xs
sm
md
lg

2 ปีมานี้โลกเปลี่ยนเร็วมาก : อินเดีย รัฐฟลอริดา และไทยเปลี่ยนเรื่องพลังงานอย่างไร? / ประสาท มีแต้ม

เผยแพร่:

 
คอลัมน์ : โลกที่ซับซ้อน
โดย...ประสาท มีแต้ม
--------------------------------------------------------------------------
 
ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในยุคเศรษฐกิจสมัยใหม่คือปัจจัยสำคัญที่จะปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของบุคคลและสังคมรวมไปถึงระบบโครงสร้างทางเศรษฐกิจและการเมือง ในช่วง 4-5 ปีมานี้ อำนาจในการสื่อสารที่เคยอยู่ในมือของกลุ่มทุนขนาดใหญ่ไม่กี่รายได้ถูกถ่ายโอนมาอยู่ในมือของปัจเจกบุคคลที่มีสมาร์ทโฟน นักวิชาการท่านหนึ่งได้พยากรณ์ว่า เด็กที่มีอายุต่ำกว่าหนึ่งขวบในปีนี้ เมื่อโตขึ้นจะขับรถยนต์ไม่เป็นเพราะว่ารถยนต์ในอนาคตจะเป็นรถยนต์อัตโนมัติ ซึ่งไม่ต้องใช้คนขับ เป็นต้น

ขอเริ่มต้นจากประเทศอินเดียซึ่งมีประชากรประมาณ 1,326 ล้านคนก่อนครับ โดยที่ปัจจุบัน 300 ล้านคนยังไม่มีไฟฟ้าใช้ ค่าเฉลี่ยปี 2016 ทั้งประเทศใช้ไฟฟ้าปีละ 1,075 หน่วยต่อคน ในขณะที่ของประเทศไทยเราเท่ากับ 2,770 หน่วยต่อคนต่อปี

เพื่อตอบสนองความต้องการไฟฟ้าของประชาชน รัฐบาลอินเดียจึงได้พัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าอย่างรวดเร็ว แต่ด้วยขีดจำกัดต่างๆ รัฐบาลจึงได้ผลิตด้วยเชื้อเพลิงถ่านหินถึงประมาณ 66% อย่างไรก็ตาม ในขณะที่อัตราการเติบโตของความต้องการไฟฟ้ารวมของปีล่าสุดเท่ากับ 6.0% ต่อปี แต่อัตราการเพิ่มของไฟฟ้าที่ผลิตจากถ่านหินเท่ากับ 5.4% เท่านั้น นี่แสดงว่ารัฐบาลอินเดียเริ่มเห็นสัญญาณบางอย่างแล้ว

จากเอกสารที่มีชื่อย่อว่า “recai” (Renewable Energy Country Attractiveness Index- ดัชนีความน่าสนใจของประเทศที่ใช้พลังงานหมุนเวียน ซึ่งประเทศอินเดียได้ถูกจัดให้อยู่ในลำดับที่น่าสนใจมากเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากจีนและสหรัฐอเมริกา) ทำให้เราได้รับทราบว่า

“จากการประมูลเมื่อเร็วๆ นี้ บริษัทได้เสนอขายไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ในราคาที่ต่ำกว่าราคาไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าถ่านหินที่จะสร้างใหม่ ซึ่งเป็นเหตุให้ต้องหยุดโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ” (มีรายละเอียดและแหล่งอ้างอิงในภาพด้วยครับ)
และเพื่อให้กระจ่างถึงผลการประมูลโรงไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ ผมจึงหารายละเอียดมาเสริม ดังภาพครับ
 

 
อนึ่ง โปรดสังเกตนะครับว่า ในขณะที่อินเดียใช้ระบบประมูล ประเทศไทยใช้ระบบดุลพินิจของกรรมการ โดยรับซื้อในราคา 4.12 บาทต่อหน่วย ถ้าจำไม่ผิดราคานี้ถูกปรับลดลงจาก 5.66 บาท เมื่อปี 2016

จากเอกสารอีกชิ้นหนึ่งของกลุ่ม Climate Action Tracker (ผู้ติดตามการปฏิบัติการเรื่องภูมิอากาศ) ซึ่งเพิ่งเผยแพร่เมื่อกลางเดือนพฤษภาคม 2017 ว่า 

“หากย้อนหลังไปเพียง 2 ปี มันเป็นสิ่งที่ไม่อาจจะจินตนาการได้เลยว่า รัฐบาลอินเดียจะยกเลิกโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่ มันเป็นสิ่งที่เข้าใจร่วมกันมานานแล้วว่า การจะจัดหาไฟฟ้าให้กับประเทศที่มีจำนวนประชากรเพิ่มขึ้น จะสามารถทำได้ก็โดยการใช้ถ่านหินเท่านั้น”

