xs
sm
md
lg

สุภาพบุรุษจุทาเทพ คุณชายรัชชานนท์ ตอนที่ 12 อวสาน

เผยแพร่:

สุภาพบุรุษจุฑาเทพ คุณชายรัชชานนท์ ตอนที่ 12 อวสาน

ในจอโทรทัศน์ปรากฏภาพข่าว โผน กิ่งเพชร ชก ชนะ เปเรซ โดยมีผู้ประกาศกำลังรายงานข่าว

“โผน กิ่งเพชรแชมป์โลกรุ่นฟลายเวทคนใหม่ ได้เดินทางมาถึงเมืองไทยแล้วครับ ได้รับการต้อนรับจากประชาชนอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง สมกับที่เป็นขวัญใจของชาวไทยในขณะนี้ ต่อไปเป็นข่าวต่างประเทศ”
แต่ จู่ๆ จอโทรทัศน์เปลี่ยนเป็นรูปนายพลเซกองกับเจ้าวีระวงส์ โดยมีผู้ประกาศข่าว รายงานข่าว
“พลเอกเซกอง วงศ์พูคำ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของประเทศเวียงภูคำยืนยันว่า เจ้าหลวงสุริวงศ์ทรงโปรดให้แต่งตั้งเจ้าวีระวงส์ขึ้นเป็นเจ้าหลวงพระองค์ใหม่ ส่วนหมายกำหนดการของพระราชพิธีบรมราชาภิเษกยังไม่ได้กำหนดเป็นที่แน่นอน”

บริเวณโถง วังจุฑาเทพ หม่อมเอียดยืนดูรูปหม่อมเจ้าวิชชากรอยู่ ย่าอ่อนมองไปรอบๆตัวอย่างใจหาย
"คุณพี่คะ ทำไมคุณพี่ถึงปล่อยให้หลานๆ ไปล่ะคะ น้องเพิ่งได้ฟังข่าวมาว่า ทางเวียงภูคำกำลังจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ดูท่าบ้านเมืองเขาจะต้องเกิดความวุ่นวายอีกแน่ แล้วชายใหญ่นึกยังไงถึงคิดไปดูงานที่นั่นตอนนี้ แล้วชายพีร์...ชายพีร์ของน้องไปด้วยหรือเปล่าคะเนี่ย"
"ไปกันหมดทั้งห้าพี่น้อง"
"ไปกันหมด ! ตายแล้ว คุณพี่ ! นี่มันเรื่องอะไรกันคะ เป็นเพราะแม่สร้อยฟ้าแน่ๆ มันคงคิดแผนการหลอกใช้คนของเรา"
ย่าอ่อนคิดใหม่อย่างงงๆ
"แต่มันเป็นแค่สาวชาวบ้านป่า มันหลอกให้ทุกคนไปเวียงภูคำทำไม"
"แม่อ่อน ! เลิกคิดฟุ้งซ่านได้แล้ว ก็รู้กันอยู่ว่า หลานแต่ละคนเป็นยังไง ห้ามกันได้เสียที่ไหน ถ้าฉันไม่อนุญาตให้ไป ก็คงจะหนีไปกันเอง"
"แต่น้องสงสัยว่า หลานๆของเราไปทำอะไรที่เวียงภูคำกันแน่"
"ฉันก็ไม่แน่ใจนัก แต่ที่รู้แน่ก็คือ หลานๆของเราจะต้องไปทำสิ่งที่ถูกต้อง ไม่งั้นคงไม่ได้ชื่อว่าห้าสิงห์จุฑาเทพหรอก"
หม่อมเอียดกับย่าอ่อนยืนอยู่ท่ามกลางวังจุฑาเทพที่ว่างเปล่า

บริเวณค่ายกองกำลัง ชายแดนไทย รัชชานนท์กับจ่อยสุมหัวคุยกันอยู่อย่างเคร่งเครียด จ่อยคุยไปก็จิบน้ำจากกระติกน้ำแบบทหารไป พลางพยักหน้างึกงักๆกับรัชชานนท์
ทั้งสองมองไปที่สร้อยที่กำลังเช็ดทำความสะอาดปืนอยู่
สร้อยหยิบกระติกน้ำขึ้นมา รัชชานนท์กับจ่อยมองอย่างลุ้นๆ สร้อยวางกระติกกลับที่เดิม รัชชานนท์กับจ่อยถอนใจเฮือก แต่รัชชานนท์อดเป็นห่วงสร้อยไม่ได้
"ไม่ได้ทำเกินคำสั่งใช่มั้ย บักจ่อย พี่ชายภัทรบอกไว้ว่า ตัวเล็กๆอย่างนี้ แค่สองเม็ดก็สลบเหมือดแล้ว"
จ่อยยิ้มแหะๆ
"ข้อยจำบ่ได้ ! ว่าใส่ไปกี่เม็ด คุณชายๆ"
จ่อยชี้ให้รัชชานนท์ดู สร้อยคว้ากระติกน้ำขึ้นมาดื่มอั๊กๆจนหมดกระติก สร้อยถือกระติกเดินอาดๆตรงมาหารัชชานนท์กับจ่อยc]h;โยนกระติกใส่รัชชานนท์จนรับแทบไม่ทัน
"ข้อยกินน้ำเหมิดแล้ว พอใจแล้วบ่"
รัชชานนท์คิดไม่ถึง
"เธอพูดเรื่องอะไรของเธอ สร้อยฟ้า"
"พวกเจ้าเฝ้าเบิ่งข้อย บ่ใช่คอยเบิ่งว่าข้อยสิกินน้ำกระติกนี้บ่ ยาสลบบ่กี่เม็ดขัดขวางข้อยบ่ได้ดอก"
จ่อยงง
"เจ้าฮู้แล้ว ฮู้ได้จังได๋ ฮู้แล้ว เป็นหยังเจ้ายังกล้ากินน้ำอีก อีสร้อย"
"ข้อยฮู้ว่า คุณชายบ่ยอมให้ข้อยไปด้วยง่ายๆ เจ้าต้องมีแผนอะหยังอีหลี แต่บ่คึดว่าเจ้าสิใช้แผนสกปรกกับข้อยจังซี้"
ชัชวีร์เดินเข้ามาเพราะเสียงดังด้วยความโมโหของสร้อย
"คุณชัช ! คุณชัชร่วมมือกับพวกนี้ด้วยบ่"
"ร่วมมือเรื่องอะไร ฉันไม่รู้เรื่องอะไรด้วยเลยนะ"
"กะเรื่องวางยาสลบข้อยน่ะซิ"
รัชชานนท์ส่ายหน้ากับชัชวีร์ทำไม่รู้ไม่เห็น
จ่อยเริ่มง่วงเบลอ
"คุณชายๆ ข้อยจำได้แล้ว ข้อยแอบใส่ยาไปสามเม็ด"
จ่อยชูขึ้นสามนิ้วให้ดูแล้วตาค่อยๆปิดลง ตัวอ่อนปวกเปียก ล้มพับไปนอนที่พื้น
"คุณชายเล็กคึดวางยาสลบข้อย คุณชัชต้องจัดการเรื่องนี้ให้ข้อย"
"ไม่ใช่ยาสลบ แค่ยาคลายเครียดที่ทำให้นอนหลับสบายเท่านั้นเอง"
"ก็คือกันแหละ ถ้ามื้ออื่นไอ้บักจ่อยบ่ฟื้นขึ้นมา กะทิ้งมันไว้ที่นี่ คุณชัช ! คุณชัชสั่งให้ผู้ชายคนนี้ออกไปจากค่ายเฮาซะ คนที่แอบลอบแทงข้างหลังผู้อื่นจังซี้ ไว้ใจบ่ได้"
สร้อยเดินฉับๆออกไป
"ก็รีบตามไปซิครับ เดี๋ยวเรื่องก็ไปกันใหญ่หรอก พี่ชายเล็ก"
รัชชานนท์เพิ่งรู้สึกตัวรีบจ้ำอ้าวตามไป ชัชวีร์มองตามอย่างขำๆ

