xs
sm
md
lg

ส่องสังคมไทยผ่าน “น้ำในหู” ของ “จำเลยคดีรับจำนำข้าว” / จรูญ หยูทอง-แสงอุทัย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online

 
คอลัมน์  :  คนคาบสมุทรมลายู
โดย...จรูญ  หยูทอง-แสงอุทัย
--------------------------------------------------------------------------------
 
 
จากกรณีที่จำเลยในคดีรับจำนำข้าวคนหนึ่งไม่มารับฟังการอ่านคำพิพากษาของศาลฯ ในวันที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๖๐ โดยอ้างต่อศาลผ่านทางทนายความว่า
 
“ป่วยหนัก หน้ามืด วิงเวียนศีรษะอย่างรุนแรง เพราะน้ำในหูไม่เท่ากัน จึงไม่สามารถมาศาลได้”
 
ศาลฯ ไม่เชื่อว่าจำเลยป่วยจริงตามอ้าง เพราะไม่มีใบรับรองแพทย์ จึงออกหมายจับตัวจำเลยให้มาฟังการอานคำพิพากษาในวันที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๖๐ ต่อไป
 
ซึ่งต่อมา ปรากฏความจริงว่า จำเลยคนนั้นได้หลบหนีออกจากประเทศไทยไปก่อนหน้านั้นแล้ว แต่กลับหลอกลวงสื่อมวลชน และคนทั่วโลกว่า จะออกจากบ้านในเช้าวันที่ ๒๕ สิงหาคม เวลา ๐๗.๓๐ น. เพื่อไปศาล ทำให้สื่อมวลชนจำนวนหนึ่งไปรอทำข่าวอยู่หน้าบ้าน และหลายคนทำทีเหมือนไม่รู้ว่าจำเลยหนีไปแล้ว แต่มีบางคนน่าจะรู้แล้วเลยไม่มาศาล
 
ส่วนฝ่ายรัฐบาล โดยเฉพาะฝ่ายความมั่นคงกลับออกมาบอกว่า ไม่รู้ และยังคิดว่าจำเลยยังอยู่ในประเทศ และอาจจะไปรักษาอาการป่วยอยู่ที่ไหนสักแห่ง (อันนี้ไม่รู้เขาเชื่อเช่นนั้นจริงไหมเหมือนกัน)
 
หลังจากนั้น หลายคนได้หยิบยกเอาเรื่อง “น้ำในหูไม่เท่ากัน” ของจำเลยมาล้อเลียนทางการเมืองในหลากหลายรูปแบบ ทั้งรูปภาพ และคำผวน เนื้อหาสาระก็เพื่อวิพากษ์พฤติกรรมที่ไม่สง่างามของจำเลย เหมือนที่ศาลไม่เชื่อเลยออกหมายจับ
 
แต่แทนที่คนบางกลุ่มในสังคมนี้จะคิดตามภาพ และข้อเขียนเหล่านี้เกี่ยวกับประเด็นคนดีระดับอดีตนายกรัฐมนตรีที่เคยถูกสถาปนาเป็นวีรสตรี-นักรบประชาธิปไตย ที่พร้อมจะยอมตายในสนามรบ แต่กลับไม่มีสัจจะศีลธรรมขั้นพื้นฐาน ไม่รักษาคำพูดต่อสื่อมวลชน ศาล และประชาชน
 
คนเหล่านี้กลับออกมาประณามหยามเหยียดคนที่เล่นคำผวนล้อเลียนว่า ละเมิดจารีตทางเพศ มีทัศนะกดขี่ทางเพศ และลามปามไปถึงบุพการีของผู้เขียน อีกทั้งยังไปไกลถึงการเคลื่อนไหวเข้าชื่อกันถอดถอนผู้เขียนออกจากตำแหน่งศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ด้วยข้อหาว่าประพฤติตนเสื่อเสียเกียรติยศ ไม่สมศักดิ์ศรี และสร้างความเสื่อมเสียแก่วงการศิลปินแห่งชาติ
 
จากปรากฏการณ์ และธาตุแท้ดังกล่าวข้างต้นของคนในสังคมไทยในกรณีนี้ ผมมีความเห็นและค้นพบว่า
 
ประการแรก สังคมไทยมีคตินิยมในเรื่อง ความดี-ความชั่ว ธรรมะ-อธรรม หรือพูดให้ถึงที่สุดคือ อุบาทว์-ศักดิ์สิทธิ์ แตกต่างกันสุดขั้ว
 
