xs
sm
md
lg

รอยเตอร์ชี้ “น้ำท่วมไทย” ตัดสินชะตาอนาคต “ยิ่งลักษณ์”

เผยแพร่:

ASTVผู้จัดการออนไลน์ - สำนักข่าวรอยเตอร์เสนอบทวิจารณ์ระบุ ขณะที่อุทกภัยร้ายแรงที่สุดในรอบครึ่งศตวรรษกำลังลุกลามเข้าถึงใจกลางกรุงเทพมหานคร รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่มีอายุได้เพียง 3 เดือนเศษๆ ก็ถูกวิจารณ์อย่างหนักถึงการแก้ไขวิกฤตน้ำที่ย่ำแย่เหลือทน ทั้งด้านความร่วมมือเชิงนโยบาย, การสื่อสารกับประชาชน ไปจนถึงความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายบริหารกรุงเทพมหานคร

บทวิจารณ์ที่เขียนโดย มาร์ติน เพตตี้ (Martin Petty) และ เจสัน เซป (Jason Szep) ชี้ว่า ท่ามกลางสถานการณ์ขั้นวิกฤตที่มวลน้ำมหาศาลอาจทลายพนังกั้นเข้าท่วมเมืองหลวงที่มีประชากรกว่า 12 ล้านคน ในช่วงสุดสัปดาห์นี้ การตัดสินใจและความผิดพลาดของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ จึงเป็นสิ่งที่นักวิจารณ์และผู้รู้ทางการเมืองทางการเมืองกำลังจับตามอง

การตัดสินใจและความผิดพลาดเหล่านี้ ด้านหนึ่งสามารถที่จะทำลายอนาคตทางการเมืองของเธอ ตลอดจนของรัฐบาลที่ยังมีอายุไม่มากของเธอ แต่อีกด้านหนึ่งมันก็อาจจะกระตุ้นความกล้าหาญของเธอ ด้วยการให้ความเป็นอิสระแก่ตัวเธอที่จะผละออกมาจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พี่ชายผู้ทรงอำนาจของเธอ

นักการทูต, นักวิเคราะห์อิสระ และบุคคลใกล้ชิดนายกรัฐมนตรีหญิงวัย 44 ปี ต่างระบุว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ และรัฐบาลเพื่อไทย น่าจะผ่านวิกฤตการณ์นี้ไปได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเธอทุ่มงบประมาณฟื้นฟูภาคธุรกิจ และปรับปรุงระบบจัดการน้ำของไทยให้มีประสิทธิภาพ

“จริงอยู่ที่ประชาชนอาจจะไม่พอใจ นายกฯควรใช้มาตรการป้องกันที่เข้มแข็งกว่านี้ แต่ท่านทราบดีว่าจะพาพวกเราให้พ้นจากสถานการณ์เช่นนี้ได้อย่างไร” เจ้าหน้าที่ระดับสูงคนหนึ่งในพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์

“การฟื้นฟูประเทศหลังน้ำลดจะเป็นเครื่องพิสูจน์ภาวะผู้นำของท่าน”

มูลค่าความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินที่สูงขึ้นเรื่อยๆในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ทำให้สโลแกน “สยามเมืองยิ้ม” เริ่มห่างไกลความจริงเข้าไปทุกที นับตั้งแต่เหตุสลายชุมนุมคนเสื้อแดงเมื่อปีที่แล้ว, การปิดสนามบินสุวรรณภูมิ ปี 2008, รัฐประหาร ปี 2006 และสึนามิในมหาสมุทรอินเดียเมื่อปี 2004

วิกฤตอุทกภัยในปีนี้คร่าชีวิตผู้คนไปแล้ว 377 รายตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยมีประชาชนได้รับผลกระทบอีกกว่า 2.2 ล้านคน ทั้งในเขตกรุงเทพมหานครและนิคมอุตสาหกรรมใน จ.ปทุมธานี, นนทบุรี และพระนครศรีอยุธยา
ปริมาณการส่งออกข้าวของไทยในช่วงปี 2011/12 ลดลงราว 6 ล้านตัน หรือประมาณ 24 เปอร์เซ็นต์ เหลือเพียง 19 ล้านตันเท่านั้น ขณะที่ตัวเลขจีดีพีซึ่งคาดการณ์ว่าจะเติบโตถึง 4.1 เปอร์เซ็นต์ในปีนี้ ก็หดลงเหลือเพียง 2.6 เปอร์เซ็นต์

