xs
sm
md
lg

มายาตวัน ตอนที่ 4

เผยแพร่:

มายาตวัน ตอนที่ 4

มัทนาไม่คาดคิด เธอเห็นเขตต์ตวันยืนหน้านิ่ง เงยหน้ามองอยู่ใต้ต้นไม้ด้านในรั้วบ้าน
เขตต์ตะวันเสียงเข้ม

“ทำอะไรสาวน้อย”
มัทนาหยุดกึก ตาเบิกกว้างและลดกล้องลง เมื่อก้มมองก็ตกใจมากจนเสียหลักตกต้นไม้ลงมา
เธอร้องลั่นเหลือบตามองเขตต์ตวันที่อ้าแขนเตรียมรับเธอ แต่มัทนากลับตกลงที่พื้นทรายนุ่มอย่างแรง เพราะเขตต์ตวันขยับตัวออกหน้าตาเฉย ไม่เหมือนที่มัทนาแอบคิดไว้
“ฉันไม่ใช่พระเอกหนังอย่างที่เธอคิด”
แม้ทรายจะนุ่มแต่มัทนาก็เจ็บจุกสะเทือนร้าวไปทั้งตัว ลุกไม่ขึ้น เหลือบตาขึ้นมองเขตต์ตวันหมดแรงจะโต้ตอบ
“คุณจะฆ่าฉัน”
“เธอทำตัวเธอเอง มันคือบทลงโทษที่สาสมสำหรับการกระทำของเธอ”
เขตต์ตวันก้าวไปก้มเก็บกล้องถ่ายรูป มัทนาตาเบิกโพลงรวมแรงเฮือกสุดท้ายพุ่งไปกระชากกล้องคืน แต่เขาไวกว่าแย่งไปได้
มัทนาถลาไปกระแทกพื้น เจ็บจุกซ้ำเข้าไปอีก มัทนาคุกเข่าอ้อนวอนเมื่อเห็นเขตต์ตวันยกกล้องขึ้นสูง
“อย่าทุบมันทิ้งนะ มันสำคัญกับฉันมาก รู้มั้ยฉันต้องเก็บเงินอยู่ตั้งหลายปีกว่าจะซื้อมันได้”
มัทนาใจหายวูบ ลืมเจ็บ รีบลุกขึ้นยืนพูดอ้อนวอนให้เห็นใจ
“มัทต้องอดกินช็อกโกแล็ตอยู่ตั้ง 4 ปี”
เขตต์ตวันไม่แคร์ เปิดกล้องเอาเมมโมรี่การ์ดออกมา มัทนาตกใจมาก ชี้ไปที่เมมโมรี่การ์ด
“อันนั้นกว่าจะได้ก็ต้องอดกินไอติมตั้งนานเหมือนกัน”
เขตต์ตวันชู 2 สิ่ง 2 มือแล้วยิ้มมุมปาก
“ไอศกรีม กับ ช็อกโกแล็ต”
มัทนาพยักหน้ารัว ยกมือไหว้ ส่งสายตาละห้อยอ้อนวอน
“4 ปีเต็มๆ ตอนฉันเป็นนักศึกษา ขอกล้องฉันคืนเถอะนะ”
เขตต์ตวันดูผ่อนคลายขึ้นเพราะความที่มัทนาน่าเอ็นดู
“ถ่ายรูปอะไรไว้มั่ง”
“ก็ไม่มีอะไรมากหรอกค่ะ เก็บภาพที่โรงแรม พวกชายหาด แล้วก็บ้านพักคุณ”
“เห็นภาพลิซ่ากับบุษย์ทะเลาะกันร่วมเฟรมด้วย คงแต่งเรื่องเขียนข่าวได้สนุกไปเลย”
มัทนาเสียงแข็ง
“ฉันไม่ได้ถ่ายเอาไว้ ฉันรับรอง”
เขตต์ตะวันสีหน้าดูถูก
“นักข่าวอย่างพวกเธอ มีเกียรติอะไรมารับรองแต่ก็ดีที่ไม่ถ่ายเอาไว้ ถ้ารูปพวกนั้นลงหนังสือเธอเมื่อไหร่ใบศาลส่งถึงมือเธอแน่”
มัทนาชักเคืองที่ถูกพูดจาดูถูก
“สยามสารเขียนแต่เรื่องจริง ไม่มีการเสนอข่าวแบบตอกไข่ใส่สีเด็ดขาด”
เขตต์ตวันเค่นขำพร้อมยิ้มเหยียด
“พวกนักข่าวอย่างเธอน่ะเหรอะจะเสนอแต่ความจริง”
มัทนาสีหน้าไม่พอใจ
“2 ครั้งซ้อนแล้วนะที่คุณพูดจาดูถูกอาชีพฉัน คุณคงเจอแต่นักข่าวไม่ดีมามาก ทำไมไม่ลองเปิดโอกาสให้ฉันพิสูจน์ให้คุณเห็นมั่งล่ะ ว่านักข่าวก็ไม่ได้เลวร้ายไปซะหมดอย่างที่คุณคิด”
เขตต์ตวันตัดบทตอบเสียงห้วน ก่อนโชว์เมมโมรี่การ์ด
“ไม่มีความจำเป็นที่ฉันต้องลอง อันนี้ฉันขอ ส่วนกล้องเอาคืนไป”
เขตต์ตวันโยนกล้องคืนให้ มัทนาร้องตกใจเล็กน้อย รับกล้องเอาไว้เกือบไม่ทัน เขาเดินไปหยิบเป้มัทนาขึ้นมา เปิดค้นดูเล็กน้อย
“ไม่มีอะไรหรอกน่ะ ของใช้ส่วนตัวทั้งนั้นแหละ”
เขตต์ตวันค้นจนแน่ใจว่าไม่มีอะไร จึงเงยหน้ามองมัทนา
“สาวน้อย หันหลังกลับไปซะ แล้วจำไว้ด้วยอย่าให้ฉันเห็นหน้าเธอ หรือกล้องของเธอแถวนี้อีก” เขาโยนเป้ใส่มัทนา เธอกอดเป้เอาไว้ทัน ก่อนจะพูดไปด้วยเสียงตะกุกตะกัก แบบกล้าๆ กลัวๆ
“ฉันอยากจะขอสัมภาษณ์คุณ”
“ลืมมันซะ” เขตต์ตะวันหันไปตะโกนเรียกทางหน้าบ้าน
“เปี๊ยก เปี๊ยก”
เปี๊ยกวิ่งหน้าเลิ่กมาตามเสียง สีหน้าเกรงกลัว หมวกก็หล่นตก เปี๊ยกเก็บอยู่ไปมา
“น้องมัท มาได้ยังไง” เปี๊ยกถามด้วยความประหลาดใจ
“ พาตัวออกไปส่งหน้าบ้าน อย่าให้ย้อนกลับเข้ามาได้อีก ไม่งั้นฉันจะเปลี่ยนยามใหม่” เขตต์ตวันบอก
เปี๊ยกแหยปนกลัว ตะเบ๊ะรับ
“ครับคุณปอน...ไปเถอะน้องมัท”
มัทนายังตื้อไม่เลิก
“งั้นฉันกลับไปก่อนนะคะ พอคุณอารมณ์ดีเราค่อยคุยกันใหม่”
เขตต์ตวันตวาดสวน
“ไม่มีครั้งต่อไปแล้ว จำไว้”
เขตต์ตวันจ้องหน้าเดินเข้าหาพูดเน้นชัด ทีละคำ
“อย่าให้ฉันเห็นหน้าเธออีก”
มัทนา ถอยห่างไปเล็กน้อย ก่อนฝืนยิ้ม
“งั้นฉันไปก่อนนะคะ แล้วจะติดต่อมาใหม่วันหลัง”
มัทนาวิ่งหนีไปเลย เปี๊ยกวิ่งกวดตามไป
“รอด้วยน้องมัท”
“เอากะมันสิ”
เขตต์ตวันถอนใจส่ายหน้า ฝนโปรยปรายเป็นละอองลงมาอีก เขตต์ตวันยกมือขึ้นบังฝนเดินเร็วกลับเข้าบ้านไป

