xs
sm
md
lg

“คุยสันติสุข-พาคนกลับบ้าน-สามเหลี่ยมมั่งคั่ง” อาจสำคัญแค่ “เงินทอน” แต่ยัง “ไม่มีน้ำยา” พอใช้ดับไฟใต้ / ไชยยงค์ มณีพิลึก

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online

 
คอลัมน์  :  จุดคบไฟใต้
โดย...ไชยยงค์  มณีพิลึก
--------------------------------------------------------------------------------
 
แม้กรณีการปล้นชิงรถยนต์จาก วังโต้คาร์เซ็นเตอร์ เต็นท์รถมือสองในพื้นที่ อ.นาทวี จ.สงขลา อันเป็นปฏิบัติการของ “แนวร่วม” ขบวนการแบ่งแยกดินแดนที่ใช้ชื่อ “บีอาร์เอ็นฯ” เพื่อไปประกอบเป็นคาร์บอมบ์ แล้วมีเป้าหมายนำไปก่อวินาศกรรมใน 7 หัวเมืองหลักที่เป็นพื้นที่เศรษฐกิจของแผ่นดินจังหวัดชายแดนภาคใต้จะผ่านไปแล้วนับสัปดาห์
 
และรถยนต์ 6 คัน ที่ปล้นไปจากเต็นท์รถมือสอง รวมกับรถกระบะอีก 1 คัน ที่ปล้นชิงจากพ่อค้าขายปลาใน อ.ยะรัง จ.ปัตตานี โดยรถยนต์ทั้ง 7 คัน ถูกพบแบบมีทั้งอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ และที่ถูกนำไปทำคาร์บอมบ์ ซึ่งกลายเป็นเศษเหล็กไปแล้ว 2 คัน ซึ่งทั้งหมดทางการได้ยึดไว้เป็นหลักฐานไปแล้วนั้น
 
แต่ดูเหมือนเรื่องราวทั้งหมดนี้จะเป็นเพียง “จุดเริ่มต้น” เท่านั้น เนื่องจากปฏิบัติการทุกครั้งของ “โจรใต้” หรือแนวร่วมขบวนการแบ่งแยกดินแดนบีอาร์เอ็นฯ มีประเด็นมากมายที่เป็น “โจทย์” ให้แก่เจ้าหน้าที่ต้องนำกลับไปแก้
 
โดยเฉพาะ “กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า” ต้องทำการ “ขบคิด” และดำเนินการ “แก้เงื่อนปม” ต่างๆ ซึ่งเป็นที่มาของปัญหา “ไฟใต้” หรือเป็นที่มาของการก่อการร้ายนั่นเอง
 
ยิ่งมีการสืบค้น ก็ยิ่งเห็นถึง “ยุทธศาสตร์” และ “ยุทธวิธี ของขบวนการบีอาร์เอ็นฯ ทั้งใน “งานการเมืองและ  “งานการทหาร
 
และหากเจ้าหน้าที่ทำการศึกษาปฏิบัติการของบีอาร์เอ็นครั้งนี้ให้ดี โดยไม่ “ปล่อยทิ้งกลางคัน” อย่างหลายๆ เหตุการณ์ที่แล้วๆ มา นั่นก็จะนับเป็นประโยชน์ในการ “สู้รบ” กับบีอาร์เอ็นฯ ทั้งในทาง “การเมืองและ “การทหารอย่างแน่แท้
 
ประเด็นหนึ่ง การตายของ 1 ในกลุ่มแนวร่วมทั้งหมดที่ถูกเจ้าหน้าที่ “วิสามัญ” ที่จุดตรวจเกาะหม้อแกง ต.ท่ากำชำ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี บอกอะไรต่ออะไรที่เกี่ยวกับการนำคนเข้าสู่ขบวนการแบ่งแยกดินแดนได้มากมาย
 
อาทิ บีอาร์เอ็นฯ มียุทธวิธีในการนำ “นักเรียน-นักศึกษา” ที่เล่าเรียนทางด้าน “ศาสนา” ซึ่งต้องนับเป็นคนที่สังคมในพื้นที่ให้การยอมรับ และสนับสนุนให้เป็น “ผู้นำเข้าสู่ขบวนการ โดยนักศึกษาคนนี้ไม่อาจจะเป็นแค่ 1 ใน 100 หรือ 1 ใน 1,000 ที่ถูกนำเข้าสู่ขบวนการ้ท่านั้น
 
นอกจากนักศึกษาผู้นี้แล้ว ก็ยังมี “เครือข่าย ซึ่งอาจจะเป็นผู้นำศาสนา เจ้าของโรงเรียน เจ้าของปอเนาะ รวมถึงนักศึกษาในสถานศึกษาอีกจำนวนมากที่อยู่ในขบวนการ ทั้งที่เป็นชุดที่ “ปฏิบัติงาน” ได้แล้ว และชุดที่อยู่ระหว่างการ “บ่มเพาะ เพื่อให้เป็น “กองกำลัง” อย่างสมบูรณ์แบบ
 
