xs
sm
md
lg

ผบ.กองพันปัตตานีสละชีพเพื่อชาติ! ยุวชนทหารทั้งพุทธและมุสลิมยันทหารญี่ปุ่นไว้อยู่อีกแห่ง!!

เผยแพร่:   โดย: โรม บุนนาค

กองพันทหารราบที่ ๔๒ เป็นหน่วยทหารที่เพิ่งตั้งขึ้นที่จังหวัดปัตตานีเมื่อเดือนสิงหาคม ๒๔๘๓ มี พันตรีขุนอิงคยุทธบริหาร (ทองสุก อิงคะกุล) เป็นผู้บังคับกองพัน แต่มีกำลังพลทั้งสิ้นอยู่เพียง ๗๖ คนเท่านั้น กำลังรอทหารเกณฑ์รุ่นใหม่และทหารกองหนุนที่จะเรียกระดมพลเพิ่มเติม

ก่อนหน้าวันที่ ๘ ธันวาคม ๒๔๘๓ ผู้บังคับกองพันได้สังเกตเห็นว่ามีชาวญี่ปุ่นมาพักตามโรงแรมในจังหวัดปัตตานีมากเป็นพิเศษ ขณะเดียวกันรัฐบาลไทยก็คาดการณ์ไว้แล้วว่า ญี่ปุ่นอาจจะอาศัยไทยเป็นทางผ่านเข้าบุกมลายูของอังกฤษ จึงนำทหารออกศึกษาภูมิประเทศให้ชำนาญท้องถิ่น พร้อมทั้งขอกำลังจากจังหวัดทหารบกสงขลามาเสริมด้วย และได้รับทหารมาเพิ่มอีก ๖๐๐ คน เดินทางมาถึงสถานีรถไฟโคกโพธิ์ เมื่อวันที่ ๗ ธันวาคม ๒๔๘๔ พอดี กว่าจะลำเลียงเข้าค่ายเสร็จก็เป็นเวลา ๒๐.๐๐ น. จึงจัดงานเลี้ยงต้อนรับ เพื่อบำรุงขวัญทั้งทหารใหม่และทหารเก่า งานเลี้ยงเลิกเมื่อเวลา ๒๒.๐๐ น.

พอ ๐๓.๐๐ น.คืนนั้น ผู้บังคับกองพันก็ได้รับโทรศัพท์จาก นาวาเอกหลวงสุนาวินวิวัฒน์ (กิมเหลียง สุนาวินวิวัฒน์) ข้าหลวงประจำจังหวัดปัตตานี แจ้งว่าญี่ปุ่นได้ยกพลขึ้นบกที่ปากน้ำปัตตานี บริเวณสถานกักกันปศุสัตว์จังหวัด ผู้บังคับกองพันจึงสั่งการให้ ร้อยตรีอุดม โสมะเกษตริน ผู้บังคับหมวดกองร้อยอาวุธหนัก นำกำลังที่เตรียมพร้อมอยู่ ๑ หมวดกับทหารกองรักษาการณ์อีกประมาณ ๒๐ คน เอารถบรรทุกปืนกลหนักไปต่อต้านญี่ปุ่นไว้ก่อน ต่อมาได้สั่งให้ ร้อยเอกเจริญ สายวิจิตร ผู้บังคับกองร้อยที่ ๑ นำ ๑ หมวดปืนกลหนัก และ ๑ หมู่ปืนใหญ่ทหารราบ ไปยึดพื้นที่ตำบลโคกกอ กับให้ ร้อยตรี ลิบ วีรวัฒน์ ผู้บังคับหมวดกองร้อยที่ ๒ พร้อมด้วย ๑ หมวดปืนกลหนัก ๑ หมู่ปืนใหญ่ทหารราบ ไปสมทบกับกองร้อยที่ ๑ จากนั้นก็เคลื่อนย้ายส่วนบังคับการกองพันไปตั้งที่อำเภอหนองจิกให้ใกล้สมรภูมิ