มัทนาวิ่งฝ่าละอองฝนตามถนนไป เปี๊ยกยืนมองส่งยกมือบ๊าย บายอยู่กลางถนน
“โชคดีนะน้องมัทแล้วเจอกันใหม่” เปี๊ยกตะโกนบอกก่อนจะวิ่งหลบฝนเข้าบ้านไป
มัทนาเพิ่งรู้สึกตัว หยุดวิ่งก้มดูเท้าตัวเอง ปรากฏว่า วิ่งเท้าเปล่า
“ตายแล้ว รองเท้าคู่บุญของฉัน”
ฝนตกแรงขึ้น มัทนาวิ่งกอดเป้ห่อกล้องไว้เพราะกลัวเปียกฝน เธอวิ่งฝ่าฝนไปหาที่หลบให้ได้เร็วที่สุด

ในเวลาต่อมา เอกชัยกำลังเถียงอยู่กับลลิสาและชลบุษย์ที่โถงบ้าน เอกชัยพูดด้วยความหงุดหงิด
“จะเดินทางอยู่วันนี้แล้ว ยังมาทะเลาะกันอีก”
“ถ้าไม่มีคนมาวางอำนาจ ลิซ่าก็ไม่อยากมีปัญหาหรอกค่ะคุณเอก”
“ใครกันแน่ที่วางอำนาจ เสื้อผ้าทั้งโชว์เราประชุมวางไว้หมดแล้ว เธอมีสิทธิ์อะไรจะมาเปลี่ยน อยากใส่ชุดนั้น ไม่อยากใส่ชุดนี้” ชลบุษย์ว่า
“แต่คุณปอนสรุปว่าโอเคทั้ง 2 ชุดให้ฉันเลือกว่าอยากใส่ชุดไหน ไม่ใช่ให้เธอเลือก”
“เธอไม่ได้เข้าประชุมด้วยทำเป็นรู้ดี” ชลบุษย์ทิ้งค้อนใส่
ลลิสาเหยียดปากหยัน
“ถึงฉันไม่ได้เข้าประชุม คุณปอนก็รายงานทุกอย่างฉันบนเตียงอยู่แล้วล่ะ”
เอกชัยถอนใจด้วยความเซ็ง
ชลบุษย์โกรธปนหมั่นไส้จนกำมือแน่น
“พอทีเถอะ...นี่ถ้าไม่ติดว่าไม่มีใครอยู่บ้าน แล้วฉันต้องช่วยปอนเตรียมงานโชว์เดือนหน้า ฉันไม่ปล่อยให้ไปกันเองตามลำพังหรอก ไว้ใจใครไม่ได้เลยจริงๆ”

