xs
sm
md
lg

โครงการซื้อไฟฟ้า(แพง)แถมน้ำจากกัมพูชา : ทำไมไม่ศึกษาจากอินเดีย จีน และอังกฤษ? / ประสาท มีแต้ม

เผยแพร่:

 
คอลัมน์ : โลกที่ซับซ้อน
โดย...ประสาท มีแต้ม
-----------------------------------------------------------------------

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วมีข่าวที่สังคมให้ความสนใจพอสมควร คือข่าวที่ทางประเทศไทยมีโครงการจะซื้อไฟฟ้าจากประเทศกัมพูชาในราคาหน่วยละ 10.75 บาทและผู้ขายจะแถมน้ำจืดอีกปีละ 300 ล้านลูกบาศก์เมตรเพื่อนำมาใช้กับโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งเป็นโครงที่เริ่มมาตั้งแต่ปี 2524

ความจริงแล้วคณะรัฐมนตรีชุดนี้ได้เห็นชอบในหลักการของโครงการ EEC เมื่อกลางปี 2559 พร้อมกับให้เวลา 3 เดือนเพื่อให้ส่วนราชการทำแผนครบวงจรกลับมาเสนอ ซึ่งแน่นอนว่าในหลักการดังกล่าวคงไม่มีตัวเลขราคาไฟฟ้า
จากบทความชื่อ “เงื่อนซ่อนเงื่อน แผนซื้อไฟฟ้าเขมรแพงลิ่ว” (โดย ลม เปลี่ยนทิศ 17 สิหาคม 60-ไทยรัฐออนไลน์) ได้ให้ข้อมูลว่า โครงการนี้เป็นการร่วมทุนระหว่างบริษัท กฟผ.อินเตอร์เนชั่นแนล (บริษัทลูกของ กฟผ.) กับบริษัท Steung Meteuk Hydropower Co.Ltd. ของกัมพูชาใช้เงินลงทุน 9,554 ล้านบาท ยังไม่รวมการพัฒนาระบบท่อส่งน้ำที่จะกระจายน้ำและไม่รวมค่าสายส่งไฟฟ้าแรงสูงเพื่อใช้ในภาคตะวันออกของไทย โรงไฟฟ้าพลังน้ำแห่งนี้ผลิตไฟได้ 24 เมกะวัตต์ ส่งขายไทยทั้งหมด

ผมเข้าใจว่าโครงการดังกล่าวมีความต้องการน้ำเป็นหลักเพื่อนำมาใช้ในภาคอุตสาหกรรม ในขณะที่ความต้องการไฟฟ้าเป็นความต้องการในอันดับรองเพราะมีกำลังการผลิตที่น้อยนิดแค่ 24 เมกะวัตต์ แต่สิ่งที่เรามีความต้องการหลักคือน้ำได้กลายเป็นของแถมไป ก็แปลกดีนะครับประเทศนี้

ก่อนที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีจะเดินทางไปประเทศกัมพูชา ท่านได้สั่งการให้ไปทบทวนเรื่องไฟฟ้าและน้ำไปแล้ว ผมไม่ทราบว่าท่านได้กำหนดระยะเวลาให้แล้วเสร็จภายในเวลาเท่าใด

ก่อนที่ผมจะนำเสนอตัวอย่างที่คนไทยน่าสนใจศึกษาของ 3 ประเทศ ผมขอวิเคราะห์ราคาค่าไฟฟ้าและค่าน้ำที่อ้างว่าเป็นของแถมให้ดูกันก่อนครับ

เพื่อที่จะทราบว่าโครงการนี้สามารถผลิตไฟฟ้าได้ปีละกี่ล้านหน่วย ผมขอใช้ข้อมูลของโครงการเขื่อนน้ำงึมซึ่งตั้งอยู่ในประเทศ สปป.ลาว ที่ผลิตไฟฟ้ามาขายให้ประเทศไทยมาเปรียบเทียบครับ พบว่าเขื่อนน้ำงึมผลิตไฟฟ้าได้เฉลี่ยวันละ 9.9 ชั่วโมง ดังนั้น ผมประมาณว่าโครงการจากกัมพูชาสามารถผลิตไฟฟ้าได้ปีละ 86 ล้านหน่วย เมื่อขายไฟฟ้าหน่วยละ 10.75 บาทต่อหน่วย ฝ่ายไทยต้องจ่ายคิดเป็นเงินปีละ 924 ล้านบาท