เอกสารฉบับนี้ยังได้ตั้งข้อสังเกตอีกว่า หากจะสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินจำนวน 5,000 เมกะวัตต์ ก็ต้องใช้เวลาอีกประมาณ 10 ปีกว่าจะผลิตไฟฟ้าได้ แต่ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ตลาดพลังงานได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว ต้นทุนพลังงานหมุนเวียนจากกังหันลมและแสงอาทิตย์ได้ลดลงอย่างมาก พลังงานหมุนเวียนสามารถแข่งขันได้และสร้างได้เร็วกว่าโรงไฟฟ้าถ่านหิน

ด้วยเหตุนี้รัฐบาลอินเดียจึงได้ร่างแผนพลังงานใหม่ โดยกำหนดให้มีพลังงานหมุนเวียน 57% ภายในปี 2027 จากแผนเดิมที่ได้กำหนดให้เป็น 40% ในปี 2030 คือปรับใหม่ให้เพิ่มขึ้น 17% และเร็วขึ้นอีก 3 ปี

พลังงานอีกตัวหนึ่งที่อินเดียให้ความสำคัญ คือกังหันลม ในช่วง 12 เดือน (เม.ย.59-มี.ค. 60) อินเดียผลิตไฟฟ้าจากกังหันลมได้ถึง 46,011 ล้านหน่วย หรือประมาณ 23% ของไฟฟ้าที่คนไทยใช้ทั้งประเทศ สำหรับต้นทุนจากการประมูลล่าสุดประมาณ 1.80 บาทต่อหน่วยเท่านั้น ต่ำกว่าที่คนไทยจ่ายในปีนี้เยอะครับ(https://en.wikipedia.org/wiki/Wind_power_in_India)

กลับมาที่พลังงานแสงอาทิตย์ของอินเดียอีกครั้ง รัฐบาลได้ตั้งเป้าหมายไว้ว่า ภายในปี 2022 จะมีพลังงานแสงอาทิตย์ 1 แสนเมกะวัตต์ ในจำนวนนี้เป็นการติดตั้งบนหลังคาไม่ว่าจะเป็นบ้าน สถานศึกษา อาคารพาณิชย์ และโรงงานรวม 40,000 เมกะวัตต์

มาตรการที่นำมาใช้คือ Net Metering ไม่ต้องใช้แบตเตอรี่ เพียงแต่ยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลเข้าและออกจากอาคารได้เท่านั้น แล้วคิดบัญชีกันในตอนสิ้นเดือนตามตัวเลขที่เหลือสุทธิในมิเตอร์

วิธีการดังกล่าวเป็นสิ่งที่ประเทศไทยเราไม่ยอมให้ทำ นอกจากจะไม่ส่งเสริมแล้วยังพยายามที่จะเก็บค่าใช้จ่ายที่เรียกว่า “ภาษีแดด” จากผู้ที่ติดตั้งอย่างเจียมเนื้อเจียมตัว เพราะถ้าติดตั้งมากเกินไป ทางการไฟฟ้าฯ ก็ไม่คิดราคาค่าไฟฟ้าให้อีกต่างหาก มันช่างขัดแย้งกับประเทศอินเดียอย่างสิ้นเชิง

จากกรณีของอินเดีย เราสามารถสรุปได้ว่า พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมมีเยอะแยะ แต่มักจะถูกกลุ่มทุนพลังงานฟอสซิล โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มที่ได้ลงทุนเหมืองถ่านหินไว้แล้วแย้งว่า เวลาไม่มีแสงแดดหรือไม่มีลมแล้วจะใช้อะไร

ผมมีตัวอย่างจากรัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกามาให้ดูครับ 

คือบริษัท Duke Energy ซึ่งเป็นบริษัทผลิตไฟฟ้าที่ใหญ่เป็นอันดับสองของประเทศ เดิมทีเดียวเขามีโครงการจะสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ แต่เนื่องจากมีปัญหาบางประการ ทางบริษัทจึงได้ตัดสินใจมาผลิตด้วยโซลาร์ฟาร์มพร้อมกับติดตั้งแบตเตอรี่เพื่อเก็บไฟฟ้าไว้ใช้ได้อย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ยังได้ติดตั้งสถานีชาร์จไฟฟ้าสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าอีกด้วย

ปรากฏว่าโครงการดังกล่าวได้รับความร่วมมืออย่างดีจากกลุ่มนักสิ่งแวดล้อมและได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวาง

อ้าว! ข้อกล่าวหาที่ว่าพวกนักสิ่งแวดล้อมนี่ชอบขัดขวางทุกเรื่อง เป็นพวกขัดขวางการพัฒนานั้น ไม่เป็นความจริงเสมอไปใช่ไหมครับ 

กรณีสุดท้าย เป็นเรื่องของประเทศไทยเราเองครับ ผมได้นำแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าที่เรียกว่า “แผนพีดีพี 2015” มาเปรียบเทียบกับความเป็นจริงพร้อมภาพประกอบ

แต่ก่อนจะลงรายละเอียด ผมขอเท้าความสักนิดครับ ในฐานะที่ผมให้ความสนใจกับเรื่องนี้มายาวนาน ผมจำได้ว่า แผนดังกล่าวดัดแปลงมาจาก “แผนพีดีพี 2010” ไม่ได้มีอะไรใหม่มากมายนัก

นั่นคือ แผนซึ่งกำลังใช้อยู่ได้เกิดขึ้นมานานกว่า 7 ปีแล้ว ในตอนนั้นเทคโนโลยีไม่ได้พัฒนามากเท่าทุกวันนี้ อย่าว่าแต่ 7 ปีกว่าเลยครับ แม้เพียง 2 ปีสุดท้ายของอินเดียก็ได้เปลี่ยนอย่างที่ไม่อาจจินตนาการได้ถึง

นั่นแปลว่า “แผนพีดีพี 2015” ได้เป็นสิ่งล้าสมัยและตกยุคไปนานแล้ว แต่ผู้มีอำนาจของไทยก็ยังคงกอดแผนดังกล่าวเอาไว้แน่น ถ้าคิดในแง่ดีก็น่าจะเพราะเขาตามโลกไม่ทัน แต่ถ้ามีผลประโยชน์ทับซ้อนเข้ามาด้วยก็ยิ่งไปกันใหญ่ 

กรุณาดูรายละเอียดในภาพครับ
 

 
เพื่อประหยัดเวลา ผมขอให้พิจารณา 3 จุด 6 วงในรูปครับ

จุดแรก ก่อนใช้แผน (2014) เราใช้ก๊าซธรรมชาติ 65% แต่ตั้งเป้าว่าจะลดลงเหลือ 40-45% ในปี 2026 หรืออีก 9 ปีข้างหน้า แต่ความเป็นจริงเรามาถึง 63.60% หรือไม่ได้ลดลงเลย

จุดที่สอง แผนตั้งเป้าว่าจะใช้ถ่านหิน 20-25% ในปี 2026 แต่เพียงแค่ครึ่งแรกของปี 2017 เราใช้ไปแล้วเกือบชนเพดานบนคือใช้แล้ว 24%

จุดที่สาม พลังงานหมุนเวียน แผนตั้งเป้าไว้ที่ 10-20% ในปี 2026 แต่วันนี้ เราเพิ่งเลยค่าล่างไปเพียงนิดเดียวคือ 11.68% พร้อมกับข้อกังขาที่รับซื้อในราคาแพงมากจากโซลาร์ฟาร์ม แต่ไม่รับซื้อจากหลังคา

นอกจาก 3 จุดดังกล่าวแล้ว ทางราชการกำลังดำเนินการที่จะสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินอีกหลายโรงทั่วประเทศ กรุณากลับไปดูแผ่นภาพที่สอง ซึ่งทางอินเดียประเมินว่าถึงสร้างขึ้นมาก็อาจจะไม่ได้ใช้งานเป็นส่วนใหญ่

ผมอยากจะสรุปบทความนี้ ด้วยเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นในอินเดียเมื่อเร็วๆ นี้ เรื่องมีอยู่ว่าชาวอินเดียติดละครที่นำแสดงโดยเด็กชายวัย 9 ขวบ คนติดละครเรื่องนี้กันทั้งประเทศ แต่ในภายหลังเด็กคนนี้มีความรักกับหญิงที่เป็นผู้ใหญ่แล้ว คนดูรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม จะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีกับเยาวชน พวกเขาจึงส่งพลังของตนผ่านสมาร์ทโฟนเพื่อแสดงความไม่พอใจ ในที่สุดละครเรื่องนี้ก็ถูกถอดออกไปจากโทรทัศน์

นี่คือพลังของการสื่อสารที่คนธรรมดาๆ มีอยู่ แต่คนเรามักไม่รู้ตัว มัวแต่จับประเด็นเล็กๆ ผมอยากเห็นเรื่องแบบนี้เกิดกับเรื่องใหญ่ๆ เช่นเรื่องพลังงานของไทยบ้างครับ เราร่วมเปลี่ยนประเทศไทยครับ
 
3 จากทั้งหมด 3 รูป
ข่าวอื่นในหมวด
กำลังโหลดความคิดเห็น...