ชลบุษย์ทิ้งค้อนใส่ลลิสาอีกขวับ
ลลิสาสงสัยขึ้นมา

“เอ้อ แล้วนี่เยาะกับป้าหน่อยลาไปไหน ฉันไม่เห็นรู้เรื่องเลย”
“ป้าหน่อยไปช่วยลูกชายเลี้ยงหลานเพิ่งคลอด ส่วนเยาะไปรับเด็กรับใช้ใหม่...ได้โปรดเถอะ ช่วยอยู่กันอย่างสงบอย่าเพิ่งสร้างความวุ่นวายอะไรอีกเลย อยากให้ปอนมันอารมณ์เสียอีกรึไง” เอกชัยว่า
ลลิสาถอนหายใจพรวดออกมาแรงๆ
เขตต์ตวันวิ่งกลับเข้ามาที่โถง ปัดละอองฝนที่เปื้อนตัวออกเล็กน้อย
“อ้าวฝนตกเหรอะ”
“นิดหน่อย”
เขตต์ตวันเห็นทุกคนหน้าบึ้งใส่กันก็ถาม
“มีปัญหาอะไรกันรึเปล่า”
ทุกคนพร้อมใจกันตอบ “เปล่า” โดยไม่ได้นัดหมาย สองสาวทิ้งค้อนใส่กันอีกขวับ
“ไม่มีอะไรก็เตรียมตัวเดินทาง ทีมงานรออยู่ที่สนามบินครบแล้ว ฉันขอเปลี่ยนเสื้อก่อน” เขตต์ตวันเดินขึ้นบ้านไป
“ขอบคุณที่ให้ความร่วมมือ”
ลลิสาสะบัดหน้าพรืดเดินตามตวันขึ้นชั้นบนไป
“ผมขอร้องล่ะบุษย์ ยอมๆเค้าไปก่อนเสร็จงานที่มาเลย์ต้องไปเดินต่อที่สิงคโปร์อีกนะ อย่าให้เสียงานใหญ่” เอกชัยบอก
“ค่ะคุณเอก บุษย์จะอดทนให้ถึงที่สุดค่ะ” ชลบุษย์สะบัดหน้าเดินนำออกไปทางหน้าบ้าน
เอกชัยถอนใจทิ้งมือตบขาข้างตัวทั้งสองข้างก่อนเดินไปเอาของทางในห้องทำงาน

มัทนาวิ่งเปียกปอนเข้าโรงแรมมากดลิฟท์ ยืนรอด้วยอาการท่าทางหนาวๆ เธอรีบวิ่งเข้าลิฟท์ด้วยเท้าเปล่า ทั้งหนาวทั้งอาย

เวลาต่อมาในห้องพัก มัทนาอาบน้ำเรียกร้อยใส่ชุดอุ่นสบายนั่งอยู่ที่โซฟามุมห้องพัก
“ค่อยอุ่นขึ้นหน่อย”
เสียงโทรศัพท์ห้องดังขัดขึ้น มัทนาลุกไปรับโทรศัพท์
“สวัสดีค่ะ”
“ผมเชนนะ”
“อ๋อ ค่ะ มีอะไรคะ”
เชนที่กึ่งนั่งกึ่งนอนคุยโทรศัพท์อยู่บนเตียง
“เย็นนี้ทานข้าวกันมั้ย ผมเลี้ยงเอง”
มัทนาอึกอัก
“คือ มัทว่า...”
“ยังโกรธผมเรื่องเมื่อวานเหรอ ผมขอโทษนะมัท ผมอารมณ์เสียมาด้วย แล้วผมก็ไม่ชอบถ่ายรูปจริงๆ”
“อ๋อ ไม่ใช่หรอกค่ะ”
“มัทไม่ได้โกรธอะไรคุณเชน มัทเข้าใจ มัทก็ไม่ชอบให้ใครว่ามัทอ้วน เหมือนกับคุณเชนไม่ชอบถ่ายรูปแหละค่ะ”
“แล้วทำไมมัทอึกอักเหมือนไม่อยากไปทานข้าวกับผมล่ะครับ”
“คือมัทลืมรองเท้าไว้บ้านคุณตวัน ตอนนี้เหลือแต่รองเท้าแตะขนปุย”
เชนหัวเราะ
“เราไปแวะซื้อใหม่ก็ได้นี่ครับ”
“ไม่ได้หรอกค่ะ รองเท้าคู่บุญของมัท ถ้ามัทไม่เห็นกับตาว่าเค้าตายในหน้าที่ มัทไม่มีทางซื้อรองเท้าคู่ใหม่หรอกค่ะ”
“งั้นเราทานร้านอาหารในโรงแรมก็ได้ เค้าไม่กล้าไล่ลูกค้าโรงแรมหรอก”
“งั้นก็ตกลงค่ะ....ค่ะ เจอกันค่ะ”
มัทนาวางหูโทรศัพท์ก่อนถอดรองเท้าแตะรูปสัตว์ขนปุยไว้ข้างเตียงก่อนขึ้นเตียงนอนพักผ่อนเอาแรงซักงีบ

