xs
sm
md
lg

“ศอ.บต.” ท่ามปัญหาความวัว-ความควายรุมเร้า ถ้าไม่ปรับตัวก็สมควรใช้ “ม.44” ลบภาพ “พลเรือน” เลยไหม?!/ ไชยยงค์ มณีพิลึก

เผยแพร่:

ภาพประกอบ
 
คอลัมน์  :  จุดคบไฟใต้
โดย...ไชยยงค์  มณีพิลึก
--------------------------------------------------------------------------------


ยังกลายเป็น “พื้นที่กระสุนตก อย่างต่อเนื่อง นั่นคือ “ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้” หรือที่เรียกกันย่อๆ ว่า “ศอ.บต.” ซึ่งเป็น ศอ.บต.ที่ขณะนี้ถูกตั้งข้อสงสัยจากคนในพื้นที่และคนทั้งประเทศถึง “ความโปร่งใสและความเป็น “ธรรมาภิบาล อย่างหนักหน่วง
 
เพราะในขณะที่ “ความวัวยังไม่ทันหาย “ความควาย” ก็แทรกเข้ามา?!

นั่นคือเรื่องที่ถูกตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ ทั้งจากสำนักนายกรัฐมนตรี จากสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ใน 4 โครงการประกอบด้วย โครงการเสาไฟฟ้าโซลาร์เซลล์, โครงการสนามฟุตซอล, โครงการปรับปรุงวิสัยทัศน์มัสยิด 300 ปี และโครงการซื้อและซ่องแซมโรงแรมชางลี โดยทุกโครงการยังอยู่ระหว่างสร้างความระทึกในการตรวจสอบอยู่นั้น
 
ศอ.บต. ซึ่งเป็นองค์กรที่คนในพื้นที่ให้ความเชื่อถือว่าเป็นที่ “พึ่งได้” นั่นคือ ข่าวการร้องเรียนจาก “ลูกจ้างสาว” ว่าถูกผู้บริหารระดับสูงไม่ต่ำกว่า 3 คนคุกคามทางเพศและบังคับให้ทำในสิ่งที่ผิดหลักศาสนา
 
ความจริงเรื่องนี้เป็น “เรื่องเก่า ที่มีการร้องเรียนจากลูกจ้างของ ศอ.บต.ไปยัง “ส่วนกลาง” หรือสำนักนายกรัฐมนตรี และก็มีการพิจารณาแล้วเห็นสรุปความเห็นได้ว่า เรื่องนี้ “มีมูลจึงได้ส่งให้ ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดยะลา เป็นหน่วยงานสอบสวนข้อเท็จจริง ซึ่งทั้ง ศอ.บต.และศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดยะลาเข้าใจว่า เรื่องนี้จบแล้ว
 
แต่สุดท้ายก็มีความพยายามจาก “ไอ้โม่ง” ในการนำเรื่องนี้มาตีแผ่ให้ “เป็นข่าว” ที่สร้างความฉาวโฉ่ได้ตรงกับจังหวะเวลาของการโยกย้ายข้าราชการประจำปี
 
โดยข้อเท็จจริงเรื่อง “สมภารกินไก่วัดจะมีความเป็นจริงแค่ไหน ยังไม่มีใครกล้ายืนยัน เนื่องจากจนถึงบัดนี้ ที่ข่าวฉาวถูกพูดถึงมาร่วมเดือน ลูกจ้างที่เป็นผู้ร้องเรียน ซึ่งมีชื่ออักษร “ส” ในสำนัก “ตก็ยังไม่ยอมเปิดเผยตัวกับสื่อ
 
เช่นเดียวกันผู้ที่เป็น “ข้าราชการหญิง” ที่อ้างว่ามีตัวตน และพร้อม “เป็นพยาน ก็ยังแอบอยู่ในมุมมืด ซึ่งผิดวิสัยของคนที่ต้องการเอาเรื่องให้ถึงที่สุด เพราะถ้าต้องการเอาเรื่องให้ถึงที่สุด ทั้ง 2 คนก็ต้องกล้าที่จะเปิดเผยตัวเพื่อให้ข้อเท็จจริงต่อสาธารณะ
 