สร้อยเดินหนีมาที่มุมสงบของค่าย โมโหฮึดฮัดอยู่คนเดียว รัชชานนท์เดินตามมาทัน
"สร้อยฟ้า"
สร้อยหันขวับกลับมามองแล้วพุ่งเข้ารัวหมัดใส่พุงรัชชานนท์ด้วยความโมโห
"เป็นหยังเฮ็ดกันจังซี้"
รัชชานนท์ยอมเจ็บตัวปล่อยให้สร้อยเตะต่อยจนพอใจแล้วจับตัวสร้อยให้หยุด
"ฟังฉันก่อน สร้อยฟ้า ฟังฉันก่อน ฉันไม่ได้คิดทำร้ายเธอนะ ฉันทำไปก็เพราะความหวังดี ฉันไม่อยากให้เธอต้องไปเสี่ยงตาย เข้าใจคำว่าเสี่ยงตายมั้ย ถ้าเธอไปด้วย เธออาจจะไม่ได้เห็นหน้าพ่อใหญ่อีก"
"เป็นหยังเจ้าไปตายได้ แต่ข้อยไปตายบ่ได้ ข้อยมีสายเลือดเวียงภูคำเต็มโต ในฐานะข้าของแผ่นดิน ข้อยมีหน้าที่ต้องไปช่วยเจ้าหลวง แล้วเจ้าล่ะ เจ้าบ่ใช่ชาวเวียงภูคำ เจ้ามาเกี่ยวข้องอะหยังด้วย"
"ฉันเกี่ยวข้องอะไรด้วยงั้นเหรอ จนป่านนี้แล้ว เธอยังไม่รู้อีกหรือว่า ทำไม ฉันถึงได้เป็นห่วงเธอนัก ทำไมฉันถึงหาทุกวิถีทางที่จะไม่ให้เธอมา"
สร้อยเริ่มเอะใจแต่ทำเฉไฉ
"ข้อยบ่ฮู้ !"
"ไม่มีผู้ชายคนไหนหรอก ที่จะยอมให้คนที่เขารักต้องไปเสี่ยงตาย ถ้าต้องตาย เราก็ต้องตายด้วยกัน"
"คุณชาย"
"ฉันไม่ใช่ชาวเวียงภูคำ แต่เมียฉันเป็นชาวเวียงภูคำ อย่างที่เธอเคยพูดไว้ ยังไงล่ะ ผัวไปไหนเมียก็ต้องไปด้วย ถ้าหากว่า วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่เราจะได้อยู่ด้วยกัน"
"บ่ เฮาสิต้องรอดชีวิตกลับมา ข้อยบ่ยอมให้คุณชายต้องมาตายเพราะข้อย เฮาต้องได้กลับมาอยู่ด้วยกันคืนเก่า แล้วข้อยสิดีกับคุณชายหลายๆ คือกับที่คุณชายดีกับข้อย ถ้าบ่จำเป็น ข้อยสิบ่เฮ็ดให้คุณชายเจ็บโตอีก"
"ถึงวันนี้แล้ว เธอจะบอกว่ารักฉันซักคำไม่ได้เลยเหรอ"
"คนอย่างอีสร้อยบ่บอกฮักไผง่ายๆดอก คนเฮาฮักกัน บ่ต้องเว้า กะฮู้ได้ว่าฮักเด้อ"
สร้อยเฉไฉแล้วจะรีบเดินไปด้วยความขวยเขิน แต่รัชชานนท์ดึงตัวสร้อยเข้ามากอด
"เธอหมายความว่า คำพูดไม่สำคัญเท่ากับการกระทำใช่มั้ยล่ะ"
"แม่นแล้ว แต่บ่ใช่เฮ็ดอย่างที่คุณชายกำลังเฮ็ดอยู่นี่ ! เจ้าเล่ห์แสนกลนัก คุณชายรัชชานนท์"

สร้อยพยายามดิ้น แต่ดิ้นไม่หลุดต้องอยู่ในอ้อมกอดของรัชชานนท์
บริเวณด่านตรวจคนเข้าเมืองของประเทศ เวียงภูคำ ในเช้าวันใหม่ ธราธร ปวรรุจ พุฒิภัทร และรณพีร์เดินเรียงแถวเข้าไปยังจุดตรวจพาสปอร์ต