กล่าวคือ ฝ่ายหนึ่งเชื่อว่าสิ่งที่ตัวเองเชื่อ หรือให้ความนับถือศรัทธา เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพียงหนึ่งเดียว ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งซึ่งเป็นคู่ขัดแย้งกลับมองว่า สิ่งนั้นคือ อุบาทว์
 
พูดง่ายๆ ว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของฝ่ายหนึ่ง กลายเป็นสิ่งอุบาทว์สำหรับอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งอยู่ตรงกันข้าม โดยไม่ได้เรียนรู้ สรุปบทเรียนว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ต้องเป็นคุณมากกว่าโทษ และสิ่งที่เรียกว่าอุบาทว์ย่อมมีโทษมากกว่าคุณ ตามคติความเชื่อของบรรพบุรุษไทย
 
ประการที่สอง ฝักฝ่ายทางความเชื่อของคู่ขัดแย้งในสังคมไทยมีสมาชิกหลายระดับ ตั้งแต่ระดับพื้นฐานทั่วไปจนถึงระดับ “สาวก” ผู้ยอมตายถวายหัว และออกมาปกป้องคนที่ตัวเองเชื่อถือ
 
คนเหล่านี้จะฟังเฉพาะคนที่ตัวเองเชื่อ และเป็นผู้นำของตนฝ่ายเดียว และเชื่อโดยสนิทใจ และปฏิเสธอีกฝ่ายในทุกกรณี แม้แต่กับศาลสถิตยุติธรรม
 
ประการที่สาม สังคมนี้มักอ้างเรื่องสิทธิสตรี การกดขี่ทางเพศแบบลักปิดลักเปิด ไม่เสมอภาค ไม่เสมอต้อนเสมอปลาย
 
เช่น กรณีบทกวีคำผวนถูกกล่าวหาว่า ผู้เขียนมีทัศนคติกดขี่ทางเพศ จนคนกลุ่มหนึ่งทนไม่ได้ ออกมาก่นประณามอย่างหยาบคายด้วยคำถ่อยสถุล ภายใต้หลักการ “คนดีที่ทนต่อความหยาบคายไม่ได้”
 
แต่คนพวกนี้กลับเฉยเมยต่อกรณีการละเมิดทางเพศของบุคลากรในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ที่ตกเป็นข่าวอยู่ก่อนหน้านี้ เช่นเดียวกับกรณีอื่นๆ ที่คล้ายกันนี้อีกมากมาย (หรือเพราะกลุ่มนี้เขาสนใจเฉพาะกรณีอดีตนายกรัฐมนตรีคนนี้เท่านั้น)
 
ประการที่สี่ สังคมนี้ไม่เข้าใจวิถีวรรณกรรมชาวบ้าน หรือวรรณกรรมท้องถิ่นที่เรียกว่า คำผวน และการ “เล่นเพลงเล่นเพศ” ในแวดวงศิลปินพื้นบ้านทั่วโลก
 
โดยเฉพาะประเทศไทยที่ไม่ว่าจะเป็นเพลงเรือ เพลงฉ่อย เพลงอีแซว ลำตัด หนังตะลุง โนรา ลิเก รองแง็ง ฯลฯ ล้วนเข้าลักษณะเอาเรื่องเพศมาอุปมาอุปไมยเพื่อความสนุกสนาน และทั้งผู้แสดง และคนดูไม่ได้คิดว่าเป็นเรื่องลามกอนาจาร (หากมีศิลปะในการแต่ง)
 
และทัศนะเกี่ยวกับผู้หญิงถ้าจะว่าไปแล้ว วรรณคดีไทยหลายเรื่อง และนักเขียน-กวีไทยที่เรารู้จักกันดีหลายคน ก็มีสิทธิถูกกกล่าวหาว่า มีคตินิยมกดขี่ทางเพศ เช่น เรื่องขุนช้างขุนแผน สุนทรภู่ เป็นต้น (หรือเพราะเรื่องและคนเหล่านี้ไม่เกี่ยวกับอดีตนายกรัฐมนตรีท่านนี้อีกเหมือนกัน)
 
ประการที่ห้า สังคมนี้มักเอาจริงเอาจังต่อเรื่องเล่นๆ แต่ไม่สนใจเรื่องสำคัญ เรื่องใหญ่ๆ ที่เกี่ยวกับความเสียหาย ความเป็นความตายของชาติบ้านเมือง
 