ราคาไฟฟ้าจากเขื่อนน้ำงึมเท่ากับ 1.49 บาทต่อหน่วย ดังนั้นประเทศไทยต้องซื้อไฟฟ้าแพงเกินไปคิดเป็นเงินก็ปีละ 796 ล้านบาท เงินจำนวนนี้ก็คือค่าน้ำจืดจำนวน 300 ล้านลูกบาศก์เมตร สมมติว่าเราใช้ประโยชน์จากน้ำจำนวนนี้ทั้งหมดคิดเป็นค่าน้ำเฉลี่ยลูกบาศก์เมตรละ 2.65 บาท หากเราจำเป็นต้องใช้เพียงครึ่งเดียวราคาน้ำเฉลี่ยก็จะเพิ่มเป็น 5.30 บาทต่อลูกบาศก์เมตร

ขณะเขียนบทความนี้ ผมได้หยิบใบแจ้งค่าน้ำประปาในเขตนครหลวงมาดูพบว่า ค่าน้ำดิบราคา 15 สตางค์ต่อลูกบาศก์เมตรเท่านั้น

นั่นคือ เป็นการเหมาะสมแล้วที่คุณลม เปลี่ยนทิศ เรียกว่า “เงื่อนซ่อนเงื่อน” เพราะค่าไฟฟ้า 10.75 บาทต่อหน่วยนั้นแพงกว่าที่ซื้อจากลาวกว่า 7 เท่าตัว และค่าน้ำที่อ้างว่าเป็นของแถมก็แพงกว่าน้ำดิบของการประปานครหลวงถึง 18 เท่าตัว

มาที่เรื่องน่าสนใจศึกษาจาก 3 ประเทศครับ

ประเทศแรกคือ อินเดียครับ รัฐคุชราต (Gujjrat) ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของอินเดียและเป็นรัฐที่มีปริมาณน้ำฝนน้อยกว่าประเทศไทยประมาณ 3 เท่า ดังนั้น ในรัฐนี้น้ำจืดจึงมีความหมายมาก

ในรัฐคุชราตมีคลองชลประทานยาวถึง 19,000 กิโลเมตร ในปี 2012 (สมัยที่นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันคุณนเรนทระ โมทิเป็นรัฐมนตรีประจำรัฐ) จึงได้ติดตั้งโซลาร์เซลล์คร่อมคลองส่งน้ำเพื่อลดการระเหยของน้ำ (ดูรูปประกอบ) ซึ่งสรุปได้ว่าในทุกๆ 1 เมกะวัตต์ซึ่งสามารถผลิตไฟฟ้าได้ 1.6 ล้านหน่วย สามารถลดการระเหยของน้ำในคลองได้ถึง 34,000 ลูกบาศก์เมตร
 

 
ถ้าติดตั้งสัก 1,000 เมกะวัตต์ก็สามารถป้องกันน้ำระเหยได้ถึง 34 ล้านลูกบาศก์เมตร

ผมไม่แน่ใจว่า รัฐคุชราตได้ติดตั้งโซลาร์เซลล์คร่อมคลองชลประทานไปแล้วกี่กิโลเมตร แต่ทราบว่าหลังจากคุณนเรนทระ โมทิ ได้เป็นนายกรัฐมนตรี (ปี 2014) เขาได้ปรับแผนการติดตั้งโซลาร์เซลล์ของรัฐเดิมเพิ่มขึ้นอีก 5 เท่าตัว จาก 20,000 เมกะวัตต์ เป็น 100,000 เมกะวัตต์ภายในปี 2020 ทั้งๆ ที่ในปี 2010 ต้นทุนค่าไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์แพงกว่าจากถ่านหินถึง 2.5 เท่า แต่ปัจจุบัน (2017) ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ต่ำกว่าจากถ่านหินที่สร้างใหม่ถึง 18%

นี่คือวิสัยทัศน์ของผู้นำประเทศอินเดียครับ

ประเทศต่อมาคือ จีน ครับ เรื่องนี้ผมเคยนำเสนอในคอลัมน์นี้แล้ว แต่เพื่อให้เห็นภาพและข้อมูลสำคัญ ผมจึงขอเสนอภาพอีกครั้งหนึ่ง
 