จากการตรวจสอบประวัติของ “นักศึกษาผู้เสียชีวิต” ในขณะที่เตรียมนำรถยนต์ที่ประกอบเป็นคาร์บอมบ์ไปก่อวินาศกรรม พบว่า มีส่วนเกี่ยวพันกับ “โรงเรียนสอนศาสนา” ที่ผู้ตายทำงานอยู่ และเกี่ยวกับ “บุคคล” อื่นๆ อีกจำนวนหนึ่ง
 
ขณะนี้เจ้าหน้าที่ไม่มีโอกาสรู้เลยว่า โรงเรียนเอกชนสอนศาสนา หรือปอเนาะต่างๆ มีคนของบีอาร์เอ็นฯ เป็น “ครู” เป็น “อุสตาส หรือเป็น “นักเรียน” อยู่เท่าไหร่ และมีโรงเรียนปอเนาะที่อยู่ภายใต้การ “ชี้นำ ของบีอาร์เอ็นฯ อยู่กี่โรง
 
หากคนเหล่านี้ไม่ไปก่อเหตุ และเสียชีวิตแบบคาหนังคาเขา หรือมีหลักฐานในการก่อเหตุจากกล้องวงจรปิด เจ้าหน้าที่ก็จะไม่รู้เลย
 
นี่คือ “อันตราย” จากการที่หน่วยงานของรัฐพยายามคิดเอาเองว่า การ “ให้ ในสิ่งที่สถานศึกษาเหล่านี้ต้องการ นั่นจะเป็นการ “สร้างสำนึก ให้ผู้บริหาร หรือเจ้าของพร้อมที่จะทำสถานศึกษาให้มีแต่เรื่องดีๆ  โดยเฉพาะมีความ “สำนึกในบุญคุณแผ่นดิน ที่ต้องไม่ทำในสิ่งที่เป็น “ภัยต่อมาตุภูมิ
 
ซึ่งการคิดอย่างนี้อาจจะเป็นการ “มองโลกสวย ที่ไม่ใช่ข้อเท็จจริงก็เป็นได้
 
เรื่องที่เกิดขึ้นจึงเป็นโจทย์สำหรับ “กระทรวงศึกษาธิการ”  และ “กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า” ตลอดถึง “ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.)” ที่จะต้องให้ “ความใส่ใจ อย่างจริงจังต่อสถานศึกษาที่เป็นโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม และปอเนาะต่างๆ ในพื้นที่
 
ไม่ใช่ “หวาดระแวง” แต่เป็นการ “ป้องกัน” อย่าให้โรงเรียน และปอเนาะเหล่านี้กลายเป็นสถานที่บ่มเพาะ และผลิต “นักก่อการร้าย” โดยมีกระทรวงศึกษาธิการ เป็นผู้สนับสนุนในเรื่องของ “งบประมาณ อย่างเป็นด้านหลัก
 
เรื่องที่บีอาร์เอ็นฯ เข้าไปมีอิทธิพลในโรงเรียนสอนศาสนา และปอเนาะ ตามยุทศาสตร์ด้านการศึกษา เพื่อให้เกิด “การศึกษาเชิงเดี่ยว เพื่อใช้เป็นที่ “เลือกคนและ “สร้างคน ที่มีคุณภาพเข้าสู่ขบวนการแบ่งแยกดินแดน จึงไม่ใช่เรื่องที่ “ถูกแต่งขึ้นจาก “งานการข่าว แต่กลับเป็นเรื่องจริงที่พิสูจน์ได้
 
เพียงแต่เป็นเรื่องจริงที่ฝ่ายความมั่นคงพยายามที่จะ “ปฏิเสธ ในขณะที่กระทรวงศึกษาธิการ ก็ยัง “ไม่ยอมเชื่อ” ว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นแล้ว และมีอยู่จริง
 
เพราะหากยอมรับว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริง นั่นเท่ากับเป็นการ “ตบหน้าตนเอง” ที่อยู่กันอย่างไรจึงปล่อยให้เกิด “ความล้มเหลว” ในการแก้ปัญหาไฟใต้ ซึ่งแต่ละหน่วยงานได้ใช้งบประมาณไปอย่างมหาศาล แต่กลายเป็นเรื่องถูก “หลอกลวงมาโดยตลอดกระนั้นหรือ
 
ในส่วนของการสืบสวนเพื่อการจับกุมแนวร่วม หรือโจรใต้ชุดนี้ เจ้าหน้าที่ได้ออกหมายจับ “คนหน้าเดิมๆ” ที่เคยก่อเหตุในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มาแล้ว รวมถึงบางคนเคยขึ้นก่อเหตุถึงในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ตอนบนมาแล้วอย่างโชกโชนด้วย
 