ธราธรเดินเข้าไปยื่นพาสปอร์ตของตัวเอง และของน้องชายทุกคนให้เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง เจ้าหน้าที่เปิดพาสปอร์ตดู เห็นนามสกุล “จุฑาเทพ” ก็เงยหน้ามองธราธรและคนอื่นๆ ทันที พร้อมส่งเสียงดุห้วน
"คนไทย...มากันกี่คน"
"พวกผมมากันทั้งหมดสี่คน ตามพาสปอร์ตนี่แหละ แล้วนี่ครับ จดหมายรับรองจากทางเวียงภูคำ คือผมเป็นเจ้าหน้าที่โบราณคดีที่มีหน้าที่ตรวจสอบโบราณวัตถุของเวียงภูคำที่ถูกลักลอบขนข้ามไปฝั่งไทย ผมก็เลย..."
เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้ามเมืองหันไปพยักหน้าให้ทหารเวียงภูคำ 5-6 คนที่ยืนประจำการอยู่ เหมือนรออยู่นานแล้ว ทหาร 2 คนเข้าประกบธราธรไว้ก่อนที่เขาจะพูดจบ ปวรรุจ พุฒิภัทร และรณพีร์กรูกันเข้าไปหาพี่ชาย
"นี่มันเรื่องอะไรกัน ผมเป็นเจ้าหน้าที่การฑูตของไทย คุณไม่มีสิทธิ์ที่จะทำอย่างนี้กับพวกผม ผมมีเอกสิทธิ์ที่กฎหมายของเวียงภูคำบังคับใช้กับผมไม่ได้ คุณต้องปล่อยพี่ชายของผมเดี๋ยวนี้"
"ไม่ว่าใครก็ตามที่อยู่ในแผ่นดินของเวียงภูคำ ก็ต้องอยู่ใต้กฎหมายของเวียงภูคำ ไม่มีการยกเว้นใดๆทั้งสิ้น เอาคนพวกนี้ไปกักตัวไว้ก่อน"
ทหารอีก 3 คนเข้ามาช่วยคุมตัวคุณชายทั้งสี่คน
"เฮ้ย ! นี่มันบ้านป่าเมืองเถื่อนหรือเปล่า คิดจะจับก็จับกันง่ายๆอย่างนี้เหรอ บอกมาก่อนว่า มีเหตุผลอะไรถึงต้องกักขังกัน" รณพีร์ถาม
"ใจเย็นๆ สถานการณ์อย่างนี้ เขาคงไม่ปล่อยให้ใครผ่านเข้าไปง่ายๆ เรามีเอกสารทุกอย่างครบถ้วน อย่างมากก็กักตัวเราไม่กี่ชั่วโมง" พุฒิภัทรบอก
ทหาร 5 คนคุมตัวคุณชายทั้งสี่เดินไป ใครเดินช้าก็มีการเอาปืนยาวกระทุ้งหลังเป็นระยะๆ
คุณชายทั้งสี่ถูกคุมตัวเดินเลยห้องสอบสวนไปและเดินต่อไปยังทางเดินที่มืดลงๆทุกที
"ผมว่า...พวกเราคงไม่ได้แค่ถูกกักตัวไว้เพื่อสอบสวน เราอาจจะถูกกักตัวเพื่อปิดปาก ! ไม่ได้กลับออกไปแน่" รณพีร์บอก
ทุกคนมองไปที่ทางเดินข้างหน้าอันมืดมิดและหน้าตาทะมึนของพวกทหารเวียงภูคำชวนให้ขนหัวลุกเป็นอย่างยิ่ง

กลุ่มรัชชานนท์แล่นแพข้ามแม่น้ำมาอย่างช้าๆ ทุกคนหมอบแนบแพไว้ ดูไกลๆเห็นเหมือนแพเปล่าๆสองสามลำที่ค่อยๆลอยตามๆกัน แล้วก็ลอยข้ามมาถึงฝั่งชายแดนเวียงภูคำ
ทุกคนค่อยๆเคลื่อนไหวลงจากแพ มีจ่อยที่เดินโซเซกว่าใครเพื่อนเพราะยังเมายานอนหลับอยู่ ทับทิมจับตัวจ่อยให้ยืนอย่างมั่นคง รัชชานนท์กับชัชวีร์มองไปรอบๆที่เงียบสงบ
ชัชวีร์ สร้อย จ่อย ทับทิมและทหารชาวเวียงภูคำทั้งหลายยืนมองแผ่นดินเกิดของตัวเอง ที่เพิ่งได้กลับมาเหยียบเป็นครั้งแรก
"นี่หรือแผ่นดินเวียงภูคำของเฮา" สร้อยบอก
"ในที่สุดเฮากะได้เหยียบผืนแผ่นดินบ้านเกิดของเฮา"
ชัชวีร์มองแผ่นดินเกิดไปรอบๆด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก
"ตอนนี้พวกพี่ชายใหญ่คงไปถึงจุดนัดหมายแล้ว" รัชชานนท์บอก
ชัชวีร์ได้สติ
"งั้นเรารีบไปสมทบกับพวกพี่ชายใหญ่ รีบเดินทางกันต่อได้แล้ว"
ทับทิมบอก
"ข้อยนำทางเอง"
ทับทิมเดินนำทางออกไปแล้วทุกคนต้องตกใจ เพราะทหารของโพนโฮงโผล่พรวดมาฟาดหัวทับทิมด้วยด้ามปืนอย่างแรง ทับทิมล้มลงสลบเหมือดนอนคว่ำหน้า
ในทันทีโพนโฮงและทหารกองกำลังที่มีผ้าปิดปากและใส่ชุดเหมือนโจรกรูเข้ามาอย่างรวดเร็วพร้อมอาวุธครบมือ ล้อมรอบพวกรัชชานนท์ไว้ทันที
พวกรัชชานนท์จะชักปืนขึ้นสู้แต่ก็ช้าไปแล้ว พวกโพนโฮงถือปืนจ่อไว้อยู่ก่อนแล้ว
"จับพวกมันไว้"

โพนโฮงและทหารกองกำลังพุ่งเข้าประชิดตัวกลุ่มรัชชานนท์โดยทันที
ส่วนที่วังกิตติวงศ์ ดารณีนุชถือซองเงินหน้าปึกพร้อมกับคุยโทรศัพท์ไปด้วย

