xs
sm
md
lg

"สมชัย" ชี้ 3 เหตุค้านจับเบอร์รายเขต อัดกรธ.บ้านเมืองไม่ใช่ของเล่น ท้ารับผิดชอบ

เผยแพร่:

"กกต.สมชัย" ยก 3 เหตุค้านพรรค-ผู้สมัครจับเบอร์รายเขต ชี้ยากบริหารจัดการ- ควบคุมทุจริตเชื่อบัตรปลอมว่อน ซัดกรธ.บ้านเมืองไม่ใช่ของเล่น นึกอยากลองก็ไม่คิดได้คุ้มเสียหรือไม่ ท้าประกาศรับผิดชอบหากแก้ซื้อเสียงไม่ได้ หยันใช้ระบบไพรมารี่ฯให้ปชช.ร่วมเลือกผู้สมัครแล้วได้เสาไฟฟ้าก็ต้องยอมรับ

วันนี้ (8ส.ค.) นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต. แถลง กรณีกรธ.พิจารณาร่างพ.ร.ป. การเลือกตั้งส.ส. โดยกำหนดให้ผู้สมัครและพรรคการเมืองจับเบอร์รายเขต ว่า เป็นวิธีการที่แตกต่างจากอดีต ซึ่งจากที่ได้รวบรวมสถิติการเลือกตั้งส.ส. ย้อนไปตั้งแต่ปี 2544-2557 รวม 6 ครั้ง มีเพียงครั้งเดียวคือครั้งที่ 4 เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. 2550 ที่หมายเลขผู้สมัครรายเขต กับหมายเลขผู้สมัครบัญชีรายชื่อเป็นคนละหมายเลขเนื่องจากรูปแบบการเลือกตั้งมีการแบ่งส.ส.เขตออกเป็น 8 กลุ่มจังหวัด ฉะนั้นถ้ามองย้อนหลังไป 20 ปีถือว่าประชาชนชินกับการที่ผู้สมัครส.ส.และพรรคการเมืองใช้หมายเลขเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้จึงจะทำให้ประชาชนเกิดความสับสน จะเห็นบรรยากาศว่าถนนสายเดียวกัน ผู้สมัครจากพรรคเดียวกัน แต่จะมีเบอร์ต่างกัน

อย่างไรก็ตามส่วนตัวเห็นว่า หลักการดังกล่าว ไม่ได้ขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญถ้าใช้บังคับกกต.ก็สามารถปฏิบัติได้ แต่จะปฏิบัติได้ยากโดยอาจจะมีปัญหาใน 3 ส่วน 1 กรณีการรับสมัคร จับสลากหมายเลขผู้สมัครจากที่เคยจับสลากเพียงแค่จุดเดียว กกต.ก็ต้องจัดชุดแยกดำเนินการใน 350 เขต หากเกิดกรณีการปิดล้อมจับสลากไม่ได้ ก็จะเกิดปัญหาไม่สามารถจัดเลือกตั้งภายในวันเดียวได้ เพราะทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะตามที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัย ก็ต้องมีการเลื่อนวันเลือกตั้งเพื่อให้เป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร

2. การจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งก็ยากที่จะควบคุมในเรื่องของคุณภาพ มาตรฐานการปลอมแปลงบัตรเพราะเมื่อพรรคและผู้สมัครไม่ใช้หมายเลขเดียวกัน และหลักการใหม่ให้ใช้บัตรใบเดียว ดังนั้น ในหนึ่งบัตรก็จะต้องมีทั้งหมายเลขผู้สมัคร สัญลักษณ์และชื่อพรรคการเมือง ก็เท่ากับว่าแบบของบัตรก็จะมี 350 แบบตามแต่ละเขตเลือกตั้ง ไม่ใช่บัตรรูปแบบเดียวอย่างที่เคยใช้ในการเลือกตั้งที่ผ่านมา การจัดพิมพ์เพื่อให้ทันกับเวลา จึงต้องแยกพิมพ์เป็นของแต่ละจังหวัดในโรงพิมพ์ของท้องถิ่นนั้น ไม่สามารถใช้โรงพิมพ์ส่วนกลางที่เดียวได้ ส่งผลให้เกิดปัญหาเรื่องการกำหนดมาตรฐานบัตรเพื่อป้องกันการปลอมแปลงสูง เช่นการใช้ลายน้ำ การกำหนดรหัสลับ สีของบัตรเลือกตั้ง ไม่สามารถทำได้ เพราะโรงพิมพ์ท้องถิ่นไม่มีศักยภาพเพียงพอ