ผู้ที่เปรียบเสมือนยืนอยู่กลางตาพายุใหญ่คงหนีไม่พ้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ มือใหม่ในสนามการเมืองที่นักวิจารณ์ต่างปรามาสว่า ไร้ศักยภาพและขาดความกล้าตัดสินใจ

นอกจากตัวผู้นำเองจะถูกหัวเราะเยาะที่สวมรองเท้าบูตแบรนด์เนมลงไปลุยน้ำท่วมแล้ว รัฐบาลของเธอยังถูกตำหนิว่า ไม่ประกาศเตือนประชาชนและภาคธุรกิจให้เตรียมป้องกันน้ำอย่างทันท่วงที ทั้งยังพยายามปกปิดข่าวร้ายไม่ให้ประชาชนทราบด้วย ซึ่งนายกฯก็ออกมาปฏิเสธเสียงแข็ง

แม้แต่ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม (ศปภ.) ก็ช่วยบรรเทาปัญหาได้ไม่ดีพอ และการเตือนภัยยังค่อนข้างสับสน ตัวอย่างเช่น รัฐมนตรีรายหนึ่งเตือนให้ประชาชนในจังหวัดที่อยู่ติด กทม. เร่งอพยพ แต่ไม่กี่ชั่วโมงถัดมา เจ้าหน้าที่อีกรายกลับยืนยันว่า ยังคุมสถานการณ์ได้

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลรับรองว่ากรุงเทพมหานครจะไม่ถูกน้ำท่วมอย่างแน่นอน แต่วันนี้กลับยอมรับอย่างหมดท่าว่าจะท่วมอย่างน้อย 1 เดือน ทำให้บางคนเลิกฟังประกาศจากทางการไปแล้ว

“ทุกวันนี้คนไทยไม่เชื่อมั่นในตัวนายกฯยิ่งลักษณ์และรัฐบาลอีกต่อไป คนเริ่มกักตุนอาหารและน้ำดื่ม และหันมาฟังข่าวจากสื่อสังคมออนไลน์แทน” นายกานต์ ยืนยง กรรมการผู้อำนวยการศูนย์วิจัย สยาม อินเทลลิเจนซ์ ยูนิต ระบุ
ในการปรากฏตัวต่อหน้าผู้สื่อข่าวครั้งหลังๆ นี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ดูมีท่าทีเหน็ดเหนื่อยหมดแรง หลายครั้งหลายคราเหมือนกับเธอเกือบจะหลั่งน้ำตาออกมาขณะที่เสียงพูดก็สั่นเครือ ซึ่งตรงกันข้ามเลยกับช่วงการรณรงค์หาเสียงที่เธอดูราวกับเต็มไปด้วยพลังงานและความเชื่อมั่นอย่างไร้ขอบเขตจำกัด

ทว่าสิ่งที่กำลังถูกวางเป็นเดิมพันอยู่ในเวลานี้ ไม่ใช่เพียงแต่ภาพลักษณ์ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์เท่านั้น แต่เป็นภาพลักษณ์ของประเทศไทยด้วย การขยายตัวของพื้นที่ภาคอุตสาหกรรมในระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมาได้แปรเปลี่ยนประเทศที่ครั้งหนึ่งสร้างขึ้นรอบๆ นาข้าวและสถานตากอากาศชายทะเล ให้กลายเป็นศูนย์กลางระดับภูมิภาคของโรงงานอุตสาหกรรมต้นทุนต่ำ อีกทั้งกลายเป็นฟันเฟืองตัวสำคัญยิ่งยวดตัวหนึ่งในสายโซ่อุปทานของโลก (global supply chain)