"ท่านฑูตทองสินไม่ได้ถามอะไรใช่มั้ย ก็คงไม่ถามอยู่แล้ว ข้อมูลที่ฉันให้ไป ได้ใช้ประโยชน์แน่ ดีกว่าข้อมูลของหน่วยข่าวกรองไหนๆ แต่แกไม่ได้บอกใช่มั้ยว่า ได้ข้อมูลมาจากฉัน ฉันเตรียมเงินไว้แล้ว ยัง...ข่าวไอ้ชัชวีร์ตายออกมาเมื่อไหร่ แกก็มารับเงินเมื่อนั้น"
ดารณีนุชวางโทรศัพท์แล้วหันขวับกลับมาเจออนุพันธ์ยืนหน้าทะมึนอย่างโกรธอยู่ ศินีนุชเดินช้าๆตามมาอีกคน เธอมองแม่อย่างผิดหวังและเสียใจที่สุด
"ท่านฑูตทองสิน...ท่านฑูตเวียงภูคำ..คุณทำอะไรลงไป ! คุณรู้มั้ย ชัชวีร์เป็นใคร"
"ฉันรู้ ! ฉันรู้ว่า มันเป็นใคร มันเป็นเจ้ารัชทายาทเวียงภูคำ แล้วยังไง มันคิดจะไปกู้บ้านกู้เมือง มันตั้งใจไปฆ่าตัวตายชัดๆ ฉันก็แค่ช่วยให้มันตายเร็วขึ้น ก็เลยให้คนไปบอกท่านฑูตทองสินว่า เจ้ารังสิมันต์กำลังจะกลับไปเยี่ยมบ้านเกิดเมืองนอน"
"คุณแม่...ทำไมคุณแม่ใจคออำมหิตอย่างนี้ ยังไงพี่ชัชก็เป็นคนในครอบครัวเรา เราอยู่ด้วยกันมากี่ปี"
ดารณีนุชหันไปตอบอนุพันธ์คนเดียว
"สิบห้าปี ! ฉันต้องทนเห็นหน้าไอ้ลูกกาฝากมาสิบห้าปี เพราะมีไอ้ชัช คุณถึงลืมแม่ของมันไม่ได้ คุณคิดถึงมันทุกลมหายใจเข้าออก คุณรู้มั้ยว่า ฉันต้องอยู่อย่างทรมานใจแค่ไหน"
ดารณีนุชหันไปจ้องหน้าอนุพันธ์ ไม่กลัวอะไรหน้าไหนอีกแล้ว
"ถึงเวลาที่คุณจะต้องทรมานใจบ้างแล้ว นี่แหละผลของการที่คุณทำให้ฉันต้องเจ็บปวด นี่เป็นโอกาสที่ฉันจะได้กำจัดทั้งไอ้ชัช ทั้งนังสร้อยฟ้า เสี้ยนหนามในชีวิตของเราสองแม่ลูก ถ้าฉันไม่ฉวยโอกาสนี้ ฉันก็โง่เต็มทนแล้ว"
"แล้วพี่ชายเล็กของนุชล่ะคะ พี่ชายเล็กไปกับพี่ชัชด้วยนะคะ แล้วยังพี่ๆคนอื่นอีก หลานชายของหม่อมย่าทั้งห้าคน ! ทุกคนจะต้องมาตายเพราะความเกลียดชังไร้เหตุผลของคุณแม่หรือคะ"
ดารณีนุชนิ่งอึ้งไป
"แม่...แม่ไม่ทันคิด"
อนุพันธ์มองดารณีนุชอย่างเกลียดเข้าถึงกระดูก ถ้าฆ่าได้ คงฆ่าไปแล้ว
"คุณไม่เคยคิดต่างหาก ไม่เคยคิดดี คิดแต่ไปทางที่ชั่ว แล้วก็เอาเรื่องเลวๆ ยัดใส่หัวสมองลูก แต่ลูกยังรู้จักคิดมากกว่าหัวหงอกอย่างคุณอีก ถ้าเจ้ารัชทายาทเป็นอะไรไป"
"ใคร? ใครจะมาทำอะไรฉันได้ ไม่มีหลักฐาน ไม่มีพยาน ใครก็ทำอะไรฉันไม่ได้"
"ผมนี่แหละที่จะลากคุณเข้าคุกเอง หรือถ้ากฎหมายทำอะไรคุณไม่ได้ ก็ไม่เป็นไร ใครทำกรรมดีกรรมชั่ว อีกไม่นานก็จะเห็นผลแห่งกรรมเอง"
อนุพันธ์เดินเร็วๆกลับเข้าไปในบ้าน ศินีนุชเดินหนีไปอีกทาง ดารณีนุชเริ่มหวาดหวั่น

บริเวณหน้าตึกวังกิตติวงศ์ ทหารรับใช้และคนรับใช้ยกกระเป๋าคนละสองใบ
ดารณีนุชโผเผออกมาดูคนรับใช้ขนกระเป๋าหลายใบ เรียกได้ว่า เก็บข้าวของเกลี้ยงอนุพันธ์เดินตามออกมา เขาถือชุดเครื่องแบบทหารติดมือมาด้วย
ดารณีนุชแทบกระโจนเข้าไปขวางอนุพันธ์ทันที
"คุณ...คุณจะไปไหน ทำไม ขนกระเป๋าไปมากมายขนาดนี้"
"คุณก็น่าจะรู้คำตอบดีอยู่แล้ว แล้วผมจะส่งทนาย คุณเตรียมเอกสารทุกอย่างไว้ให้พร้อมก็แล้วกัน"
"เอกสาร...เอกสารอะไร"
"ก็เอกสารเพื่อจดทะเบียนหย่าน่ะซิ ผมขอหย่ากับคุณ"
"หย่า ! คุณจะหย่ากับฉันเหรอ ไม่ได้นะ ฉันไม่ยอมหย่า ฉันไม่ยอมเป็นแม่ม่ายผัวหย่าให้ต้องอับอายขายขี้หน้าคน ฉันจะไม่หย่าเด็ดขาด ฆ่าฉันให้ตายซะดีกว่า"
"คุณไม่ยอมหย่าตอนนี้ก็ไม่เป็นไร ผมรอได้ ไม่ว่าคุณจะยื้อยุดด้วยวิธีไหน ผมก็จะไม่มีวันใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับคุณอีกต่อไป"
"ยกโทษให้ฉันด้วย...ฉันผิดไปแล้ว ฉันทำอะไรก็ผิดไปหมด ฉันต้องมีคุณอยู่ด้วยไว้คอยเตือนสติฉัน เรามีลูกด้วยกันนะ คุณ... คุณต้องอยู่ช่วยดูแลลูกกับฉัน คุณต้องทำหน้าที่ของคนเป็นพ่อ ! คุณใจร้ายใจดำกับฉันได้ แต่อย่าใจร้ายกับลูก ไม่คิดถึงฉันก็ต้องคิดถึงลูกนุชของเรา"
ดารณีนุชปากคอสั่นอ้างเหตุผลที่ฟังดูดีไปหมด แต่ทำเพื่อตัวเองทั้งนั้น!!
ศินีนุชน้ำตาไหลเดินออกมากอดอนุพันธ์
"ไม่เป็นไรค่ะ คุณพ่อ นุชดูแลตัวเองได้ คุณพ่อไปเถอะค่ะ นุชโตแล้ว นุชเข้าใจเป็นนุช นุชก็อยู่ไม่ได้เหมือนกัน"
"ขอบใจ ลูก"
อนุพันธ์กอดศินีนุชอีกครั้งแล้วเดินออกไป
"คุณชาย...อย่าไป...ได้โปรด"
"ผมผิดเอง...ผมไม่ควรเห็นแก่ผู้ใหญ่ ยอมแต่งงานกับคุณ ผมขอโทษที่ทำให้คุณต้องอยู่อย่างทรมานมานานนับสิบปี นับตั้งแต่วันนี้เราจะได้มีชีวิตที่เราเลือกเอง ชีวิตผมที่จะไม่มีคุณอีกต่อไป"