ดังนั้น ลักษณะของการร้องเรียนครั้งนี้ จึงมีมีลักษณะที่คล้ายๆ กับต้องการเพียงให้เกิด “ความฉาวโฉ่ เพื่อสร้างความเสี่ยมเสียให้กับองค์กรคือ ศอ.บต. และความเสียหายให้กับบุคคลที่ถูกร้องเรียนทั้ง 3 ราย ด้วยการหวังผลของการ “ทำลาย ทั้งตัวบุคคลและองค์กร
 
โดยข้อเท็จจริงไม่ว่าเรื่องนี้จะเป็นเรื่องจริง ซึ่งเป็นเรื่องที่ค่อนข้างปกติในประเด็นของลูกจ้างในหลายๆ หน่วยงานที่มีปัญหาการคุกคามทางเพศ และด้วยความสมยอมเพื่อการ “ต่อสัญญาการจ้างงาน” ที่มีอยู่จริง
 
แต่เมื่อ “ผู้เสียหายอับอายที่จะเปิดเผยข้อเท็จจริง เพื่อเอาผิดกับผู้มีอำนาจ และบรรดา “สมภารที่มั่นหมาย “ไก่วัดจึงทำให้เรื่องราวเหล่านี้ถูก “ซุกในซอกหลืบของสังคมในพื้นที่ จนสุดท้าย เมื่อสอบสวนแล้วมักจะเป็นเรื่องที่คณะกรรมการจะลงความเป็นว่า ไม่มีมูล และเป็นการกลั่นแกล้ง
 
ไม่ว่าจะอย่างไร เรื่องอื้อฉาวที่ ศอ.บต.ครั้งนี้ หน่วยงานที่ต้องชี้แจงกับสังคมและกับประชาชน ยังต้องเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง นั่นคือ “ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดยะลา” ที่เป็นเจ้าของเรื่องที่ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้สืบสวนหาข้อเท็จจริง
 
แต่สิ่งที่น่าสังเกตคือ หลังรับเรื่องนี้มาจากส่วนกลาง จนถึงขณะที่เรื่องนี้กลายเป็นข่าวฉาวโฉ่ไปทั่วประเทศ เวลานี้ก็ยังไม่เห็นศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดยะลาออกมาเปิดเผย “ผลการสอบสวน” เป็นอย่างไร หรือได้ส่งผลสอบและข้อเท็จจริงไปให้กับส่วนกลางแล้วหรือไม่?!
 
มีเพียงแต่ผู้ที่ “แอ่นอก แถลงข่าวหลายต่อหลายครั้งในเรื่องนี้ ซึ่งกลายเป็น ศอ.บต.ที่เป็น “หน่วยงานที่ถูกกล่าวหาดังนั้นถึงแม้ว่า เรื่องที่แถลงจะเป็นเรื่องจริง แต่สังคมก็จะยังคมคลางแคลงใจไม่เชื่อถือ เพราะเข้าใจว่าเป็นการแถลงเพื่อปกป้ององค์กรและบุคลากรของ ศอ.บต.เอง
 
ดังนั้น การออกมาชี้แจงแถลงข่าวของ “นายศุภณัฐ สิรันทวิเนติ” เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องไม่จริง เป็นเพียงบัตรสนเท่ คนส่วนใหญ่จึงยังไม่เชื่อถือ เพราะมองเห็นว่าเป็นการปกป้ององค์กรที่ตนเองเป็นผู้นำ เพราะหากองค์กรเป็นอย่างที่ถูกร้องเรียนจริง ผู้นำองค์กรก็ต้องมีส่วนในการรับผิดด้วยเช่นกัน
 
