแค่นโยบายการต่างประเทศของเขาล้มคว่ำลงไปเท่านั้น หากแต่เขายังได้รับการหยามหมิ่นอย่างเปิดเผยต่อสาธารณชน จากพวกประเทศซึ่งเคยหนุนหลังระบอบปกครองของเขาเนื่องจากเห็นแก่ผลประโยชน์เรื่องเสถียรภาพภายในภูมิภาค แล้วเรื่องเช่นนี้ยังเกิดขึ้นเพียงไม่นานก่อนหน้าการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาในวันที่ 1 พฤศจิกายนนี้ หลังจากที่พรรค HDP ซึ่งหนุนหลังโดยชาวเคิร์ด สามารถคว้าคะแนนเสียงทั่วประเทศไปได้ 13% ในการเลือกตั้งครั้งก่อนเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา และทำให้พรรคของเออร์โดกันไม่ได้ครองเสียงข้างมากในรัฐสภาอีกต่อไป เออร์โดกันได้ตัดสินใจประกาศจัดการเลือกตั้งใหม่อีกครั้ง แทนที่จะยอมดำเนินการจัดตั้งรัฐบาลผสม ไม่เพียงเท่านั้น เออร์โดกันยังฟื้นการปฏิบัติการทางทหารมุ่งเล่นงานกองกำลังกบฎชาวเคิร์ดในตุรกี ด้วยความมุ่งหวังที่จะดึงความสนับสนุนจากพวกนักชาตินิยมชาวเติร์ก โดยที่ความเคลื่อนไหวอย่างเห็นชัดแจ้งเช่นนี้ได้รับการรายงานอย่างกว้างขวางในสื่อมวลชนรายใหญ่ๆ (ดังเช่นหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ ดูรายละเอียดได้ที่http://www.nytimes.com/2015/08/06/world/middleeast/turkey-recep-tayyip-erdogan-airstrike-pkk-isis.html?_r=0)

ดังที่นิวยอร์กไทมส์รายงานไว้เมื่อวันที่ 5 ตุลาคมว่า “พวกนักวิเคราะห์มองว่า หลังจากที่ชะลอการจัดตั้งคณะรัฐบาลผสม (ดูรายละเอียดได้ที่ http://www.nytimes.com/2015/07/09/world/europe/turkey-elections-delay-in-coalition-recep-tayyip-erdogan.html) เวลานี้มิสเตอร์เออร์โดกันยังกำลังพยายามหาทางเพิ่มพูนโอกาสให้พรรคของเขาเป็นผู้ชนะในการเลือกตั้งครั้งใหม่ ด้วยการเรียกร้องจูงใจพวกนักชาตินิยมชาวเติร์กให้เป็นปฏิปักษ์คัดค้านการให้ชนกลุ่มน้อยชาวเคิร์ดได้รับสิทธิในการกำหนดอนาคตของตนเอง เคียงข้างกับการปฏิบัติการทางทหารมุ่งเล่นงานชาวเคิร์ดนั้นเอง รัฐบาลตุรกียังกำลังใช้ความพยายามในการบ่อนทำลายปีกทางการเมืองของขบวนการชาวเคิร์ด ด้วยการลากโยงขบวนการนี้ให้สัมพันธ์เกี่ยวข้องกับการก่อความรุนแรงของพวก PKK โดยที่พวก PKK เองก็ดูมีความกระหายที่จะหวนกลับไปทำการสู้รบ (กับฝ่ายรัฐบาล) เช่นเดียวกัน”

แต่แทนที่จะใช้ความแข็งกร้าวตอบโต้การยั่วยุของเออร์โดกัน เวลานี้ชาวเคิร์ดกลับประกาศระงับการปฏิบัติการทางทหาร เพื่อจะได้รวมศูนย์ไปที่การเอาชนะในการเลือกตั้งเดือนพฤศจิกายน หลังการโจมตีด้วยระเบิดในกรุงอังการาเมื่อวันเสาร์ที่ 10 ตุลาคม โธมัส ไซเบิร์ต (Thomas Seibert) ชี้เอาไว้ในเว็บไซต์ข่าว “เดลี่ บีสต์” (Daily Beast) (ดูรายละเอียได้ที่ http://www.thedailybeast.com/articles/2015/10/10/who-s-behind-the-horrific-bombing-that-hit-ankara.html ) ดังนี้:

“พวกผู้สังเกตการณ์เห็นพ้องกันว่า เหตุระเบิดที่กรุงอังการา น่าจะมีความเชื่อมโยงกับการที่พวกกบฏ PKK ตัดสินใจระงับการแสดงความเป็นปรปักษ์ด้วยอาวุธกับอังการา กลุ่ม PKK ได้บ่งบอกแสดงท่าทีในระยะไม่กี่วันที่ผ่านมาว่า ทางกลุ่มจะประกาศการหยุดยิงครั้งใหม่ เพื่อเพิ่มพูนโอกาสให้แก่พรรค HDP ในการเลือกตั้งเดือนพฤศจิกายนนี้ คาดรี กูร์เซล (Kadri Gursel) นักหนังสือพิมพ์ผู้ได้รับความเคารพเชื่อถือ ทวิตข้อความว่า คนที่อยู่เบื้องหลังการก่อเหตุระเบิดโจมตีคราวนี้ ต้องการที่จะ “ป้องกันไม่ให้การหยุดยิง” มีผลบังคับใช้ ทั้งนี้ PKK ประกาศการหยุดยิงให้สาธารณชนทราบเพียงไม่นานหลังจากเกิดเหตุโจมตี แต่การตัดสินใจของพวกกบฎเหล่านี้ในเรื่องนี้น่าที่จะต้องเกิดขึ้นก่อนหน้านั้นแล้ว