อนุพันธ์เดินออกไป ศินีนุชยืนมองดารณีนุชทิ้งตัวลงเกลือกกลิ้งกับพื้นอย่างใจสลาย
บริเวณสุสานส่องดาว อนุพันธ์ยืนนิ่ง ก่อนเดินไปเดินมาอย่างกระสับกระส่ายด้วยเป็นห่วงชัชวีร์และคุณชายทุกคนที่กำลังตกอยู่ในอันตรายเพราะดารณีนุชแจ้งข่าวทางเวียงภูคำเรื่องกลุ่มชัชวีร์ข้ามไปเวียงภูคำ

รัชชานนท์ สร้อย ชัชวีร์ และจ่อย ทุกคนถูกจับไขว้หลังมัดมือไว้ทุกคน ทหารของโพนโฮงผลักเข้าไปในห้องทึบทีละคน ทับทิมถูกโยนเข้ามาเป็นคนสุดท้ายและยังไม่ได้สติ แล้วพวกทหารเดินออกไป
"พวกมันต้องฆ่าเราอีหลี" สร้อยว่า
"กลัวอะหยัง มีมือมีตีนคือกัน ลุยโลด" จ่อยบอก
"คุยคำโต เฮาถูกมัดไว้จังซี้ สิไปเฮ็ดอะหยังมันได้"
"พวกเราอยู่นิ่งๆดูท่าทีพวกมันไปก่อน พวกนี้ไม่น่าจะใช่ทหารของเซกอง ถ้าใช่ ป่านนี้มันคงเอาตัวสร้อยฟ้าไปแล้ว" รัชชานนท์บอก
"พวกมันอาจจะเป็นพวกโจรเรียกค่าไถ่ ชาวเวียงภูคำคงอดอยากจนกลายเป็นโจรกันหมดแล้ว" ชัชวีร์บอก
โพนโฮงเดินปึงปังเข้ามา ชัชวีร์รีบเข้าไปเผชิญหน้ากับโพนโฮง
"พวกทหารคนอื่นๆของฉันอยู่ที่ไหน"
โพนโฮงไม่สนใจหันไปสั่งทหารที่ตามหลังมา
"เอาตัวแม่หญิงไปขังไว้อีกห้อง"
รัชชานนท์ ชัชวีร์ และจ่อยรีบเอาตัวเข้าบังปกป้องสร้อยไว้
"แกต้องข้ามศพฉันไปก่อน"
"พวกเราทุกคนพร้อมที่จะเอาชีวิตปกป้องผู้หญิงคนนี้ แกปล่อยผู้หญิงไปก่อน แล้วแกต้องการเงินเท่าไหร่ ก็บอกมาได้เลย ว่ายังไงล่ะ" ชัชวีร์บอก
"เฮ้ย ! เปิดหน้ามาคุยกันซิวะ ไอ้พวกขี้ขลาด นี่คงฮู้โตว่า ชั่วช้าสามานย์จนบ่กล้าให้ไผเห็นหน้า"
"บักจ่อย..พวกมันเป็นโจรเรียกค่าไถ่ ถ้าพวกมันให้เราเห็นหน้า พวกมันได้ฆ่าเราปิดปากแน่"
จ่อยหน้าจ๋อยที่คำพูดอาจจะพาให้ทุกคนตายหมด
"ไผบอกว่า ข้อยเป็นโจร !? เว้าจังซี้มันหยามหน้ากันโพดๆ จังซี้มันต้องสั่งสอนซักหน่อยแล้ว" โพนโฮงขยับปืนในมือข่มขู่
"ถ้าแกไม่ใช่โจร แล้วแกเป็นใคร จับพวกเรามาทำไม หรือว่าพวกแกเป็นทหารขี้ข้าของไอ้เซกอง"
โพนโฮงโกรธจนหน้ามืดเงื้อมือจะตบหน้าชัชวีร์ด้วยด้ามปืน
"เฮ้ย ! เซา ! ห้ามเฮ็ดฮ้ายเจ้ารัชทายาท"
โพนโฮงตกใจ มีอาการงง ลดมือที่เงื้ออยู่ลงทันทีพลางดึงผ้าที่ปิดหน้าออกเพื่อจ้องชัชวีร์ให้ถนัด
"เจ้ารัชทายาท"
ทับทิมเพิ่งได้สติโผเผลุกขึ้นยืน และเพิ่งเห็นหน้าโพนโฮง
"ไอ้โพนโฮง"
โพนโฮงหันขวับไปเพิ่งเห็นว่าเป็นทับทิม
"บักทับทิม"
"เจ้ากำลังเฮ็ดอะหยัง อยากถูกประหารเจ็ดชั่วโคตรบ่ เป็นหยังคือกล้าแตะต้องเจ้ารังสิมันตุ์ เจ้ารัชทายาทของเฮา"
"เจ้ารัชทายาท ! เพิ่นเป็นเจ้ารัชทายาทอีหลี"
รัชชานนท์ ชัชวีร์ สร้อยและจ่อยโล่งใจไปได้ โดยเฉพาะจ่อยโล่งใจสุดๆ