"ผลก็คือพอถึงเวลาเปิดหีบ 8.00น.ของวันเลือกตั้ง เมื่อประชาชนเข้าแสดงตนรับบัตรเลือกตั้งแล้ว สีและลักษณะของบัตรเลือกตั้งถูกเปิดเผยเชื่อว่าไม่เกิน 12.00 น. บัตรปลอมก็พิมพ์เสร็จแล้วก็จะถูกหัวคะแนนแจกให้กับประชาชนเพื่อไปกากบาทแล้วพกเข้าหน่วยเลือกตั้งไปหย่อน สลับกับเอาบัตรเลือกตั้งจริงออกมา นี่คือสิ่งที่กกต.เป็นห่วงกลัวว่าจะเกิดการรั่วไหลในการพิมพ์แล้วเกิดการโกงกันทั้งประเทศ ซึ่งเราไม่อยากให้เกิดขึ้น ยกเว้นว่าอยากทำให้โกงกันทั้งบ้านทั้งเมืองก็ทำกระบวนการนี้"

3. การรวมคะแนน เจ้าหน้าที่กกต.ยืนยันว่ารูปแบบที่กรธ.คิดยังสามารถเขียนโปรแกรมประมวลผลได้ แต่ปัญหาคือตรวจสอบของภาคประชาชน หรือองค์กรที่ร่วมตรวจสอบการเลือกตั้งจะทำให้ได้ยาก ซึ่งเท่ากับว่า การเลือกตั้งจะอยู่ภายใต้มือกกต. ไม่ใช่กกต.ต้องการโกง แต่ต้องการให้ภาคประชาชนตรวจสอบได้ง่าย และรูปแบบใหม่ก็จะทำให้ต้องใช้งบประมาณมากขึ้น

"คนที่บอกว่าทำแบบนี้แล้วการซื้อเสียงจะหมดไป กล้าไหมที่จะบอกว่า ถ้าการซื้อเสียงยังเกิดขึ้นมากกว่าเดิม จะรับผิดชอบอย่างไร ถ้าเราเทียบกับการเลือกตั้งระดับเล็ก ๆ ในท้องถิ่นเช่นกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เบอร์ไม่มีความหมาย จำแค่หน้า จะเห็นว่าการซื้อเสียงกลับรุนแรงยิ่งกว่า ดังนั้นคิดว่าในการเลือกตั้ง เมื่อเราให้พรรคใช้ระบบไพรมารี่โหวต แต่ละพื้นที่ประชาชนเป็นฝ่ายเลือกผู้สมัครแล้ว ถ้าที่สุดเขาจะเลือกเสาไฟฟ้าเราก็ต้องยอมรับ"

นายสมชัย ยังกล่าวอีกว่า ที่ออกมาแสดงความเห็นเรื่องนี้ ตนเองไมได้อยู่ในจุดที่จะได้ประโยชน์อะไร เพราะการจัดการเลือกตั้งครั้งต่อไปเป็นหน้าที่ของกกต.ชุดใหม่ ซึ่งเป็นห่วงว่ากกต.ชุดใหม่ และสำนักงานจะต้องทำงานลำบากมากขึ้น แต่ถ้าใช้รูปแบบเดิมซึ่งเป็นรูปแบบที่เหมาะสม การจัดการก็สะดวก พรรคการเมืองก็ไม่เหนื่อย การทำเอกสารหาเสียงก็ง่าย ไปหาเสียงแต่ละเวทีก็ไม่ต้องจำว่าเขตนี้เบอร์อะไร เพราะพรรคการเมืองไม่ได้ว่างมากเท่าคนร่างกฎหมาย อีกทั้งเห็นว่าบ้านเมืองไม่ใช่ของเล่น ไม่ใช่อยากจะคิดอะไรเขียนอะไรใหม่ ก็เอามาลองไปเรื่อย ๆ ข้อดีมีอยู่แน่นอน แต่ก็ต้องพิจารณาวันมันคุ้มเสียหรือไม่
กำลังโหลดความคิดเห็น...