กล่าวโดยสรุป เวลานี้เออร์โดกันกำลังต้องขบคิดพิจารณาอย่างหนักหน่วง ทั้งเรื่องที่อาวุธหนักของฝ่ายอเมริกันกำลังจะไหลเข้าสู่มือของชาวเคิร์ดซีเรีย, การที่ตุรกีต้องหมดความสามารถในการจัดความสนับสนุนทางอากาศให้แก่พวกกบฎสุหนี่ในซีเรีย, การที่รัสเซียเปิดการรณรงค์ทำศึกเพื่อเล่นงานพวกฝ่ายค้านชาวสุหนี่ในซีเรีย ซึ่งก็รวมไปถึงทรัพย์สินของตุรกีในสนามรบด้วย, และการที่เสียงข้างมากในรัฐสภาของเขาต้องหลุดลอยไปสืบเนื่องจากคะแนนโหวตชาวเคิร์ดที่กำลังเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในประเทศบ้านเกิดของเขาเอง

ไม่ว่ารัฐบาลพรรค AKP เองคือผู้ที่ออกคำสั่งให้ก่อเหตุระเบิดที่อังการา หรือเพียงแค่หันไปมองทางอื่นขณะที่พวกไอเอสลงมือก่อการโจมตีคราวนี้ก็ตามที ทั้งมติมหาชนในตุรกีและในทั่วโลกก็จะทึกทักสรุปลงไปอยู่ดีว่า เหตุการณ์สยอดสยองในกรุงอังการาเมื่อวันเสาร์ (10 ต.ค.) คือเครื่องสะท้อนให้เห็นถึงการดิ้นรนอย่างสิ้นหวังของระบอบปกครองเออร์โดกัน ทั้งนี้ระบอบปกครองที่ต้องหันไปพึ่งพาอาศัยความชั่วช้าป่าเถื่อนเช่นนี้จักดำรงคงอยู่ไปได้ไม่นานหรอก

สิ่งที่ดีที่สุดซึ่งตุรกีสามารถที่จะกระทำได้ภายใต้สภาวการณ์ในปัจจุบันก็คือ การร้องขอให้สหประชาชาติเข้ามาเป็นผู้กำกับตรวจสอบการทำประชามติ ซึ่งจะอนุญาตให้บรรดาพื้นที่ซี่งมีชาวเคิร์ดเป็นชนส่วนใหญ่ สามารถที่จะแยกตัวออกไปหากพวกเขาเลือกเช่นนั้น บริเวณเทือกเขาในภาคตะวันออกเฉียงใต้ของตุรกีที่มีชาวเคิร์ดรวมศูนย์อยู่กันหนาแน่นที่สุดนั้น เป็นตัวดูดงบประมาณแผ่นดินจำนวนมหาศาลและก็ไม่ได้มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ใดๆ แต่กระนั้น ทั้งเออร์โดกันและพวกฝ่ายค้านส่วนที่เป็นนักชาตินิยมของเขา ก็จะไม่มีทางยอมขบคิดพิจารณาการลงมือกระทำการเช่นนี้หรอก นอกจากนั้นแล้ว การจัดลงประชามติให้ชาวเคิร์ดแยกตัวออกไปดังกล่าว ยังจะเป็นการบ่อนทำลายทั้งแนวความคิดว่าด้วย “ลัทธิจักรวรรดิออตโตมันใหม่” (neo-Ottomanism) ของเออร์โดกันเอง และลัทธิชาตินิยมแบบโลกียวิสัยแบบเก่าที่ไม่ยุ่งเกี่ยวกับหลักการทางศาสนา (old secular nationalism) ของพวกนักชาตินิยมจำนวนมาก เวลานี้ “แรงกดดัน”ที่อยู่ใต้แผ่นเปลือกโลกทั้งหลาย ซึ่งกำลังกระทบกระทั่งปะทะกันอยู่ข้างใต้ตุรกีนั้น ดูจะมีแต่หนักหน่วงสาหัสมากขึ้นเรื่อยๆ เหตุการณ์ระเบิดในวันเสาร์ (10 ต.ค.) จึงอาจจะเป็นการขีดเส้นแบ่งแสดงถึงวาระสิ้นสุดของรัฐตุรกี ที่ได้ปรากฏตัวผงาดขึ้นมาในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1

เดวิด พี. โกลด์แมน เขียนเรื่องให้เอเชียไทมส์โดยใช้นามปากกาว่า “สเปงเกลอร์” (Spengler) มาตั้งแต่ปี 2000 เขาเป็นนักวิจัยอาวุโสอยู่ที่ London Center for Policy Research และเป็น Wax Family Fellow อยู่ที่ Middle East Forum หนังสือเรื่อง How Civilizations Die (and why Islam is Dying, Too) ของเขา ได้รับการตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ Regnery Press ในเดือนกันยายน 2011 หนังสือรวมข้อเขียนทางด้านวัฒนธรรม, ศาสนา, และเศรษฐศาสตร์ของเขา ที่ใช้ชื่อว่า It’s Not the End of the World – It’s Just the End of You ก็ได้รับการตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ Van Praag Press ในฤดูใบไม้ร่วงปีเดียวกัน เขายังเคยเป็นผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยตราสารหนี้ทั่วโลก ให้กับ Bank of America และเคยดำรงตำแหน่งอาวุโสในบริษัทการเงินอื่นๆ อีกหลายแห่ง รวมทั้งที่ Reorient Group (Hong Kong) ซึ่งเขาเป็นกรรมการจัดการผู้หนึ่งอยู่ในปัจจุบัน

Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...