บ้านวันนั้น ณ ชุมชนแห่งหนึ่ง มีคณาอยู่ในลุคสาวใหญ่จัดจ้าน ดัดผมปล่อยสยาย ไม่ใส่แว่น แต่งหน้าจัด เธอทำตามที่สาระวารีแนะนำเป๊ะ มีคณายืนคุยกับคนร้ายที่มากับเด็กสาว 2 คนที่ดูหวาดกลัว
คนร้ายบอกเด็กว่า
“พี่เค้าใจดี พาไปทำงานร้านอาหาร ไม่ต้องกลัวเค้าหรอก จะได้มีเงินส่งไปบ้านไงล่ะ”
มีคณายิ้มแย้มเพ่งมองเด็กสาว
“มาหาเจ๊สิจ๊ะ”
มีคณาไม่ได้ใส่แว่นมองไปที่เด็กสาวสองคน แต่ดูไม่ชัด เห็นรูปร่างเป็นผู้หญิงแต่ไม่ชัดพอจะเก็บรายละเอียดของหน้าตาได้อย่างชัดเจน เด็กสาวสองคนค่อยๆเดินมาหาเธอ คนร้ายแบมือเรียกเงิน
มีคณาหยิบเงินสดออกมาจากกระเป๋า ยื่นให้คนร้าย...
“นับดูเดี๋ยวนี้เลยจะได้ไม่มีปัญหา”
คนร้ายจะรับเงินไปแต่มีคณาจับเงินแน่นดึงยื้อเอาไว้
ทันใดนั้นเองหิรัณย์และตำรวจอีก 2 นายก็ออกจากที่ซ่อน...หิรัณย์อยู่ในมุมด้านหลังของมีคณา
ไม่เห็นหน้าเธอถนัดนัก คนร้ายว่องไวเห็นผิดสังเกตเลยกระชากแขนเด็กสาวคนหนึ่งมาล็อกแขนเอาไว้ จนเด็กสาวร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด
มีคณาสีหน้าโกรธจัด ชิงชังคนร้ายที่ทำรุนแรงกับเด็กสาวอย่างเห็นได้ชัด จึงโดดเข้าล็อกคอคนร้ายทันทีอย่างไม่กลัวอันตราย เด็กสาวเลยหนีออกไปหาเพื่อนได้
หิรัณย์เล็งปืนขู่
“มอบตัวซะดีๆ”
คนร้ายกระทุ้งศอกใส่มีคณา และเหวี่ยงจนเธอล้มไปแล้ววิ่งตะบึงหนีไปทันที มีคณาสีหน้าเจ็บใจ ของขึ้น วิ่งกวดคนร้ายไปทันทีอย่างไม่กลัวตาย หิรัณย์ตกใจปนเป็นห่วง
“เดี๋ยวสิคุณ”
หิรัณย์วิ่งตามมีคณาไป

มีคณาวิ่งไล่ตามคนร้ายมาอย่างเอาเป็นเอาตาย หิรัณย์วิ่งกวดตามมาติดๆ ด้วยความเป็นห่วง
หิรัณย์ยิงปืนขู่ขึ้นฟ้า คนร้ายตกใจรีบพุ่งตัวหลบคิดว่าถูกยิงปืนใส่ ทำให้เสียหลักสะดุดล้มไปกับพื้น นอนยกมือยอมแพ้
มีคณามองไม่เห็น ยังของขึ้นไม่หาย หันซ้ายขวาคว้าไม้เหมาะมือข้างทางตรงปรี่ไปฟาดใส่คนร้ายอย่างไม่ยั้งมือ...
มีคณามีสีหน้าชิงชัง หลับหูหลับตาฟาด
“โอ๊ย ๆ พอแล้วครับ ผมตำรวจ”
มีคณาได้สติลืมตา เพ่งมองเห็นหิรัณย์ก้มหน้างุดด้วยความกลัวว่าจะโดนฟาดโดนหน้า
มีคณายิ้มแหย รีบโยนไม้ทิ้ง
“ขอโทษค่ะ เจ็บมั้ยคะ”
หิรัณย์ขยับตัวออก ก้มหน้างุด นวดคอเอี้ยวไปมาเลยไม่ได้มองหน้าเธออย่างจะๆ
“อีกไม้เดียว เรียกรถพยาบาลได้เลย”
หิรัณย์หงุดหงิดปนเซ็ง ตำรวจอีกนายรีบวิ่งเข้ามาช่วยจับตัวคนร้ายไป
หิรัณย์หันมามองมีคณา
“ขอบคุณมากนะครับที่ช่วยจับคนร้าย”
มีคณาก้มหน้าพร้อมดึงผมมาปิดหน้า รู้สึกอับอายมากที่ฟาดหิรัณย์เต็มเหนี่ยว
“ฉันไม่ชอบผู้ชายที่ใช้ความรุนแรงกับผู้หญิงอยู่แล้ว เห็นแล้วของมันขึ้น
หิรัณย์ยังคงเอี้ยวตัวนวดหลังไปมาพลางบ่น
“แรงควายขนาดนี้ ไม่บอกก็เชื่อว่าเราเป็นผู้ชายเหมือนกัน”

มีคณาตกใจ ตาเบิกโพลง เงยหน้ามองไปที่หิรัณย์ด้วยสายตาเบลอๆเพราะไม่ได้ใส่แว่น
อ่านต่อเวลา 17.00น.
ภายในห้องทำงาน ไชยวัฒน์หัวเราะชอบใจ มีคณาต่อว่าบ.ก.อย่างอายๆ