ในตึกกองกำลัง เวียงภูคำ โพนโฮงคุกเข่าลงต่อหน้าชัชวีร์ ทหารของโพนโฮงต่างคุกเข่าตามเป็นแถวๆ
"ยกโทษให้หมู่เฮา..เอ๊ย...พวกเกล้ากระหม่อมด้วยเถอะ พระเจ้าข้า เกล้ากระหม่อมสมควรตาย สมควรตายอีหลี"
รัชชานนท์ สร้อย จ่อยและทับทิมมองโพนโฮงอย่างไม่ถือโทษ แต่แอบสะใจเล็กน้อย
"ลุกขึ้นมาเถอะ โพนโฮง คนที่ไม่รู้ย่อมไม่ผิด เอาเป็นว่า ฉันยกโทษให้ ลุกขึ้นมาให้หมดทุกคน เรามีงานสำคัญรออยู่ เราต้องรีบไปช่วยเจ้าหลวงให้เร็วที่สุด"
โพนโฮงรีบลุกขึ้น พร้อมๆกับทหารคนอื่นๆที่กล้าลุกขึ้นยืนตาม
"เจ้าหลวงถูกจับอยู่ในคุกใต้ดินอย่างบ่ต้องสงสัย จังได๋ไอ้เซกองกะต้องให้เจ้าหลวงอยู่ใกล้ตัวไว้ มันได้ข่าวว่า เจ้ารัชทายาทลอบกลับเข้ามาเวียงภูคำ มันกะเลยดิ้นพล่านหาทางแต่งตั้งเจ้าหลวงองค์ใหม่โดยเร็ว"
"มันรู้เรื่องเจ้ารัชทายาทได้ยังไง" รัชชานนท์บอก
"มีคนแจ้งข่าวเฮื่องเจ้ารัชทายาทไปทางฑูตเวียงภูคำประจำประเทศไทย ข้อยกะนึกว่าเจ้ารัชทายาทสิมาทางด่านตรวจคนเข้าเมือง กะเลยให้คนไปดักพาตัวมาก่อนที่คนของไอ้เซกองไปฮอด แต่บ่คึดว่า เจ้ารัชทายาทสิเข้ามาทางชายแดนที่เป็นป่าเป็นเขา"
"ไผสิโง่เข้ามาทางด่านเล่า คนของศัตรูเต็มไปเหมิด"
"แล้วเจ้ารัชทายาทของเฮากะเป็นนายทหารที่แข็งแกร่งอดทน ต่อให้ต้องเดินป่าข้ามภูเขาเป็นลูกๆ เพิ่นกะบ่ย่าน" สร้อยว่า
"แล้วนายคิดว่าพวกเราเป็นใคร ถึงได้จับตัวมา"
"ข้อยกะคึดว่า พวกเจ้าเป็นทหารรับจ้างที่ไอ้เซกองจ้างมาจากฝั่งไทย ข้อยต้องคอยส่งคนไปดักจับไว้เพื่อตัดกำลังพวกศัตรู ตอนนี้พอฮู้ว่าเจ้าหลวงยังมีชีวิตอยู่ ทุกคนกะหันมาร่วมมือร่วมใจกัน ทั้งทหารและตำรวจกว่าทั่วประเทศลุกฮือกันต่อต้านไอ้เซกอง สถานที่ราชการสำคัญๆเฮากะยึดคืนได้เกือบเหมิดแล้ว คุณชายท่านฑูตแนะนำว่า เป้าหมายสำคัญต่อไปคือ กรมโฆษณาการ เฮาสิได้ปิดกระบอกเสียงของไอ้เซกองมัน"
"เดี๋ยวๆนะ คุณชายท่านฑูตคนไหน" รัชชานนท์ถาม
"กะคุณชายที่ข้อยจับตัวมา บ่แม่น... คุณชายที่ข้อยซ่วยพาตัวออกมาจากด่านก่อนที่สิถูกพวกไอ้เซกองจับตัว พวกคุณชายจุฑาเทพ เจ้าบ่ฮู้จักดอก อ้อ ! ฝ่าพระบาท คุณชายคนโตเพิ่นให้มากราบทูลว่า เพิ่นกับน้องๆสิไปเฮ็ดตามแผนที่วางไว้ ฝ่าพระบาทบ่ต้องเป็นห่วง ไปซ่วยเจ้าหลวงได้โลด" โพนโฮงบอก
"นี่บักโพนโฮง คุณชายที่นายพูดถึงยังไม่ได้เป็นท่านฑูต เขายังเป็นเลขานุการโทประจำอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์"
"บ่ใช่เวลาที่สิมาเถียงเฮื่องนี้เด้อ คุณชายเล็ก" ทับทิมบอก
"ถ้าอย่างนั้นเราต้องรีบลงมือแล้ว บักโพนโฮง เราจะต้องเข้าไปในวังพูคำวงศ์ในวันนี้ คุณชายเล็กคนนี้จำแบบแปลนวังได้หมดแล้ว"
"จำได้กะบ่มีประโยชน์ เฮาต้องมีแผนการที่รัดกุมก่อน เกล้ากระหม่อมมีแผนที่สิเสนอฝ่าพระบาท พระเจ้าข้า"
ทับทิมจ้องโพนโฮง
"บ่ได้ !"
ทับทิมรู้ว่า แผนของโพนโฮงเป็นยังไง เพราะทับทิมเป็นสายข่าวให้พ่อใหญ่ รู้จักที่ทางในเวียงภูคำ และรู้จักโพนโฮงและมีเวลาช่วงหนึ่งที่อยู่ที่ค่ายกองกำลัง จึงพอรู้แผนจากโพนโฮงในตอนนั้น
ทับทิมสำทับกับรัชชานนท์
"บ่ได้อีหลี"

รัชชานนท์มองทับทิมอย่างสงสัย แล้วหันไปมองสร้อยตามสายตาของทับทิมแต่ยังไม่เข้าใจ

อ่านต่อหน้า 2
สุภาพบุรุษจุฑาเทพ คุณชายรัชชานนท์ ตอนที่ 12 อวสาน (ต่อ)

หน้าวังภูคำวงศ์ ตกอยู่ในบรรยากาศหดหู่ วังเวง ชาวบ้านกอดศพลูกร้องไห้อยู่ เสียงปืนยังดังขึ้นขู่

