xs
sm
md
lg

เยือน “กุฎีจีน” สัมผัสเรื่องราว ผ่านวิถีชุมชนเมืองธนบุรี

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online

ด้านหน้าของโบสถ์ซางตาครูส
ใครที่ชื่นชอบท่องเที่ยวตามย่านหรือชุมชน ฉันขอชวนเดินทางข้ามแม่น้ำเจ้าพระยามายังฝั่งธนบุรี มาที่ย่าน "ชุมชนกุฎีจีน" เพื่อท่องเที่ยวเยี่ยมเยือนชาวชุนชนเก่าแก่หลากเชื้อชาติ ต่างศาสนา ต่างวัฒนธรรม แต่สามารถอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวอย่างสันติสุขมานานกว่า 200 ปี
เส้นทางท่องเที่ยวชมวิถีชุมชนกุฎีจีน
โดยครั้งนี้ฉันมีโอกาสมาร่วมกิจกรรม กับ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือเคทีซี ที่จัดกิจกรรมท่องเที่ยวภายใต้ธีม “Colours of Boutique Stay: One day in BANGKOK” มุมมองใหม่ในวันเดียว เพื่อชวนให้คนไทยหันมาท่องเที่ยวแนววิถีชุมชนเพิ่มมากขึ้น โดยร่วมกับ โลเคิล อไลค์ ผู้นำด้านการท่องเที่ยวสไตล์ชุมชนที่ได้ออกแคมเปญ "Local is New Luxury" เจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวให้ยั่งยืน
ศาลเจ้าเกียนอันเกง
“ชุมชนกุฎีจีน” เป็นชุมชนเก่าแก่ของชาวไทยเชื้อสายโปรตุเกส ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งธนบุรี ร่องรอยทางประวัติศาสตร์ของชุมชนแห่งนี้แสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิตและเรื่องราวอันน่าสนใจ โดยเฉพาะภาพภายใต้ความแตกต่างของเชื้อชาติ ศาสนาและวัฒนธรรมในชุมชน ซึ่งประกอบไปด้วยชาวจีน อินเดียและยุโรป จนได้ชื่อว่าเป็นชุมชน "สามศาสนา สี่ความเชื่อ" ซึ่งชาวบ้านอยู่ร่วมกันอย่างปรองดองเป็นเวลานานกว่า 200 ปี ชาวบ้านอาศัยร่วมกันแบบเครือญาติ คนในชุมชนส่วนใหญ่ นับถือศาสนาคริตส์นิกายโรมันคาทอลิก

นอกจากนี้ภายในชุมชนยังคงสถาปัตยกรรมดั้งเดิมไว้ได้อย่างงดงาม ไม่ว่าจะเป็นโบสถ์ซางตาครูส บ้านเก่า อาหารและขนมดั้งเดิมที่นับวันจะหาทานได้ยากขึ้น อาทิขนมฝรั่งกฎีจีน ขนมจีนแกงไก่คั่ว เป็นต้น
พระโพธิสัตว์กวนอิม
พระโพธิสัตว์กวนอิม
โดยเส้นทางท่องเที่ยวที่น่าสนใจ เริ่มต้นที่ "ศาลเจ้าเกียนอันเกง" สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 ด้วยสถาปัตยกรรมจีนในสมัยราชวงศ์เชง เป็นอีกหนึ่งในสถานที่ที่รวมใจพี่น้องเชื้อสายจีนของละแวกนี้ ศาลเจ้าแห่งนี้เป็นศาลเจ้าเล็กๆ แต่มีความละเอียดอ่อนในด้านสถาปัตยกรรมเป็นอย่างมาก ภายในเข้าไปสักการะพระโพธิสัตว์กวนอิมที่มีอายุมากกว่า 100 ปี เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต
สักการะพระโพธิสัตว์กวนอิม
โบสถ์ซางตาครูส
เดินไปไม่ไกลจะเจอ "โบสถ์ซางตาครูส" ตั้งอยู่ที่ ถ.เทศบาลสาย1 เขตธนบุรี มีมาตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี ในอดีตหลังจากที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงกอบกู้เอกราชและสถาปนากรุงธนบุรีแล้ว ก็ได้ทรงรวบรวมไพร่พลทั้งชาวไทย จีน โปรตุเกส และพระราชทานที่ดินเพื่อให้เป็นที่อยู่อาศัย และก็ได้สร้างโบสถ์ขึ้นในปี พ.ศ.2312 และให้ชื่อว่า “โบสถ์ซางตารูส” หมายความว่า กางเขนศักดิ์สิทธิ์
ภายในโบสถ์ซางตาครูส
ในอดีตโบสถ์แห่งนี้สร้างขึ้นด้วยไม้ และใช้ประกอบพิธีกรรมเรื่อยมาจนทรุดโทรมมาก ในปีพ.ศ.2378 จึงได้สร้างโบสถ์หลังที่สองขึ้น มีรูปร่างคล้ายศาลเจ้าจีน และเมื่อเวลาผ่านไปโบสถ์แห่งนี้ได้เผชิญภัยหลายครั้งทั้งน้ำท่วมและไฟไหม้ กระทั่งในปี พ.ศ.2456 จึงได้สร้างโบสถ์หลังปัจจุบันขึ้นนั้นเอง