“บอกอไปบอกเค้าว่ามี่เป็นสาวประเภทสองได้ยังไงคะ”
สาระวารีนั่งขำๆ ชอบใจอยู่ไม่ห่างนัก.... มีคณาเปลี่ยนชุดกลับมาอยู่ในลุคเดิมแล้ว
เธอหยิกแขนเพื่อนเล็กน้อย
“เพราะเธอด้วยแหละ แนะนำไม่ให้ฉันใส่แว่น ดีนะฉันไปฟาดเค้าตาย”
“ใครจะคิดว่าเธอจะพาซื่อ แต่งตัวตามที่ฉันแนะนำเด๊ะขนาดนั้นล่ะ”
“เอาล่ะ ไม่ต้องฟาดงวงฟาดงา ก็ผมเห็นว่างานมันเสี่ยงขนาดนั้น ขืนบอกว่ามี่เป็นผู้หญิงก็อดน่ะสิ พี่หาลู่ทางทำเพื่อมี่นะ เห็นมั้ย ได้ช่วยเด็กสมใจ ได้ทั้งข่าวได้ทั้งบุญ”
ไชยวัฒน์ยิ้มชื่นชม
“ถูก ยิ่งผู้หญิงลุคเรียบร้อยงุ๊งงิ๊งอย่างเธอ เค้ากลัวเสียแผนไม่ให้ทำหรอก”
“พี่คุยโม้ซะเสร็จสรรพว่ามี่เป็นนักเทควอนโด้ทีมชาติ”
ไชยวัฒน์หัวเราะชอบใจต่อ
“ต่อไปมี่ไม่กล้าสู้หน้าเค้าแล้วล่ะ”
มีคณาหน้าจ๋อยนั่งลง สาระวารีเหล่มองอย่างสงสัยแถมยิ้มกระเซ้า
“ทำไมล่ะ แคร์อะไรหรือว่าแอบสนใจเค้า”
มีคณาผลักสาระวารีไปเบาๆ
“บ้า หน้าเค้าฉันยังไม่ทันเห็นเลย”
สาระวารีขำๆบอก
“เห็นก็เบลอ ยัยแว่นเอ๊ย”
“ฉันก้มหน้าเกือบตาย กลัวเค้าจำได้ นักข่าวทำร้ายตำรวจเจอหมายหัวแน่ ไม่รู้จะต้องเจอกันอีกรึเปล่า”
ไชยวัฒน์และสาระวารีได้แต่ขำๆ กับเหตุการณ์ที่เกิดกับมีคณาในวันนี้
“อยู่ในเหตุการณ์ขนาดนี้ เขียนสกู๊ปให้มันหยดเลยนะมี่”
สาระวารีกระเซ้าอีก
“เรื่องทำร้ายเจ้าพนักงานเอาด้วยมั้ยคะบ.ก.”
มีคณาหมั่นไส้ปนเจ็บใจตรงเข้าไปบีบคอเขย่าสาระวารี ไชยวัฒน์ได้แต่หัวเราะชอบใจไปมา

เวลาหัวค่ำ เขตต์ตวันและเอกชัยถือแก้วไวน์ยืนคุยกันอยู่ที่ระเบียงบ้าน
“วันนี้เด็กนั่นมาอีกแล้วนะ”
“เด็กที่ไหน อย่าบอกนะว่าเดอะมัทนักข่าว”
“จะใครซะอีกล่ะ”
เอกชัยขำๆบอก
“ตื๊อจริงๆ คราวนี้มาไม้ไหนอีกล่ะ”
“ปีนต้นไม้มาน่ะสิ”
“เฮ้ย แสบขนาดนั้นเลยเหรอะ”
“ดีนะไม่ตกลงมาตาย”
“แกทำรุนแรงอะไรกับเด็กนั่นรึเปล่า”
เขตต์ตะวันยักไหล่
“ฉันไม่ได้ทำอะไร แค่เรียกก็ตกใจตกลงมาเอง”
“ดีนะไม่ตกมาคอหักตาย” เอกชัยพูดอย่างเป็นห่วง
“ตายคงสิงอยู่บ้านเรา ไม่ไปไหนแน่” เขตต์ตวันพูดพลางส่ายหน้า
เอกชัยขำๆบอก
“ก็เกินไป..”
“ความสูงแค่นั้นไม่ถึงกับตายหรอก อย่างมากก็แค่ขาหัก”
เอกชัยส่ายหน้า
“แต่เด็กนี่มีความมุ่งมั่นดีจริงๆนะ เป็นนักข่าวคนอื่นเปิดไปนานแล้ว”
“ทั้งมุ่งมั่นทั้งหน้าด้านหน้าทน โดนเค้าจับได้คาหนังคาเขา ยังมีหน้ามาขอสัมภาษณ์อีก”
“แล้วแกยอมมั้ย”
“ไล่ตะเพิดไปน่ะสิ ยังมีหน้ามาบอกอีกนะ รอฉันอารมณ์ดีแล้วจะติดต่อมาใหม่”
เอกชัยหัวเราะชอบใจ
“เด็กคนนี้เด็ดว่ะ คนอย่างแกต้องเจอลูกตื้อยังงี้ล่ะ”
“จะบ้าตาย” เขตต์ตวันยิ้ม เขย่าไวน์ในแก้วไปมา
“เชื่อฉันมั้ย เธอมาอีก ไม่หยุดแค่นี้หรอก”
“ลองมาสิ จะขอเตะเด็กผู้หญิงซักทีเถอะวะ”
“เฮ้ย โหดไปเปล่า น้องเค้าออกจะน่ารัก”
ทีมงานผู้หญิงคนหนึ่งเดินออกมาตาม
“ทีมงานพร้อมประชุมต่อแล้วค่ะ”
“ไป” เอกชัยกอดคอเขตต์ตวันพาเดินเข้าบ้านไป
เขตต์ตวันได้แต่ส่ายหน้าไปมาเดินเข้าไปประชุมงานต่อ