 
จากข้อมูลที่ปรากฏ ทำให้ผมคำนวณได้ว่า ต้นทุนเฉลี่ยของค่าไฟฟ้าประมาณ 1.13 บาทต่อหน่วยเท่านั้น ถูกกว่าไฟฟ้าจากเขื่อนน้ำงึมจาก สปป.ลาว (แต่เจ้าของเป็นคนไทย) เสียอีก

ประเทศอังกฤษจากเว็บไซต์ https://www.ecowatch.com/worlds-largest-floating-solar-farm-to-provide-10-million-people-with-c-1882182932.html พบว่ามีการติดตั้งโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำขนาด 6.3 เมกะวัตต์ในอ่างเก็บน้ำ Queen Elizabeth II ชานเมืองกรุงลอนดอน ใกล้ๆ สนามบิน Heathrow เพื่อนำไฟฟ้าไปทำน้ำประปาเลี้ยงชาวเมือง 10 ล้านคน และยังมีอีกหลายอ่างเก็บน้ำที่กำลังก่อสร้าง นอกจากจะได้ไฟฟ้าแล้วยังประหยัดน้ำระเหยออกจากอ่างได้ด้วย

คราวนี้กลับมาที่โครงการ EEC ในภาคตะวันออกของประเทศไทย เท่าที่ผมตรวจดูจากอินเทอร์เน็ตและสอบถามผู้รู้บางท่านพบว่า เรามีอ่างเก็บน้ำรวมกันประมาณ 10 แห่ง

ผมขอยกมาเป็นตัวอย่างเพียงแห่งเดียวคืออ่างเก็บน้ำประแสร์ จังหวัดระยอง ผมได้นำสาระสำคัญและผลการคำนวณอย่างคร่าวๆ ของผมเองมาใส่ไว้ในรูปข้างล่างครับ (ยังไม่ได้เช็กซ้ำ หากผิดพลาดต้องขออภัย)
 

 
สิ่งที่น่าสังเกตก็คือว่า ในขณะที่ฝนตกเฉลี่ยปีละ 1,597 มิลลิเมตร แต่ปรากฏว่าน้ำระเหยปีละ 1,821 มิลลิเมตร นั่นคือน้ำระเหยมากกว่าน้ำฝน

ผมใช้แนวคิดเบื้องต้นจากประเทศอังกฤษว่า พื้นที่โซลาร์เซลล์ประมาณ 10% ของพื้นที่ผิวอ่างน้ำ (เพื่อป้องกันปัญหาเชิงระบบนิเวศอื่นๆ)

สรุปว่า ด้วยเงินลงทุนประมาณ 6,124 ล้านบาท (น้อยกว่าเงินลงทุนในโครงการในประเทศกัมพูชา) สามารถประหยัดน้ำได้ปีละ 4 ล้านลูกบาศก์เมตร และสามารถผลิตไฟฟ้าได้ปีละ 226 ล้านหน่วย

นอกจากการติดตั้งโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำแล้ว เรายังสามารถติดตั้งในคลองส่งน้ำได้อีกเยอะ (แบบเดียวกับอินเดีย) แต่ถ้ามันไม่พอจริงๆ ก็ง่ายนิดเดียวครับ คือ ยึดตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงตามที่ท่านประยุทธ์พูดให้คนไทยฟังทุกวันศุกร์ คือรู้จักคำว่าพอเสียมั่ง!

หลักเศรษฐกิจพอเพียงมันสอดคล้องกับขีดจำกัดเชิงนิเวศ (Ecological Limit) ซึ่งศาสตราจารย์ชาวเยอรมันท่านหนึ่งได้กล่าวไว้ว่า “ในที่สุด โลกนี้ไม่ได้แบ่งคนตามอุดมคติออกเป็น ‘ซ้าย’ และ ‘ขวา’ อีกต่อไปแล้ว แต่แบ่งออกเป็นพวกที่ยอมรับต่อขีดจำกัดเชิงนิเวศกับพวกที่ไม่ยอมรับเท่านั้น” ดังรูปครับ
 

7 จากทั้งหมด 7 รูป
ข่าวอื่นในหมวด
กำลังโหลดความคิดเห็น...