xs
sm
md
lg

สตง. ชำแหละ! “พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ”ทั่วประเทศ พบรายงานทะเบียน “โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ” แตกต่างกว่า 6 พันรายการ

เผยแพร่:


สตง. เปิดผลตรวจสอบ “พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ”ทั่วประเทศ รวมถึง “กองทุนโบราณคดี” สังกัดกรมศิลปากร พบ ร้อยละ 95 ขาดความเข้าใจในการบันทึกข้อมูล ควบคุมการเคลื่อนย้าย และตรวจสอบจำนวนโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ ที่ชัดเจน หลังพบ รายงานการจัดทำทะเบียน แตกต่างกันกว่า 6,024 รายการ แถมการใช้จ่ายเงิน “กองทุนโบราณคดี” ยังไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์

วันนี้(13 ก.ย.) มีรายงานว่า เมื่อเร็วๆนี้ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เผยแพร่ รายงานการตรวจสอบการดำเนินงาน การบริหารจัดการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ และกองทุนโบราณคดี กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม โดยเน้นตรวจสอบ “กองทุนโบราณคดี” ตามพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 ประกอบด้วย เงินรายได้ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ เงินผลประโยชน์อันเกิดจากโบราณสถาน ตลอดจนเงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้อุทิศให้ และเงินทุนกองกลาง และเงินทุนตามกฎหมายว่าด้วยโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ

ทั้งนี้ สตง. ได้ตรวจสอบการบริหารจัดการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติและกองทุนโบราณคดี ของกรมศิลปากร พบว่า การบันทึกข้อมูล การควบคุมการเคลื่อนย้าย และการตรวจสอบจำนวนโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ ของ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติยังไม่เป็นไปตามคู่มือที่กำหนด การใช้จ่ายเงินกองทุนโบราณคดี ยังไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกองทุนโบราณคดี ขาดการติดตามผลการยื่นขอหรือต่อใบอนุญาตทำการค้าโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ ของผู้ประกอบการค้าโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ

ยังพบว่า คณะกรรมการตรวจสถานการค้าและสถานจัดแสดงโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ ไม่ปฏิบัติหน้าที่ที่กำหนด การเก็บรักษาโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุในคลังพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ยังไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย ตลอดจนไม่มีการประกาศรายชื่อสถานประกอบการค้า ที่ได้รับใบอนุญาตในราชกิจจานุเบกษา ตามที่กฎหมายกำหนด

“พบว่า พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบางแห่ง ไม่จัดทำสมุดทะเบียนบัญชีหลัก และส่วนใหญ่จัดทำสมุดทะเบียนบัญชีหลักไม่ครบถ้วน และเป็นปัจจุบัน ขณะที่การบันทึกข้อมูลโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุในสมุดทะเบียนบัญชีหลัก ที่ตรวจสอบ ในระหว่างปีงบประมาณ พ.ศ. 2556 - 2558 พบว่า 18 แห่ง ไม่มีการลงลายมือชื่อของผู้เขียนและผู้ตรวจไว้ท้ายรายการโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุที่มี การบันทึกในแต่ละปี ”

สตง. ยังพบว่า ร้อยละ 71.43 ไม่จัดทำบัตรทะเบียนประจำวัตถุ ร้อยละ 82.35 บันทึกลงข้อมูลดิจิตอลไม่ครบถ้วนและเป็นปัจจุบัน อย่างไรก็ตามมี 17 แห่ง ที่บันทึกข้อมูลทะเบียนในระบบฐานข้อมูลดิจิตอล ทั้งนี้ยังพบปัญหาหลายแห่ง ยังไม่สามารถใช้ประโยชน์จากระบบฐานข้อมูลดิจิตอลในการควบคุมโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุได้ตามวัตถุประสงค์ ร้อยละ 88.88 ไม่มีการบันทึกข้อมูลการเคลื่อนย้าย ร้อยละ 71.43 ไม่มีการจัดทำบัตรทะเบียนประจำวัตถุ รวมไปถึงการเคลื่อนย้าย

ประเด็น การตรวจสอบจำนวนโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ ในคู่มือการจัดทำทะเบียน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ ที่กำหนด กว่าร้อยละ 95.00 ยังขาดความรู้ในเรื่องของการการลงลายมือชื่อ หรือการทำสมุดบันทึกเหตุการณ์ประจำวัน ทั้งในส่วนของนิทรรศการ หรือ คลังพิพิธภัณฑ์ ทำให้การรายงานผลการเคลื่อนไหวของโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ทั้ง 21 แห่ง ในรอบ 1 เดือน จากการตรวจสอบรายงานผลการเคลื่อนไหวกับจำนวน ที่สุ่มตรวจสอบและมีการจัดทำ สมุดทะเบียนบัญชีหลัก จำนวน 18 แห่ง พบว่า มีการจัดทำทะเบียนในรายงานผลการเคลื่อนไหว ที่มีการบันทึกในสมุดทะเบียนบัญชีหลักมีจำนวนไม่สอดคล้องกัน โดยร้อยละ 83.33 มีการจัดทำสมุดทะเบียนบัญชีหลัก และมีจำนวนวัตถุที่รายงานแตกต่างจากการจัดทำทะเบียนทั้งสิ้น 6,024 รายการ ประเด็นดังกล่าวส่งผลกระทบทำให้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ไม่มีหลักฐานทะเบียนบัญชีแน่นอนที่ใช้เพื่อการปกป้องคุ้มครองความปลอดภัย หากมีการเคลื่อนย้าย บรรจุหีบห่อ หรือขนส่ง หรือ ถ้าชำรุดเสียหาย สูญหาย

“ไม่สามารถตรวจสอบหรือมีหลักฐานที่ใช้ในการตรวจพิสูจน์เพื่อการติดตาม กลับคืนมา และไม่สามารถควบคุมจำนวนโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุที่มีอยู่ในความครอบครองให้มีการจัดเก็บ อย่างมีระเบียบหรือเป็นระบบ ทำให้ยากแก่การค้นหาและตรวจสอบ ทั้งนี้ สตง.ได้ กำชับให้ผู้ อำนวยการ หรือ หัวหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำกับดูแลให้ ภัณฑารักษ์หรือ เจ้าหน้าที่ ที่มีหน้าที่รับผิดชอบ ควบคุมและติดตามผลการปฏิบัติงานดังกล่าว อย่างเคร่งครัด”

มีรายงานว่า สำหรับประเด็นการใช้จ่ายเงิน ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของ “กองทุนโบราณคดี” เพื่อใช้จ่าย เป็นค่าจ้าง ค่าตอบแทน ค่าใช้สอย ค่าวัสดุ และเงินสนับสนุนจังหวัดประจำปี ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2556-2559 พบว่า ในหน่วยงานส่วนกลาง ได้แก่ สำนักบริหารกลาง สำนักหอสมุดแห่งชาติ และสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ เป็นต้น รวมเงิน 4,191,950 บาท แบ่งออกเป็นค่าจ้าง 3,871,950 บาท และค่าตอบแทน ค่าใช้สอย ค่าวัสดุ 320,000 บาท สำหรับ หน่วยงานส่วนภูมิภาค ได้แก่ หอจดหมายเหตุแห่งชาติ และหอสมุดแห่งชาติ ของ สำนักศิลปากรที่ 1 - 15 รวมเป็นจำนวนเงิน 22,073,098 บาท แบ่งออกเป็นค่าจ้าง 17,345,778 บาท และค่าตอบแทน ค่าใช้สอย ค่าวัสดุ 4,727,320 บาท

ขณะที่ การจ่ายเงินสนับสนุนจังหวัดประจำปี ซึ่งกิจกรรม/โครงการ ที่จัดไม่ได้เป็นไปเพื่อการเผยแพร่เกี่ยวกับกิจการด้านโบราณสถานหรือการพิพิธภัณฑ์ พบว่า มี 3 จังหวัด ที่ได้รับเงินสนับสนุน ประจำปี รวมเป็นจำนวนเงิน 2,800,000 บาท เพื่อจัดงานประเพณีของจังหวัดมี วัตถุประสงค์เพื่อเป็นการอนุรักษ์และเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีและเป็นการส่งเสริม การท่องเที่ยวของจังหวัด