เชนและมัทนานั่งดินเนอร์กันที่ร้านอาหารในโรงแรม...เธอสวมรองเท้าคู่ปุกปุย ทั้งคู่คุยกัน ทานขนมหวานพร้อมชากาแฟไป
เชนเย้าบอกพลางส่งสายตาเอ็นดู
“ท่าทางคุณเหมือนแมวตัวเล็กๆ ที่เพิ่งอิ่มนมเลย”
มัทนาย่นจมูกใส่
“อย่าบอกนะคะว่าลูกแมวตัวอ้วนๆ มัทโกรธจริงๆ ด้วย”
เชนขำๆ ยกถ้วยกาแฟขึ้นจิบ
“เล่าเรื่องฟาร์มเลี้ยงมุกของคุณต่อสิคะ มัทอยากฟัง ท่าทางจะได้กำไรมาก”
“ไม่หรอกครับ ช่วงปีแรกๆ มีปัญหามาก ผมก็ไม่รู้ว่าเป็นที่น้ำหรืออุณหภูมิที่ไม่เหมาะสม ไข่มุกรุ่นแรกๆ ไม่สวย ไม่ได้ขนาดเท่าที่ลูกค้าออเดอร์ ปัญหารุมเร้ารอบด้านไปหมด บริษัทขาดทุนอย่างหนัก ผมแทบเป็นบ้า คิดว่าคงรักษาฟาร์มเอาไว้ไม่ได้”
เชนเล่าด้วยสีหน้าแววตาปวดร้าวจนมัทนารู้สึกได้ และเห็นใจ
“แล้วคุณเชนแก้ปัญหาได้ยังไงคะ”
“ตอนนั้นผมจนหนทางจริงๆ โชคดีที่แด๊ดยอมยื่นมือมาช่วยจากแคนาดา ท่านยอมให้ผมยืมเงินทุนก้อนนึงนำเข้าไข่มุกมาจากญี่ปุ่นส่งให้ลูกค้าไปก่อน บริษัทขาดทุนมาก แต่ก็คุ้มที่รักษาลูกค้ากับชื่อเสียงของบริษัทเอาไว้ได้”
“ร้านของคุณเชนที่กรุงเทพชื่ออะไรเหรอคะ”
“เชนส์เพิร์ลครับ”
มัทนาตาเบิกโพลง ตกใจ
“เชนส์เพิร์ล ดังมาก”
“ขอบคุณครับ...ไปคุยต่อที่ล็อบบี้ดีมั้ย” เชนยกมือเรียกบริกรพร้อมจิบกาแฟไป

มัทนาเดินคุยนำมานั่งลงที่โซฟาล็อบบี้ตัวสบายมุมหนึ่ง เชนเดินตามหลังมาติดๆ
“มัทเคยไปทำข่าวที่เชนส์เพิร์ลบ่อยๆ นะคะ ยังนึกชมอยู่เลยว่าเจ้าของร้านเป็นคนใจบุญจริงๆ บริจาคไข่มุกทีละมากๆ”
เชนยิ้มๆ เดินตามมานั่ง
“ตอนแรกมัทคิดว่าเจ้าของต้องเป็นคนสูงอายุแน่ๆ ไม่นึกว่าจะเป็นคุณเชนนี่เอง”
เชนสีหน้ายิ้มแย้ม
“ผมชอบทำบุญครับ ซึ่งมันก็เป็นการโปรโมทร้านไปในตัว ที่คนรู้จักติดปากชื่อร้านผมก็เพราะงานประมูลการกุศลนี่ล่ะครับ”

“แล้วธุรกิจอื่นที่คุณเชนทำคู่กับเปิดร้านล่ะคะ ประสบความสำเร็จอย่างเชนเพิร์ลรึเปล่า”
สิ้นคำถาม รอยยิ้มบนหน้าเชนก็แห้งเหือดดูแข็งกร้าวขึ้นมาทันที

“ยิ่งกว่าครับ กำไรมหาศาล เกินหน้าเกินตาจนคนเค้าหมั่นไส้ มันกลั่นแกล้งทุกวิธีที่จะทำให้ธุรกิจผมย่อยยับ กักสินค้าไม่ให้ส่งออก โกง ทำลายทุกทาง โดยที่ผมตอบโต้อะไรมันไม่ได้เลย” น้ำเสียงแววตาเชนเต็มไปด้วยความโกรธแค้น
มัทนาแอบมองสายตาดุดันของเชนที่ตนไม่เคยเห็นมาก่อน
“แล้วทำไมคุณเชนไม่แจ้งความล่ะคะ เราฟ้องร้องขอความเป็นธรรมได้”
เชนสวนทันทีด้วยสีหน้า แววตาอำมหิต
“เปล่าประโยชน์ ตำรวจเป็นพวกมัน มันฉลาดที่จะสร้างสถานการณ์ให้ผมเป็นคนผิดทุกประตู”
มัทนาอึ้งปนกลัวเหมือนกันที่ได้เห็นสีหน้าแววตาแบบนั้นของเชน
“เค้าเป็นใครเหรอคะ บางทีอาชีพนักข่าวของมัท อาจช่วยคุณเชนได้”
เชนรู้สึกตัว รีบดึงตัวกลับออกมาจากความเคียดแค้นในอดีต ฉีกยิ้มอบอุ่นกลบเกลื่อนทันที
“ช่างมันเถอะครับ ผมอโหสิให้มันหมดแล้ว”
“จะดีเหรอคะที่คุณจะปล่อยให้คนผิดลอยนวล”
เชนเสียงเหี้ยม ตาดุดันบอก
“วันหนึ่งมันต้องได้รับกรรมที่มันก่อไว้กับผมแน่”
เชนหลบสายตาน่ากลัวมองไปทางอื่นแทน แต่ไม่พ้นสายตามัทนาไปได้ เธอแอบมองเขาอย่างไม่ละสายตา ยิ่งรู้จักกัน ยิ่งชักไม่แน่ใจว่า เชนจะเป็นผู้ชายอบอุ่นแสนดีจริงๆอย่างภาพที่สร้างออกมา

เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้นในยามเช้า มัทนาที่นอนหลับสนิทบนเตียงสะดุ้งตื่น เอื้อมมือไปกดปิดนาฬิกาปลุก แล้วพยุงตัวขึ้นนั่งแทบจะไม่ไหว
มัทนายกมือขึ้นกุมหัว นวดขมับไปมา
“โอ๊ย...ปวดหัวจังเลย”
มัทนาทิ้งตัวลงนอนอีกครั้งก่อนจะดีดตัวขึ้นมานั่งอีกที
“สู้ ๆ มัทนา”
มัทนาลุกลงจากเตียงไปอย่างยากลำบาก

ในเวลาต่อมา มัทนายืนสะพายเป้เกาะรั้วหน้าบ้านเขตต์ตวัน เปี๊ยกเดินร้อนใจตามเอกชัยออกมา
เธอดีใจมากที่เอกชัยออกมา
“คุณเอก”
“เธอมาทำอะไรอีก ปอนเค้าทำงานอยู่ไม่พบเธอหรอก”
“อีกนานมั้ยคะกว่าคุณปอนจะเสร็จงาน”
“จะทู่ซี้ไปทำไมมัท ปอนไม่ชอบนักข่าวเธอก็รู้”
“คุณเอกช่วยกลับไปบอกคุณปอนด้วยนะคะว่ามัทจะรออยู่ที่นี่ จนกว่าคุณปอนจะว่าง”
“ดื้อจริงๆเลยเธอนี่” เอกชัยถอนใจเดินส่ายหน้ากลับไป
“ขอบใจมากนะเปี๊ยก”
“ไม่เป็นไร รองเท้าน่ารักดีนะ”
“ขอบใจจ้ะ”
มัทนาเกาะรั้วชะเง้อมองตามเอกชัยเข้าไป

เขตต์ตวันเงยหน้าจากแบบที่เสื้อที่กำลังดีไซน์อยู่ หลังจากฟังเอกชัยอยู่นาน
“ไปบอกให้เค้ากลับไปซะ”
“ให้เค้าสัมภาษณ์หน่อยจะเป็นไรไป เรื่องแฟชั่นโชว์คอลเล็กชั่นใหม่ของเราก็ได้”
“จะพูดอีกนานมั้ย ฉันจะได้หยุดทำงาน”
เอกชัยหน้าจ๋อยบอก
“เออๆ ทำงานไปเถอะ”
เอกชัยเดินออกไป เขตต์ตวันถอนใจออกมาก่อนก้มลงออกแบบต่อไป


ผ่านเวลาสักพัก เปี๊ยกเดินกางร่มพาเอกชัยที่ถือร่มอีกคันหน้าตาร้อนใจปนห่วงออกมาที่หน้ารั้วบ้าน
มัทนาใช้ถุงก๊อบแก๊บสีชมพูแป๋นของแม่สวมหัวกันฝนยืนเกาะรั้วรออยู่ที่เดิม..รองเท้าแตะสัตว์ขนปุยเปียกปอนไปหมด
“อยากตายรึไง มายืนตากฝนอยู่แบบเนี้ย”
“ถ้ามัทไม่ได้สัมภาษณ์คุณปอน มัทจะไม่ยอมไปไหนทั้งนั้น”
เอกชัยถอนใจพรืดออกมา
“เธอนี่จริงๆเลย”
มัทนาสีหน้าแน่วแน่ แววตามุ่งมั่น เกาะประตูรั้วแน่น เอกชัยยื่นร่มออกไปให้
“เอาไป เดี๋ยวก็เป็นหวัดจนได้หรอก”
มัทนายิ้มขอบคุณ รับร่มไป
“ขอบคุณค่ะคุณเอก”
เอกชัยส่ายหน้าเดินกลับไป เปี๊ยกรีบตามกางร่มไปส่ง มัทนามีสีหน้ามึนๆ ปวดหัวขึ้นมา แต่พยายามแข็งใจ เธอจะกางร่มแต่ไม่มีแรงจนต้องใช้ร่มยันพื้นเอาไว้
“ปวดหัวจังเลย”
มัทนามีสีหน้าปวดหัวทรมานแต่พยายามแข็งใจสู้ไม่ถอย

ในห้องหนังสือ เอกชัยพูดใส่หน้าเพื่อนเป็นชุด
“ไม่ว่านายจะว่ายังไง ฉันก็ยืนยันว่าจะพามัทเข้ามาพักในบ้าน อย่างน้อยก็จนกว่าฝนจะหยุด สภาพเธอแย่มาก เปียกโชกไปทั้งตัว หนาวสั่นเหมือนลูกนก”
เขตต์ตวันลุกขึ้นตบโต๊ะโครมเผชิญหน้ากับเอกชัย
“ฉันไม่ได้ขอร้องให้เค้าอยู่รอฉัน มาเองได้ทำไมจะกลับไปไม่ได้ อย่ามาบีบฉันด้วยวิธีงี่เง่ายังงี้เลย ไม่สำเร็จหรอก”
“เอาเถอะ นายอาจจะทนเห็นเด็กนั่นตากฝนเป็นชั่วโมงได้ แต่ฉันใจไม่แข็งพอ”
“แต่เด็กนั่นเป็นนักข่าว เราจะมาทะเลาะกันเพื่อนักข่าวไปทำไม”
“แต่เธอยังเป็นเด็กตัวนิดเดียว”
“เด็กดื้อน่ะสิ ทั้งดื้อทั้งโง่ทั้งบ้า เดี๋ยวคงได้ตายสมใจอยาก”
เขตต์ตวันกระแทกตัวลงนั่ง สีหน้าไม่พอใจมาก