ชาวบ้านรีบอุ้มศพลูกวิ่งออกไป มีทหารซุ่มอยู่ตามมุมต่างๆบนตึกของวัง รัชชานนท์ ชัชวีร์ ทับทิมและโพนโฮงซุ่มอยู่ไกลๆมองไปที่หน้าวัง
"ถ้าบ่ใช้แผนของข้อย กะบ่มีทางที่สิเข้าไปในวังได้"
รัชชานนท์เข้าใจแผนแล้ว
"ฉันไม่เห็นด้วยกับแผนนี้เลยจริงๆ ถ้าหากว่าเกิดอะไรขึ้น"
รัชชานนท์ชะงักไม่กล้าแม้จะพูดต่อให้จบ
"ผมก็ไม่เห็นด้วย แต่เราไม่มีทางเลือกอื่นแล้วจริงๆ ถ้าผมเข้าไปเองได้ ผมเข้าไปแล้วล่ะครับ"
"บ่ได้ๆ ฝ่าพระบาทเฮ็ดจังสั้นบ่ได้ ชีวิตของฝ่าพระบาทมีค่าเกินกว่าที่สิเข้าไปเสี่ยง ที่จริงฝ่าพระบาทบ่ควรมาด้วยเลย ควรรออยู่ที่กองกำลังสิปลอดภัยกว่า" โพนโฮงบอก
"ฉันจะรออยู่เฉยได้ยังไง ในขณะที่ทุกคนกำลังเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ไม่มีใครเคยเข้าไปในวังพูคำวงศ์ได้เลยเหรอ"
"วังพูคำวงศ์มีการคุ้มกันแน่นหนา พระเจ้าข้า คนของหมู่เฮาที่แอบเข้าไปได้ แต่กะบ่เคยมีไผกลับออกมาได้ซักคน ถ้าบ่ถูกจับขังคุกกะคงถูกฆ่าตายไปแล้ว"
"แล้วแผนการครั้งนี้ มันต่างอะไรกับแผนการก่อนหน้านี้" รัชชานนท์ถาม
"กะแผนครั้งนี้เฮาได้อีสร้อยเป็นคนไปเปิดทางให้จังได๋เล่า คุณชาย เฮาสิซ่วยเจ้าหลวงได้บ่ กะคงขึ้นอยู่กับอีสร้อยเพียงผู้เดียว"
รัชชานนท์กระวนกระวายใจเป็นห่วงสร้อยมาก

บริเวณทางเดิน ในวังพูคำวงศ์ ทหาร 2 คนเดินนำหน้ากลุ่มนางฟ้อนเข้ามา สร้อยกับจ่อยในคราบนางฟ้อนปะปนอยู่ในกลุ่มนางฟ้อนจนกลมกลืน มีจ่อยเป็นนางฟ้อนร่างใหญ่ราวกับกะเทย
จ่อยขยับตัวยุกยิกไปมาอย่างไม่คุ้นเคยกับชุดผู้หญิง
"อีสร้อย"
"เงียบไว้ อย่าเพิ่งเว้าอะหยัง"
สร้อยมองไปด้านหลัง เห็นทหารอีก 2 คน เมื่อเห็นทุกอย่างเรียบร้อยแล้วก็ผละออกไป
"ข้อยคันคะเยอไปเหมิดทั้งโตเลย หายใจกะบ่ออก"
"ไผให้เจ้าตามมาล่ะ ข้อยบอกแล้วว่า ข้อยมาผู้เดียวได้"
"เป็นหยังต้องปลอมตัวเป็นนางฟ้อนนางรำด้วยวะ"
ทหารเวียงที่เดินอยู่ข้างหน้า หันซ้ายมองขวาเหมือนได้ยินเสียงผู้ชายแว่วๆ
สร้อยเสียงเบาลง
"บักโพนโฮงก็บอกแล้วจังได๋ มีแต่นางฟ้อนกะซำนั้นที่เข้ามาในวังได้โดยง่าย รับรองว่าบ่มีไผจับได้ ไอ้พวกทหารพอเห็นแม่หญิงกะหน้ามืดตามัวบ่สังเกตอะหยัง เข้าใจแล้วบ่"
"เอ้า! พวกนางฟ้อนเข้าไปนั่งรอห้องพู้น ไป เดี๋ยวอีกครึ่งชั่วโมงถึงเวลาแสดงเด้อ เตรียมโตให้พร้อม"
กลุ่มนางฟ้อนทยอยกันเข้าไป จ่อยเกาะแจอยู่กับสร้อยรั้งท้าย
"แล้วเจ้าฮู้บ่ นางฟ้อนกะคือนางโลมดีๆนี่เอง"
"อย่าเพิ่งไป"
วีระวงส์เกาะหมับที่แขนของสร้อย เธอตกใจหันไปเกือบจะชกหน้า แต่ยั้งมือไว้ทันเมื่อเห็นว่าเป็นวีระวงส์ที่ดูเป็นเจ้าคนนายคน เลยไม่กล้าทำอะไรกลัวแผนแตก
"ไปฟ้อนให้ข้อยเบิ่งที่ห้อง ไปๆ"
วีระวงส์ลากตัวสร้อยออกไป จ่อยยืนมองตาปริบๆ ทำอะไรไม่ได้ ทหารเวียงกำลังมองจ่อยตาปริบๆเช่นกัน รู้สึกนางฟ้อนคนนี้ดูประหลาดมาก จ่อยรีบเอาผ้าปิดหน้าแล้วรีบเดินออก