เช่น จะเป็นจะตายเสียให้ได้กับการเขียนคำผวนล้อเลียนอดีตนายกรัฐมนตรี แต่กลับไม่สนใจความเสียหายต่อชาติบ้านเมืองที่คนเหล่านี้กระทำ และที่สำคัญจรรยาบรรณของอดีตผู้นำชาติที่โกหกคนทั้งโลก โกหกศาล สื่อมวลชน และประชาชน ซึ่งน่าจะสร้างความเสียหายต่อชาติบ้านเมือง และสังคมมากกว่าหลายเท่า
 
ประการที่หก สังคมนี้มีทัศนคติต่อศาลว่า ถ้าตัดสินเป็นคุณกับตน และพวก ก็จะบอกว่ายุติธรรมดี แต่ถ้าตัดสินให้เป็นโทษ ก็จะบอกว่าไม่ยุติธรรม สองมาตรฐาน เป็นศาลในระบบเผด็จการ
 
สรุปง่ายๆ ว่า “ยุติธรรม หรือเป็นกลางคือ เข้าข้างกู” สถานเดียวเท่านั้น เพราะ “กูและพวกกูคือ ความถูกต้อง” คือ “อารยะ” “ผู้มีปัญญารอบรู้”  “ทันสมัย” เป็น “ประชาธิปไตย” ส่วนพวกอื่นเป็น “เผด็จการ” “สลิ่ม” “แมลงสาบ” “หยาบช้า” “สามานย์” ฯลฯ
 
ประการที่เจ็ด สังคมนี้เป็น “สังคมแห่งความรู้สึก” ไม่ใช่ “สังคมแห่งการเรียนรู้”
 
เราถูกสอนให้ “เชื่อ” และให้ “จำ” ตามที่ผู้ให้กำเนิด ผู้นำ ผู้มีอำนาจต้องการ มากกว่าสอนให้ “เรียนรู้” และสอนให้ “คิด” เราจึงเชื่อตามๆ กันไปด้วยศรัทธา มากกว่าปัญญา
 
และที่น่าเศร้าคือ เราศรัทธาในสิ่งที่ไม่น่าศรัทธา เราเจ็บแล้วไม่จำ ไม่เรียนรู้ ไม่สรุปบทเรียนของความผิดพลาด และเราไม่ให้เกียรติในความคิดต่างของกันและกัน เรารักและเกลียดกันตามที่ผู้นำที่เราศรัทธา สั่งให้รัก และบอกให้เกลียดตามๆ กันไป
 
ทางออกสำหรับสังคมแบบนี้ที่ยั่งยืน คือ สร้างวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ การมีส่วนร่วม และจิตสำนึกสาธารณะ เพื่อให้คนในสังคมรู้จักเรียนรู้ และแยกแยะให้ออกระหว่าง “สิ่งศักดิ์สิทธิ์” กับ “อุบาทว์” หรือ “ความดี” กับ “ความชั่ว” หรือ “ธรรมะ” กับ “อธรรม” ฯลฯ ว่ามันมีเส้นแบ่งหรือดูกันที่ตรงไหน โดยไม่ต้องมีใครมาบังคับบัญชาสั่งให้เชื่อให้จำโดยไม่รู้จักคิด
 
ในระยะเร่งด่วน เราต้องใช้กระบวนการกล่อมเกลาทางสังคม ได้แก่ สถาบันครอบครัว สถาบันการศึกษา สถาบันศาสนา สถาบันการเมืองการปกครอง สถาบันสื่อมวลชน-สันทนาการ ฯลฯ ออกมาให้ความจริงแก่สมาชิกในสังคม บอกเล่าให้คนรุ่นหลังรู้ความจริง อยู่กับความจริง และยอมรับความจริง
 
และที่สำคัญ คนที่เป็นหลักให้แก่ชาติบ้านเมืองต้องประพฤติตนให้เป็นแบบอย่างที่ดีแก่คนอื่น ให้เหมือนที่เวียดนามมีลุงโฮ พม่ามีอองซาน สิงคโปร์มีลีกวานยู ฯลฯ
 
ไม่ใช่มีแต่แบบอย่างที่ไม่ดี ไม่คู่ควรแก่การยอมรับนับถือของอนุชน ทั้งฝ่ายที่หมดอำนาจ และฝ่ายที่มีอำนาจเช่นที่ผ่านมา
 
สุดท้ายแล้วเราต้องตอบคนไทยด้วยกัน และชาวโลกให้ได้ว่า เราขัดแย้งกันเรื่องอะไร เราเกลียดกัน เราทำลายล้างกันทำไม เพราะอะไร เพื่อใคร และมันจะจบลงอย่างไร.
 
ข่าวอื่นในหมวด
กำลังโหลดความคิดเห็น...