ขณะที่ผู้บังคับกองพันเดินทางด้วยรถยนต์ไปที่อำเภอหนองจิกตามถนนสายปัตตานี-โคกโพธิ์ พอถึงหลัก กม.ที่ ๑๕-๑๖ มีรถบรรทุกปืนใหญ่เสียจอดซ่อมขวางทางอยู่ในความมืด พลขับรถผู้บังคับกองพันขับมาด้วยความเร็ว หักหลบจนรถเสียหลักพุ่งลงไปในคูข้างถนน พ.ต.หลวงอิงคยุทธฯศีรษะกระแทกกับขอบประตูเป็นแผลฉกรรจ์ แต่เมื่อปฐมพยาบาลบาดแผลแล้วก็ออกเดินทางต่อไปโดยรถปืนใหญ่ที่ซ่อมเสร็จ

๐๔.๐๐ น.ขณะที่ทหารของ ร.ต.อุดม โสมะเกษตริน เคลื่อนไปถึงหลัก กม.ที่ ๑ หน้าวัดนพวงษ์ ก็พบทหารญี่ปุ่นกระจายกำลังออกมาเป็นแถวจากสถานีกักกันปศุสัตว์ จึงสั่งทหารระดมยิงทันที การปะทะจึงเกิดขึ้นอย่างรุนแรง เมื่อกำลังเสริมของกองร้อยที่ ๒ มาถึง พ.ต.หลวงอิงคยุทธฯ จึงสั่งให้ปรับรูปขบวนตั้งรับ โดยกำหนดต้านทานตั้งแต่แนวปะทะมาจนถึงบริเวณหลักกิโลเมตรที่ ๓ อาศัยแนวถนนเป็นที่กำบัง จึงทำให้ต้านทานกำลังข้าศึกอย่างได้ผล

๐๖.๐๐ ทหารญี่ปุ่น ๑ กองพันได้ยกพลขึ้นบกที่ปากน้ำบางตาวา หลังที่ว่าการอำเภอหนองจิกอีกแห่งหนึ่ง เพื่อตีโอบหลังกองทหารไทย เพราะกองหน้าบุกไปไม่ได้ ผู้บังคับกองพันจึงสั่งให้ ร้อยเอกเจริญ สายวิจิตร นำกำลังไปสกัดกั้นทหารญี่ปุ่นที่ปากน้ำบางตาวา รวมทั้งหมวดปืนใหญ่ทหารราบและทหารสื่อสารในบังคับบัญชาของ ร้อยตรีวิชิต รักษนาเวศ โดยจัดวางกำลังตามแนวชายป่าทางซ้ายของวัดมุจลินท์ และชายป่าด้านตะวันตกของอำเภอหนองจิก สามารถต้านทานไม่ให้ญี่ปุ่นเข้ายึดอำเภอหนองจิกได้

ที่บริเวณปากน้ำบางนิชา ญี่ปุ่นพยายามจะเข้ายึดค่ายทหารเพื่อไม่ให้ส่งกำลังไปช่วยส่วนหน้าได้ ผู้บังคับกองพันได้จัดทหารที่เหลือและทหารที่ปล่อยออกจากเรือนจำ คอยป้องกันอยู่แล้วทางตะวันตกของเขาบ่อทอง และยังมีทหารบางส่วนของกองร้อยที่ ๑ ยึดอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของบ้านโคกกอและบ้านบ่อทอง แต่ยังไม่ทันได้สู้รบกันก็มีคำสั่งให้หยุดยิงเสียก่อน

ส่วนบริเวณปากคลองตาแปด ห่างจากสถานีรถไฟโคกโพธิ์ประมาณ ๑๐ กม. เป็นที่หมายที่ญี่ปุ่นจะเข้ายึดเหมือนกัน ผู้บังคับกองพันได้ให้ ร้อยตรีกริสน์ แช่มช้อย นำกำลัง ๑ หมวดไปรักษาการณ์อยู่ที่สถานีรถไฟโคกโพธิ์ และได้ตรวจค้นขบวนรถไฟที่มาจากยะลา จับชาวญี่ปุ่นแต่งเป็นพลเรือนได้ ๒ คนจึงควบคุมตัวไปที่สถานีตำรวจ จุดนี้ก็ยังไม่ทันมีการสู้รบ