โพนโฮงนำทางพาทุกคนมาที่อุโมงค์ลับที่เชื่อมต่อที่จะเข้าวังพูคำวงศ์ได้

วีระวงส์ลากสร้อยเข้ามาในห้องนอน สร้อยสะบัดตัวออกจากวีระวงส์อย่างรังเกียจ ก่อนถอยกรูดไปติดฝาผนังห้อง วีระวงส์ถอดเสื้อชั้นนอกออกแล้วเดินไปที่เตียง
"ท่าน...ท่าน...สิอยากดูข้อยฟ้อนแม่นบ่ แต่บ่มีดนตรี แล้วข้อยสิฟ้อนได้จังได๋"
"เจ้านี่เฮ็ดโตไร้เดียงสาแท้ บ่ฮู้อีหลีบ่ว่า ข้อยต้องการเบิ่งอะหยัง เดี๋ยวก่อน นี่เจ้าบ่ฮู้จักข้อยบ่"
"ข้อยเพิ่งมาจากบ้านนอกไกลปืนเที่ยง บ่ฮู้เฮื่องฮู้ฮาวอะหยัง ถ้าข้อยเฮ็ดสิ่งใดหรือเว้าอะหยังบ่ถูกบ่ควร กะอภัยให้ข้อยด้วยนะ ท่าน...ท่าน"
"ท่านวีระวงส์..ข้อยคือเจ้าวีระวงส์ ผู้ที่สิเป็นเจ้าหลวงองค์ต่อไป เจ้ามีบุญหลายเด้อที่ได้มาฮับใช้ปรนนิบัติข้อย..มานั่งข้างๆข้อย มา"
วีระวงส์นั่งลงบนเตียงแล้วตบที่เตียงเบา พลางยิ้มตาเยิ้มใส่สร้อย
"ข้อยบอกให้มานั่งข้างๆข้อยจังได๋เล่า"
สร้อยรีรอแล้วค่อยๆ ไปนั่งที่เตียงแต่นั่งห่างออกไป วีระวงส์ขยับเข้าไปใกล้
"เจ้าเพิ่งแตกเนื้อสาว บ่เคยต้องมือชายล่ะซิ ดีล่ะ ข้อยสิสอนบทเรียนฮักให้กับเจ้าเอง ถ้าเจ้าปรนนิบัติข้อยได้ถูกใจ แล้วข้อยสิตกรางวัลให้อย่างงาม ดีบ่ดีข้อยให้เจ้าย้ายเข้ามาอยู่ในวัง ได้ใช้ชีวิตสุขซำบายคือเจ้าหญิงเลยนา"
วีระวงส์กระโจนเข้าหาสร้อยในเวลาเดียวกับที่เซกองเปิดประตูผลัวะเข้ามาพอดี เซกองเสียงดังลั่น
"วีระวงส์"
วีระวงส์กระเด้งผละออกจากสร้อยก่อนที่จะถูกสร้อยถีบออกมา
"เซกอง"
สร้อยหันขวับไปจ้องเซกองทันที แต่เซกองไม่สนใจสร้อย มัวแต่เล่นงานวีระวงส์
"ในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานจังซี้ เจ้ายังมีแก่ใจเอิ้นแม่หญิงมากกกอดอีกเรอะ ออกไปกับข้อยเดี๋ยวนี้ เฮามีเฮื่องเตรียมตัวอีกหลาย ไป ฟ่าว ไป"
เซกองเดินโครมๆ ออกไป วีระวงส์คว้าเสื้อตัวนอกมาใส่มือไม้สั่น
"เจ้า..เจ้ารออยู่ในห้องนี้ก่อน ประเดี๋ยวข้อยสิกลับมา"
วีระวงส์รีบตามเซกองออกไป สร้อยรีบลุกจะตามไปแล้วต้องถอยหลังร่นเข้าห้อง ทหาร 2 คนเดินยิ้มกริ่มเข้ามาเมื่อเห็นโอกาสเหมาะ
"เจ้าฟ่าวไปไส อีกโดนกว่าเจ้าวีระวงส์สิกลับมา เฮาสิซ่วยเจ้าคลายเหงาเอง" ทหารคนแรกบอก
ทหารคนที่ 2 บอก
"อดอยากปากแห้งมาหลายเดือน แล้วมื้อนี้พี่ขอแล้วกันนะ น้องคนงาม"
ทหาร 2 คนรุกเข้าไปหาสร้อยอย่างเร็ว จ่อยบุกเข้ามากระชากตัวทหารคนที่ 1 ออกมาแล้วยำเละ ส่วนสร้อยฉวยของใกล้มือฟาดหัวทหารคนที่ 2 แล้วถีบซ้ำจนเซไป จ่อยซัดอีกสองหมัด

ทหารเวียงทั้งสองสิ้นฤทธิ์หมดสติไป สร้อยกับจ่อยรีบถอดชุดทหารของพวกมันออก
นายพลเซกองกับวีระวงส์เดินไปทางห้องโถงใหญ่ เซกองด่าว่าวีระวงส์ไปตลอดทาง

"ข้อยอุตส่าห์เลือกเจ้าแล้ว เป็นหยังบ่ฮู้จักหน้าที่ของโตเอง เป็นหยังข้อยต้องคอยสอนเจ้าทุกเฮื่อง เจ้าโง่เง่าเบาปัญญาควบคุมง่าย แต่นี่มันโง่เง่าเกินทน เวลานี้มันเป็นเวลาอะหยัง เฮาพลาดบ่ได้ ถ้าพลาดเฮา ได้กลับบ้านเก่ากันแน่"
สร้อยกับจ่อยในชุดทหารย่องออกจากห้องนอน สร้อยจ้องมองตามเซกองไปอย่างเกลียดจัง เธอขยับจะไปหาเซกอง แต่จ่อยดึงตัวไว้พลางดึงกระดาษแผนที่บอกทางไปประตูลับ
กลุ่มทหาร 2 คนเดินเข้ามา สร้อยกับจ่อยทำหน้าตายเดินสวนออกไป
"เจ้าสองคนน่ะ ! เซาก่อน" ทหารคนที่ 3 บอก
สร้อยกับจ่อยหยุดนิ่ง จ่อยขยับตัวไปบังสร้อยไว้ครึ่งตัว,ทั้งคู่ยืนนิ่งลุ้นแทบกลั้นหายใจ

โพนโฮงนำทุกคนมาถึงหน้าประตูทางลับเข้าวังพูคำวงศ์ พอดีกับเวลาที่นัดกับสร้อยไว้ ทุกอย่างเงียบกริบ รัชชานนท์กับชัชวีร์ช่วยกันกระแทกประตู แต่ประตูไม่ขยับ !!
"นี่มันถึงเวลาแล้ว"
"สร้อยฟ้าต้องเอาตัวรอดได้แน่"
"มันกะบ่แน่ดอก ฝ่าพระบาท มื้อนี้ไอ้เซกองเพิ่มกำลังทหารเป็นสองเท่า มันอาจสิฮู้ตัวกะได้ว่า พวกเฮากำลังเฮ็ดอะหยังกันอยู่" โพนโฮงบอก
"บ่เว้า กะบ่มีไผว่า เจ้าบ่มีปากดอก บักโพน" ทับทิมบอก
"ใจเย็นๆ นะครับ พี่ชายเล็ก รอไปอีกซักหน่อย ผมเชื่อในตัวสร้อยฟ้า" ชัชวีร์บอก
รัชชานนท์ยังคงร้อนใจเป็นห่วงสร้อยอยู่

สร้อยกับจ่อยยืนนิ่ง สร้อยค่อยๆ ขยับแตะปืนที่เอว เตรียมพร้อมรับมือ ทหารคนที่ 3 ตบไปที่อกของจ่อยอย่างแรง จนแผนที่ของวังแลบออกมาให้เสียวไส้เล่น
"ติดกระดุมให้เฮียบฮ้อย ! เป็นทหารต้องฮู้จักฮักษาระเบียบวินัย"
ทหารทั้งสองเดินออกไป พลางบ่นด่าอย่างเกลียดชังดูหมิ่น
"ไอ้พวกทหารรับจ้าง"
สร้อยกับจ่อยรอจนทหารทั้งสองเดินลับตาออกไป ทั้งสองรีบวิ่งตามทางที่ตรงไปประตูลับ ทหาร 4 คนเดินเข้าหยุดคุยกันอย่างเคร่งเครียด สร้อยกับจ่อยหลบวูบหามุมที่ซ่อนตัว
"หนีไปตอนนี้ดีกว่า ก่อนที่จะไม่มีโอกาสหนี" ทหารคนที่ 4 บอก
"นั่นน
10 จากทั้งหมด 16 รูป
ข่าวอื่นในหมวด
กำลังโหลดความคิดเห็น...