โดยโบสถ์ซางตาครูสหลังปัจจุบัน เป็นโบสถ์ฝรั่งสีเหลือง สถาปัตยกรรมแบบอิตาเลียนสมัยเรเนสซองส์ หรือที่เรียกว่า นีโอคลาสสิค ตั้งตระหง่านหันหน้าสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ตัวอาคารก่ออิฐฉาบปูนตกแต่งด้วยปูนปั้นเป็นลวดลายใบไม้สวยงาม ส่วนภายในโบสถ์เป็นเหมือนห้องโถงใหญ่เพดานสูง มีแท่นสำหรับให้บาทหลวงยืนเทศน์ ด้านหลังมีรูปปั้นพระเยซูถูกตรึงกางเขน
เมนูไส้สัพแหยก
จากนั้นเดินท่องเที่ยวในชุมชน ชมวิถีชีวิตบ้านริมคลอง แวะชม "บ้านสกุลทอง" ซึ่งมีต้นตระกูลหรือคุณเทียดของบ้านเป็นห้องเครื่องฝ่ายใน ในสมัยรัชกาลที่ 5 ปัจจุบันบ้านหลังนี้กลายเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่จะทำให้คนรุ่นหลังได้รู้จักกับอาหารไทย-โปรตุเกส เช่น ขนมจีนแกงไก่คั่ว และอาหารว่างไทยโบราณตำรับชาววัง โดยมีพี่แตนซึ่งเป็นสะใภ้ของบ้านจะเป็นผู้ถ่ายทอดเรื่องราวให้นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้ และยังสามารถทดลองทำของว่างที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเมนูหากินยาก แต่วิธีการทำนั้นไม่ยากอย่างที่คิด เช่น ขนมกระทงทอง ไส้สัพแหยก ขนมช่อม่วง เป็นต้น
ขนมจีนแกงไก่คั่ว
ขนมกระทงทอง และขนมช่อม่วง
พิพิธภัณฑ์บ้านกุฎีจีน
ออกจากบ้านสกุลทองแล้ว เดินไปชม "พิพิธภัณฑ์บ้านกุฎีจีน" เป็นพิพิธภัณฑ์เอกชนเล็กๆ อยู่ในบ้านสามชั้น เพิ่งเปิดไม่ไม่นานนัก โดยเจ้าของเป็นครอบครัวที่เป็นคนในพื้นที่ เพื่อบอกเล่าประวัติความเป็นมา รวบรวมข้อมูลชุมชนชาวสยาม-โปรตุเกส ตั้งแต่สมัยอยุธยาจนถึงปัจจุบัน และยังเป็นแหล่งเรียนรู้วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี ภาษา ศาสนา และรากเหง้าของชาวชุมชนย่านกุฎีจีน
โต๊ะทำงานในสมัยก่อน
จำลองเมนูอาหารโบราณ
ด้านในพิพิธภัณฑ์มีการจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้โบราณที่หาชมได้ยาก รวมถึงเรื่องราวเกี่ยวกับบรรพบุรุษของผู้ก่อตั้ง ในส่วนของชั้นบนยังจัดเป็นจุดชมวิว ให้ได้เห็นบรรยากาศโดยรอบของย่านกุฎีจีนจากมุมสูงด้วย