“การใช้จ่ายเงินไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกองทุนโบราณคดี ทำให้งาน/โครงการ/กิจกรรม ที่เกี่ยวกับกิจการด้านโบราณสถานหรือการพิพิธภัณฑ์เสียโอกาสในการได้รับจัดสรรเงินเพื่อนำไปใช้จ่าย ในกิจการอันเป็นประโยชน์แก่โบราณสถานหรือการพิพิธภัณฑ์ตามวัตถุประสงค์ของกองทุนโบราณคดี”

สตง. พบว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้การใช้จ่ายเงินไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกองทุนโบราณคดี เกิดจาก ความไม่ชัดเจนของระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการเก็บรักษาและการจ่ายเงินกองทุนโบราณคดี พ.ศ. 2534 กล่าวคือ ระเบียบข้อ 6 ไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์การใช้จ่าย เงินกองทุนโบราณคดี ตามมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ ใช้จ่ายในกิจการอันเป็นประโยชน์แก่โบราณสถานหรือการพิพิธภัณฑ์ แต่ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการดังกล่าว กำหนดให้การจ่ายเงินกองทุนโบราณคดีเกี่ยวข้องหรือเป็นประโยชน์กับกิจการด้านโบราณคดีหรือการพิพิธภัณฑ์

“ไม่มีการกำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาจัดสรรเงินกองทุนโบราณคดี แม้ กรมศิลปากร จะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษากองทุนโบราณคดีก็ตาม แต่มีอำนาจหน้าที่เสนอแนะและให้ความเห็นเกี่ยวกับแผนงาน โครงการ เพื่อจัดหารายได้และการขอใช้เงินกองทุนโบราณคดี เท่านั้น”

ขณะเดียวกัน จากรายงานการตรวจสอบของคณะกรรมการตรวจสถานการค้าและสถานจัดแสดงโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ ของสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2556 - 2559 พบว่า มีสถานประกอบการค้า ที่ไม่ได้ยื่นขอหรือต่อใบอนุญาต จำนวน 33 แห่ง หรือคิดเป็นร้อยละ 19.64 ของจำนวนสถานประกอบการที่ ตรวจสอบทั้งหมด จำนวน 168 แห่ง ซึ่งคณะกรรมการฯ จะตักเตือนสถานประกอบการค้าด้วยวาจา แต่ไม่มีการ ติดตามผลการยื่นขอหรือต่อใบอนุญาตของสถานประกอบการดังกล่าว

นอกจากนี้ จากการตรวจสอบพื้นที่ความรับผิดชอบกรุงเทพมหานครและปริมณฑลในปีงบประมาณ พ.ศ. 2556 - 2559 พบว่า คณะกรรมการบางกลุ่มไม่มีการรายงานผลการตรวจสอบสถานประกอบการค้า โดยเฉพาะในปีงบประมาณ พ.ศ. 2559 ทำให้กรมศิลปากร สูญเสียรายได้ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตทำการค้าโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ จากการที่สถาน ประกอบการค้าไม่ยื่นขอหรือต่อใบอนุญาต และยังอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงที่สถานประกอบการค้าจะมีการปฏิบัติ ไม่เป็นไปตามที่พระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535

ท้ายสุด จากการสังเกตการณ์การเก็บรักษาโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุในคลังพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่สุ่มตรวจสอบ จำนวน 21 แห่ง พบว่า มี 15 แห่ง หรือคิดเป็นร้อยละ 71.43 ของ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่สุ่มตรวจสอบ ไม่ได้กำหนดเลขของชั้นหรือตู้ที่ใช้วางวัตถุไว้อย่างชัดเจน การจัดวาง ปะปนกัน และรวมกับวัตถุอื่น ๆ ทำให้การค้นหาตรวจสอบมีความยุ่งยาก ไม่สะดวก ต้องรื้อค้น อาจทำให้เกิด ความเสียหายแก่โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ นอกจากนี้ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบางแห่งมีห้องคลังที่มีการจัดเก็บ โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ ในห้องใต้ดินที่มีความชื้นสูง ไม่มีการควบคุมอุณหภูมิ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุที่จัดเก็บได้.

2 จากทั้งหมด 2 รูป
ข่าวอื่นในหมวด
กำลังโหลดความคิดเห็น...