การรบที่นับว่ารุนแรงสู้กันประชิดตัวก็คือ สมรภูมิบริเวณหน้าวัดนพวงษ์ ทหารไทยใช้ปืนกลหนักตั้งยิงบนรถบรรทุก ทหารญี่ปุ่นใช้เครื่องยิงลูกระเบิดถูกรถบรรทุกปืนกลหนักไฟไหม้ พลประจำปืนถูกไฟครอกเสียชีวิต กำลังทหารในหมวดร้อยตรีอุดม โสมะเกษตริน เข้ายึดคูน้ำข้างถนนคนละฝั่งกับญี่ปุ่น สาดกระสุนเข้าใส่กัน และยังสั่งให้ทหารติดดาบปลายปืนเตรียมลุยข้ามถนนเข้าตะลุมบอนกับญี่ปุ่น แต่หลังจากหยั่งกำลังข้าศึกแล้ว เห็นว่าญี่ปุ่นมีกำลังเหนือกว่ามาก จึงเพียงแต่ยิงยันไว้
ขณะนั้น พันตรีหลวงอิงคยุทธบริหาร ซึ่งศีรษะบาดเจ็บจากรถตกถนนก็ยังบัญชาการรบอยู่ตลอดระหว่างหมวดปืนกลหนักของร.ต.อุดมกับหมวดปืนใหญ่ของ ร.ต.เฉลียว สวามิวัสดุ์ จนกระสุนปืนกลของญี่ปุ่นถูกบริเวณโคนขาของผู้บังคับกองพันหลายนัด ล้มอยู่บนถนน ทหารในหมวดปืนใหญ่จึงออกไปนำตัวผู้บังคับกองพันลงมา พ.ต.หลวงอิงคยุทธฯ ยังสั่งทหารให้สู้ พร้อมกับตะโกนปลุกใจทหารตลอดเวลาขณะที่ถูกหาม ต่อมาร้อยตรีสง่า ศุภลักษณ์ ผู้บังคับหมวดเสนารักษ์ได้นำตัวผู้บังคับกองพันส่งโรงพยาบาลปัตตานี แต่ พ.ต.ขุนอิงคยุทธบริหาร ทนพิษบาดแผลไม่ไหว เสียชีวิตในคืนวันที่ ๘ ธันวาคมนั้น ส่วน ร.ต.เฉลียว สวามิวัสดุ์ ก็ถูกยิงที่แขนบาดเจ็บสาหัส

สำหรับฝ่ายพลเรือนและยุวชนทหาร ข้าหลวงประจำจังหวัดได้แจ้งให้ พ.ต.ต.เจียร รังคะอุไร ผู้กำกับการตำรวจภูธร ทราบถึงการยกพลขึ้นบกของญี่ปุ่นเมื่อเวลา ๐๓.๐๐ น.เศษ จึงใช้สถานีตำรวจกองเมืองเป็นศูนย์ป้องกัน โดยผนึกกำลังตำรวจกับยุวชนทหารยึดแนวแม่น้ำปัตตานีต่อต้านทหารญี่ปุ่น ผู้กำกับฯเห็นว่ากำลังญี่ปุ่นมากเกรงจะต้านไม่อยู่ จึงสั่งให้ ร.ต.ต.ประดิษฐ์ ศรสุชาติ ไปติดต่อขอกำลังฝ่ายทหารมาช่วย แต่ ร.ต.ต.ประดิษฐ์ไปไม่ถึงไหน ก็ถูกทหารญี่ปุ่นซุ่มดักยิงจนเสียชีวิต

ในเวลา ๐๔.๐๐ น.เศษ กำลังทหารญี่ปุ่นอีกส่วนหนึ่งเคลื่อนเข้าโอบศาลากลาง แต่ถูกยุวชนทหารต่อต้านอย่างเข้มแข็ง ญี่ปุ่นกระจายกำลังตั้งแต่ถนนเดชาจนถึงสะพานเดชานุชิต เพื่อเข้ายึดสถานีตำรวจกองเมืองที่เป็นศูนย์ป้องกันของตำรวจ แต่ถูกยุวชนทหารที่เชิงสะพานเดชานุชิตต้านทานอย่างเหนียวแน่นจนญี่ปุ่นไม่อาจรุกเข้ามาได้ ระหว่างการต่อสู้นั้นยังมีข้าราชการและประชาชนไปรวมตัวกันที่ศูนย์ป้องกันเพื่อขอร่วมในการต่อสู้ด้วย

การสู้รบดำเนินต่อไปจนถึงเวลา ๑๑.๐๐ น. โดยที่ญี่ปุ่นก็ไม่อาจรุกคืบหน้าได้ จอมพล ป.พิบูลสงครามก็มีโทรเลขมาให้ฝ่ายไทยหยุดยิง ยอมให้ทหารญี่ปุ่นผ่าน การสู้รบจึงยุติ แต่ที่บริเวณอำเภอหนองจิกยังมีการยิงกันประปรายจนถึง ๑๗.๐๐ น.