นิคมอุตสาหกรรม 7 แห่งในปทุมธานี, นนทบุรี และ อยุธยา ต้องปิดตัวลงเพราะกระแสน้ำหลากเข้าท่วม ส่งผลให้คนงานราว 650,000 คนต้องตกงานชั่วคราว และทำให้โรงงานอุตสาหกรรมทั่วโลกประสบภาวะชะงักงัน ตั้งแต่อุตสาหกรรมรถยนต์จนถึงดิสก์ไดรฟ์

บริษัทโตโยต้า ถูกบังคับให้ต้องตัดลดการผลิตรถยนต์ในอเมริกาเหนือ ทั้งนี้มีบริษัทอุตสาหกรรมการผลิตญี่ปุ่นประมาณ 1,800 แห่งทีเดียวเข้ามาลงทุนตั้งโรงงานในประเทศไทย และจำนวนมาก เป็นต้นว่า แคนนอน อิงก์, ไพโอเนียร์, และ โซนี่ คอร์ป ต่างได้รับความลำบากถึงขั้นประสบภาวะชะงักงันทางด้านการผลิตหรือการขนส่งแจกจ่ายสินค้า

เลอโนโว กรุ๊ป บริษัทจีนที่มีฐานะเป็นผู้ผลิตเครื่องคอมพิวเตอร์พีซีมากเป็นอันดับสองของโลก แถลงว่า น้ำท่วมในไทยจะทำให้ซัปพลายด้านฮาร์ดดิสก์ ไดรฟ์ ขาดแคลนในช่วงประมาณเดือนมีนาคมปีหน้า บริษัทแห่งนี้เป็น 1 ในบริษัทใหญ่ๆ หลายสิบแห่งทั่วโลกที่แจ้งว่าได้รับผลกระทบในลักษณะนี้

ความเชื่อมั่นของบริษัทต่างชาติเหล่านี้ถือเป็นปัจจัยสำคัญต่ออนาคตทางการเมืองของยิ่งลักษณ์ ในขณะที่ประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งรู้สึกเหนื่อยหน่ายกับรัฐบาลมากขึ้นเรื่อยๆ

สิ่งที่ท้าทายในมุมมองของนักวิเคราะห์การเมืองก็คือ นายกฯยิ่งลักษณ์จะสามารถสั่งการฟื้นฟูอย่างรวดเร็ว เพื่อชดเชยความสูญเสียในภาคอุตสาหกรรม, ภาคธุรกิจ และชุมชนที่ได้รับผลกระทบได้หรือไม่, จะเรียกความเชื่อมั่นจากประชาชนคืนมาได้มากน้อยแค่ไหน และจะหาทางป้องกันไม่ให้ภัยพิบัติเกิดขึ้นอีกได้อย่างไร

“สิ่งสำคัญในขณะนี้ คือ แผนจัดการในระยะยาว เพราะเราจำเป็นต้องสร้างความมั่นใจแก่นักลงทุนต่างชาติ ซึ่งถ้าทำได้ทุกอย่างจะจัดการง่ายขึ้น” นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง กล่าว

ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้มีการขาดดุลงบประมาณปี 2555 ราว 400,000 ล้านบาท เพื่อนำเงินมาฟื้นฟูประเทศหลังน้ำลด

“ระบบชลประทานของเราถูกออกแบบเพื่อใช้ในภาคเกษตรกรรม, ผลิตน้ำประปา และผลิตไฟฟ้า แต่จากนี้ไปเราจะต้องปรับปรุงให้สามารถรองรับอุทกภัยที่เกิดจากพายุและน้ำท่วมขังได้ นี่คือสิ่งงสำคัญที่สุด” นายธีระชัย บอก

คาดหมายกันว่า แผนการใช้จ่ายฟื้นฟูหลังน้ำท่วมน่าจะผ่านการอนุมัติของรัฐสภาที่พรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ ครองเสียงสองในสามในสภาผู้แทนราษฎรอยู่แล้ว ทว่ามันก็ยังคงมีอุปสรรคอีกมากมาย
Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...