ของโบราณภายในพิพิธภัณฑ์
เตียงนอนในยุคสมัยก่อน
เส้นทางท่องเที่ยววิถีชุมชน
ชมเรือนจันทนภาพ เรือนไม้หลังเก่าแก่
นอกจากนี้ยังมี “เรือนจันทนภาพ” บ้านหลังเก่าเล่าเรื่องราวโดยป้าแดง เจ้าของเรือไทยที่อยู่คู่ชุมชนมานานกว่า 120 ปี ฟังเรื่องราวของกบฏแมนฮัตตัน และเรื่องราวสำคัญมากมายในสมัตก่อนที่เกี่ยวข้องกับชุมชนกุฎีจีน จากนั้นเดินชมความงดงามของเรือนโบราณแห่งนี้
ขนมฝรั่งกุฎีจีน
ก่อนที่จะไปท่องเที่ยวสถานที่สุดท้าย เรามาแวะชมกระบวนการทำขนมอันเลื่องลือ และเลือกซื้อกลับไปเป็นของฝากให้กับเพื่อนฝูงหรือครอบครัว ซึ่งขนมที่ว่านี้ คือ "ขนมฝรั่งกฎีจีน” นั่นเอง
วัดกัลยาณมิตร
สถานที่สุดท้ายนี้อยู่ที่ “วัดกัลยาณมิตร” ซึ่งเป็นพระอารามหลวงขนาดใหญ่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา การก่อสร้างจะคล้ายกับวัดพนัญเชิง จ.พระนครศรีอยุธยา ที่มีพระขนาดใหญ่ประดิษฐานอยู่ในโบสถ์ พระขนาดใหญ่ที่ว่านั้น คือ "หลวงพ่อโต" หรือที่ชาวจีนเรียกว่า "ซำปอกง" หรือ "ซำปอฮุดกง" ในสมัยรัชกาลที่ 4 ได้พระราชทานนามพระองค์นี้ให้สอดคล้องกับพระประธานในวิหารหลวงวัดพนัญเชิงว่า "พระพุทธไตรรัตนนายก"
หลวงพ่อโตหรือที่ชาวจีนเรียกว่า ซำปอกง
ที่วัดกัลยาณมิตรแห่งนี้มีสถาปัตยกรรมที่มีส่วนผสมของความเป็นจีนและไทยเอาไว้อย่างลงตัว เพราะจะมีรูปปั้นเทพเจ้าองค์ต่างๆ ของทางประเทศจีนประดิษฐานอยู่ จึงไม่แปลกเลยถ้าเราไปวัดนี้แล้วจะเห็นคนจีนเดินเข้าออกวัดเพื่อมานมัสการหลวงพ่อโตอย่างคับคั่ง

ผู้สนใจสามารถสอบถามได้ละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ KTC PHONE โทร. 0-2123-5000 กด 6 เว็บไซต์ หรือ www.ktc.co.th และโลเคิล อไลค์ เว็บไซต์ www.localalike.com หรือ โทร. 0-2115-9861
* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

สามารถส่งข้อมูลข่าวสารด้านการท่องเที่ยว-อาหารมาได้ที่ กอง บก.ข่าวท่องเที่ยว แฟกซ์ 0-2629-4467 อีเมล์ travel_astvmgr@hotmail.com

 

10 จากทั้งหมด 21 รูป
ข่าวอื่นในหมวด
กำลังโหลดความคิดเห็น...