สรุปการเสียหายของฝ่ายไทย ทหารเสียชีวิต ๒๔ คน ตำรวจ ๕ คน ยุวชนทหาร ๕ คน ข้าราชการและประชาชน ๖ คน รวมเสียชีวิต ๔๐ คน สถานที่ราชการและเอกชนเสียหายเป็นจำนวนมาก รถบรรทุกปืนกลหนักถูกยิงไฟไหม้ไป ๑ คัน อาคารโรงทหารถูกญี่ปุ่นเข้าไปทำลายและค้นเอาทรัพย์สินออกไปใช้ โดยเฉพาะเครื่องแต่งกายทหาร รถยนต์ และน้ำมันเชื้อเพลิง

พันตรีหลวงอิงคยุทธบริหารได้เลื่อนยศเป็นพันเอก และในปี ๒๕๑๑ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ได้พระราชทานนามค่ายทหารที่ตำบลบ่อทอง อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี ว่า “ค่ายอิงคยุทธบริหาร”

ส่วนความเสียหายของญี่ปุ่น บริเวณหน้าวัดนพวงษ์ ตายถึง ๑๕๐ คน บาดเจ็บประมาณ ๑๐๐ คน บริเวณอำเภอหนองจิก ตาย ๓๐ คน บาดเจ็บ ๒๐ คน

นอกจากการยกพลขึ้นบกในเขตไทยแล้ว ในเวลาเดียวกันญี่ปุ่นยังยกพลขึ้นบกที่โคตาบารูในเขตมลายู โดยส่งเครื่องบินเข้าปูพรมฐานทัพต่างๆของอังกฤษ และยกพลขึ้นบกห่างจากพรมแดนไทยลงไป ๑๘ กม. อังกฤษได้ส่งเครื่องบินเข้าโจมตี แต่ก็ถูกตอบโต้โดยฝูงบินญี่ปุ่นซึ่งครองน่านฟ้าไว้ได้ และเข้ายึดสนามบินอลอร์สตาร์

เมื่อญี่ปุ่นยึดบางส่วนของมลายูได้แล้ว ทหารที่ยกพลขึ้นบกหาดใหญ่ สงขลา จึงเคลื่อนกำลังเข้ามลายู ร.ต.อำไพ จุลละพราหมณ์ ซึ่งต่อมาก็คือ พลตำรวจเอกสุรพล จุลละพราหมณ์ อธิบดีกรมตำรวจ ซึ่งตอนนั้นถูกส่งไปเป็นนายทหารติดต่อประจำกองทัพญี่ปุ่นและเข้าไปในเขตมลายูด้วย ได้บันทึกไว้ว่า เมื่อพ้นเขตไทย เห็นศพทหารเกลื่อนกราดตลอดสองข้างทาง ที่ป้อมปืนคอนกรีตก็เห็นทหารอาณานิคมตายคาป้อม ในสวนยางมีซากรถหุ้มเกราะเบรนกันแคริเออร์และศพทหารเกลื่อน

ทหารญี่ปุ่นรุกเข้ามลายูจนถึงสิงคโปร์รวมทั้งบอร์เนียวและสุมาตราได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ทหารญี่ปุ่นฮึกเหิม ทั้งยังพลอยทำให้รัฐมนตรีไทยหลายคนมั่นใจว่าญี่ปุ่นจะต้องชนะสงครามครั้งนี้แน่ จึงอยากจะขอร่วมหัวจมท้ายเข้าหุ้นผู้ชนะสงครามกับญี่ปุ่นเสียเลย
อนุสาวรีย์ พ.อ.ขุนอิงคยุทธบริหารในค่ายอิงคยุทธบริหาร
๓ ยุวชนทหารทั้งพุทธและมุสลิมที่ร่วมภารกิจเพื่อมาตุภูมิในครั้งนั้น
อัฐิของหลวงอิงคยุทธฯถูกนำมาบรรจุไว้ในสถูปเจดีย์ยอดเขาบ่อทอง ที่ตั้งค่าย
4 จากทั้งหมด 4 รูป
กำลังโหลดความคิดเห็น...