ดังนั้น เรื่อง “หมาหยอกไก่หรือเรื่อง “สมภารกินไก่วัด ที่ ศอ.บต. หากจะให้จบอย่างสมบูรณ์ ศอ.บต.จะต้องมีการแต่งตั้ง “คณะกรรมการ” ที่มีความน่าเชื่อถือ กล่าวคือมี “ความเป็นกลาง” ในการสอบสวนข้อเท็จจริง
 
เพราะหากเป็นเรื่องจริง ผู้ที่เป็นต้นตอของความฉาวโฉ่ก็ต้องได้รับโทษ แต่ในขณะเดียวกันหากเรื่องนี้เป็นแผนของ “ไอ้โม่ง” และ “อีแอบ” เพื่อต้องการประโยชน์ที่มุ่งหวัง ทั้งไอ้โม่งและอีแอบที่เป็นผู้ร่วมขบวนการเหล่านั้นสมควรต้องรับโทษตามกฎหมาย
 
ส่วนเรื่อง 4 โครงการอื้อฉาวที่ไม่แพ้กันของ ศอ.บต.นั้น คณะกรรมการชุดแรกที่มี นายจิรชัย มูลทองโร่ย ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ที่ผ่านมาได้มีการประชุมและลงพื้นที่ตรวจสอบขอเท็จจริงแล้ว ทั้งนี้ก็เพื่อจะได้สรุปผลการสอบสวนให้แล้วเสร็จตามคำสั่งภายในวันที่ 30 กันยายน 2560 ที่จะถึงนี้ อันเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับเป็นประธานคณะสอบสวนครบวาระของการเกษียณอายุราชการด้วยพอดี
 
อย่างไรก็ดีข่าวจาก “วงใน ของคณะกรรมการสอบสวนมีความคิดเห็นเป็น 2 ส่วนคือ กลุ่มหนึ่งเชื่อว่า “ไม่มีการทุจริตแต่มี “ความบกพร่อง และโครงการที่ทำเป็นการใช้งบประมาณที่ “ไม่เอื้อประโยชน์” ให้กับการแก้ปัญหาเท่าที่ควร
 
แต่มีกรรมการหลายคนเห็นว่า อย่างน้อยมี “2 โครงการที่น่าจะเข้าข่ายทุจริตนั้นคือ โครงการเสาไฟฟ้าโลลาร์เซลล์ และโครงการสนามฟุตซอล เพราะพบอะไรต่อมิอะไรหลายอย่างที่ “ไม่ชอบมาพากล ส่วนเรื่องของ “ความบกพร่อง นั้นก็พบว่ามีอยู่แล้ว เพราะ ศอ.บต.ได้มีการตรวจสอบความเสียหายที่เกิดขึ้น โดยหลังการติดตั้งไม่เคยรับรู้ว่า เสาไฟฟ้าโซลาร์เซลล์จำนวนมากใช้ไม่ได้ และจนถึงขณะนี้อีกหลายพันต้นก็ยังใช้ไม่ได้
 
ในเรื่องของสนามฟุตซอลนั้น นอกจากอาจจะมีการทุจริตและบกพร่องแล้ว หลายคนถึงกับ “ส่ายหัว ใน “วิสัยทัศน์ ของคน ศอ.บต.ที่คิดแต่เรื่อง “สร้าง โดยไม่สนใจถึง “การใช้ ว่าสนามจะใช้อย่างไร เพราะ สนามฟุตตลซอลนั้น “ต้องมีหลังคา” ไม่ใช้สร้างกลางแจ้งเพื่อให้ตากแดดตากฝน
 
ถึงกับมีผู้ถามว่า คน ศอ.บต.ใช้ “สมองส่วนไหนคิด” ส่วนบนสุด ส่วนกลาง หรือส่วนล่างสุด เกี่ยวกับการใช้งบก่อสร้าง “สนามฟุตซอล 1 สนาม 1 ตำบล” ในครั้งนี้
 