นั่นแสดงให้เห็นว่า แนวร่วมเหล่านี้ “ยังคงวนเวียน อยู่ในพื้นที่เพื่อรอโอกาสในการก่อเหตุครั้งใหม่ โดยไม่ได้หลบหนีไปยังประเทศมาเลเซีย หรืออาจจะไปๆ มาๆ ระหว่าง 2 ประเทศที่มีชายแดนติดต่อกันก็เป็นได้
 
ประเด็นนี้เป็นการแสดงให้เห็นว่า ปฏิบัติการติดตามไล่ล่าผู้ที่ “มีหมายจับ ทั้ง ป.วิอาญา และ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ยังไม่ได้ผลเท่าที่ควร เพราะโจรใต้ยังเคลื่อนไหวไปมาในพื้นที่ได้สะดวก และวนเวียนระหว่างบ้านตนเองกับบ้านเพื่อน
 
โดยมีหลักฐานที่ปรากฏชัดนั่นคือ “เมียโจรใต้ท้องป่อง” แถมบางคนมีลูกได้คนแล้วคนเล่า โดยเวลาเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบทั้งพ่อ แม่ และเมียก็จะพูดอย่างฉะฉานตรงกันว่า “หนีไปหลายปีแล้ว”
 
ไม่อยากจะบอกว่า “เราล้มเหลว ในการปฏิบัติการไล่ล่าคนทำผิด แต่อยากจะบอกว่า เจ้าหน้าที่ยัง “เข้าไม่ถึงเป้าหมายยังไม่สามารถทำให้หมู่บ้าน หรือ “กำปง ในพื้นที่เป็นที่ “ปลอดโจรใต้” ได้
 
เมื่อโจรใต้ยังเคลื่อนไหวในหมู่บ้านได้ “มวลชน” จึงยังเป็นของเขาอยู่นั่นเอง ซึ่งคนเหล่านี้อาจจะเป็นทั้ง “แนวร่วมแท้จริง” และ “แนวร่วมจำยอม” แต่สุดท้ายทั้งจริง และจำยอมก็คือ “มวลชนของบีอาร์เอ็นฯ” นั่นเอง
 
ที่น่าสนใจคือ “พ่อค้าปลา” เจ้าของรถกระบะที่โจรใต้ปล้นไปเพื่อใช้เป็นพาหนะในการเดินทางไปปล้นรถยนต์ที่วังโต้ คาร์เซ็นเตอร์ ใน อ.นาทวี อีกทอดหนึ่งนั้น จากการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ก็พบ “ข้อพิรุธ” หลายอย่าง ที่ยังต้อง “พิสูจน์ ว่า สุดท้ายแล้วเป็นแนวร่วมในขบวนการที่ร่วมกันเพื่อก่อเหตุในครั้งนี้ด้วยหรือไม่
 
หากแนวร่วมระดับ “หัวกระทิ ซึ่งเป็น “ฝ่ายทหาร ของบีอาร์เอ็นฯ ยังสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ
 
หาก “ฝ่ายบ่มเพาะ ของบีอาร์เอ็นฯ ยังสามารถสร้าง “เซลล์ใหม่” เพื่อเติมเต็มให้แก่ขบวนการได้อย่างต่อเนื่อง
 
และหาก “ฝ่ายการเมือง ของบีอาร์เอ็นฯ ยังสามารถเคลื่อนไหวในการปลุกระดม โดยเฉพาะการสร้างคนที่สังคมยอมรับ และเชื่อถือ เหมือนดั่งการสร้าง “นักปฏิวัติ ของขบวนการอย่างที่เห็นกันชัดๆ เพื่อเติมคนเข้าสู่ขบวนการได้อย่างไม่ขาดสาย
 
ดังนี้แล้ว แค่ “เวทีพูดคุยสันติสุข” รวมถึง “โครงการพาคนกลับบ้าน” และแม้กระทั่ง “โครงการสามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยังยืน” ซึ่งทั้งหมดทั้งปวงฝ่ายความมั่นคงคุยโวโอ้อวดว่า ต่างได้ใช้เป็นเครื่องมือในการดับไฟใต้อย่างได้ผลมาโดยตลอดนั้น
 
ในมุมมองของสังคมน่าจะแตกต่าง เพราะเห็นได้ชัดว่า สิ่งเหล่านี้ยังไม่ “มีน้ำยา” เพียงพอสำหรับทำให้ไฟใต้มอดดับลงอย่างได้ผล
 
เพราะเครื่องมือแค่นี้ดูแล้วน่าทำได้แค่เป็นการ “เลี้ยงไข้” และเผลอๆ อาจจะมีเรื่องของ “เงินทอน” ที่สร้างความร่ำรวยให้แก่ใครบ้างคน หรือบางกลุ่ม อันเป็นความเฟื่องฟูบนซากปรักหักพังของผืนแผ่นดินจังหวัดชายแดนภาคใต้นั่นเอง
 
ข่าวอื่นในหมวด
กำลังโหลดความคิดเห็น...