ดังนั้น วันนี้คนของ ศอ.บต.จึงอย่างเพิ่งกระดี๊กระด๊าว่า โครงการอื้อฉาวทั้งหมดของ ศอ.บต.ไม่มีการทุจริต มีเพียงความบกพร่องเท่านั้น แต่โดยข้อเท็จจริงแค่คำว่า “บกพร่อง ที่ไม่เอาใจใส่กับโครงการที่ใช้งบสูงถึงนับ 1,000 ล้านบาท รวมทั้ง “ถูกต้มที่ซื้อของแพงกว่าชาวบ้าน ซึ่งเป็นการทำโครงการที่ “ผลาญงบ” นั่นก็น่า “ละอาย เป็นอย่างยิ่ง และต้อง “รับผิด” ด้วย เพราะไม่ได้หมายความว่าบกพร่องแล้วไม่ต้องรับผิดแต่อย่างใด
 
นอกจากนั้น เรื่องการตรวจสอบโครงการอื้อฉาวทั้ง 4 โครงการของ ศอ.บต. ก็ไม่ได้หมายความว่าจะจบลงที่คณะกรรมการชุดที่มีนายจิรชัย มูลทองโร่ย ปลักสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน แต่ยังมีการตรวจสอบจาก “สตง.” และ “ป.ป.ช.” ที่ยังไม่ได้สรุปผลว่า ทุจริต หรือแม้แต่บกพร่องแต่อย่างใด
 
ทั้งหมดที่เกิดขึ้น จึงเป็นการชี้ชัดว่า การบริหารงานของ ศอ.บต.ยัง “มีปัญหา”  มากมาย ประเด็นหนึ่งเป็นปัญหาภายในที่มีความแตกแยกและมุ่งการทำลายล้างกันเอง ประเด็นหนึ่งใน ศอ.บต.มีการหาผลประโยชน์จากการใช้งบประมาณเพื่อการพัฒนาและการแก้ปัญหาแผ่นดินจังหวัดชายแดนภาคใต้ และอีกประเด็นหนึ่งวันนี้คนใน ศอ.บต.ขาดวิสัยทัศน์และขาดธรรมภิบาลอย่างเห็นได้ชัด
 
แน่นอนว่า หาก ศอ.บต.ยังไม่ทำการ “ผ่าตัดภายใน” องค์กร และยังไม่ทำการ “ยกเครื่อง” การทำหน้าที่ของ บุคลากร โดยยังไม่มีการใช้ “นโยบายใหม่” เพื่อการบริหารงานในท่ามกลางความตำแยกที่เกิดขึ้น ถ้าอย่างนั้นก็ต้องถามว่า ประชาชนและประเทศชาติจะได้อะไรจากการบริการงานแบบนี้
 
และที่น่าเป็นห่วงยิ่งคือ ความอื้อฉาว การไร้ความสามารถของ ศอ.บต.ที่เกิดขึ้น อาจจะเป็นช่องทางที่ “คสช.” หรือ “รัฐบาลทหาร” อาจจะหมดความอดทนในการที่จะให้ “พลเรือน” เข้ามาทำหน้าที่เป็น “เลขาธิการ ศอ.บต.” อีกต่อไป
 
หาก คสช.จะใช้ “ม.44” ทำการเพื่อส่ง “คนนอก” มานั่ง “เลขาธิการ ศอ.บต.” เพื่อเป็นการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในวันนี้ ย่อมเป็น “ความชอบธรรม” ที่จะทำได้ เพราะ 1 ปีที่ผ่านมาภาพของ ศอ.บต.ในเรื่องดีๆ ถูก “กลบ” ด้วยเรื่องของ “ความเลวร้าย” แทบหมดสิ้น
 
ข่าวอื่นในหมวด
กำลังโหลดความคิดเห็น...