ผ่านเวลา มัทนานั่งคุกเข่าก้มหน้าตากฝนรออยู่หน้าประตูรั้วอย่างหมดสภาพจนแทบไม่ไหวแล้ว
ไม่คาดคิด ประตูรั้วค่อยๆ เลื่อนเปิดออก เธอไม่อยากเชื่อสายตาว่า ผู้ชายที่ยืนกางร่มอยู่ตรงหน้าคือเขตต์ตวัน แม้จะหน้าหงิกงอบึ้งตึงแต่ก็ทำให้มัทนาดีใจมาก จนมีแรงลุกพรวดขึ้นยืน
“ฉันดีใจจังเลย ในที่สุดคุณปอนก็ยอมออกมาพบฉันจนได้”
มัทนายิ้มกว้างทั้งที่หน้าซีดเซียว เขตต์ตวันหน้าตาโกรธจัด
“ฉันจะออกมาไล่...”
ไม่ทันสิ้นคำพูดของเขตต์ตวัน ร่างของมัทนาก็หมดสติ ร่วงทั้งยืน เขาตกใจมากทิ้งร่มแล้วคว้าตัวเธอไว้ได้ทัน ฝนตกต่อเนื่องจนเปียกไปทั้งคู่
เขตต์ตวันตัดสินใจช้อนตัวมัทนาอุ้มขึ้นมาแล้วรีบพากลับเข้าบ้านไป เอกชัยกางร่มออกมายืนดูที่หน้าระเบียง ส่วนเปี๊ยกรีบวิ่งกางร่มมากันฝนให้เขตต์ตวันและมัทนา

มัทนาซึ่งหมดเรี่ยวหมดแรง ค่อยๆ เผยอตามองเห็นหน้าเขตต์ตวัน ก่อนยิ้มบางๆ ที่ริมฝีปากออกมาอย่างดีใจก่อนจะหลับหมดสติไปอีกที


อ่านต่อเวลา 09.00 น.
มายาตวัน ตอนที่ 4 (ต่อ)


เขตต์ตวันอุ้มมัทนาเข้ามาในโถงบ้าน เอกชัยเดินตามติดด้วยความเป็นห่วง เขตต์ตวันบ่นด้วยความหงุดหงิดปนโกรธ
“มีแต่คนบ้ากับโง่เท่านั้นล่ะที่จะทำอย่างเธอ ดูซิ ตัวร้อนจี๋ขนาดเนี้ย ถ้าไม่ปอดบวมตาย ฉันจะฆ่าเธอเอง” เขาวางตัวมัทนาลงที่โซฟายาว
มัทนาได้สติลืมตามองหน้าเขตต์ตวันที่ดูโกรธเกรี้ยว
“อย่ามามองหน้าฉันนะ ฉันทำแน่ ไม่มีนักข่าวคนไหนที่ทำให้ชีวิตฉันวุ่นวายแล้วลอยนวลอยู่ได้หรอก”
“เอาน่าปอน น้องยังเด็ก”
เขตต์ตวันหันขวับเล่นงานเอกชัย
“เพราะแกนั่นล่ะ ชักศึกเข้าบ้าน”
“เออ ฉันยอมรับผิด แล้วจะเอาไง ให้เปี๊ยกลากไปทิ้งหน้าบ้านมั้ยล่ะ”
มัทนานอนมองสองคนทะเลาะกันตาแป๋ว หมดแรงจะเถียงด้วย
“ถ้าจะทำยังงั้น ฉันจะอุ้มเข้าบ้านมาทำไมให้เหนื่อย”
เอกชัยยิ้มๆ ใจดีสู้เสือ
“แสดงว่ายอมให้พักอยู่ที่นี่ก่อน”
เขตต์ตวันถอนใจใส่เอกชัยก่อนมองมัทนา
“เธอก็เหมือนกัน ถ้ารู้ตัวว่าป่วยก็ไม่น่ามาฝืนสังขาร ไม่รักตัวเองก็ควรเกรงใจคนอื่นที่จะต้องมามีภาระเพิ่มขึ้นเพราะเธอ”
มัทนาหน้าจ๋อยไป เอกชัยช่วยพูดแอบแขวะเพื่อนกลายๆ
“เอาน่า รู้ว่าเป็นห่วง จะพูดแดกดันน้องเค้าไปทำไม”
เขตต์ตวันหันขวับจ้องหน้าเพื่อนด้วยสายตาเคืองๆ
“แทนที่แกจะมายืนกางแขนปกป้องเค้าอยู่ยังงี้ ฉันว่าแกไปหาเสื้อหนาๆ หาอะไรอุ่นๆให้เค้าดื่มจะมีประโยชน์กว่า”
เอกชัยจ๋อยไปเล็กน้อย เหลือบตามองมัทนา เสียงอ่อนโยนเป็นห่วง
“รอเดี๋ยวนะ”
เอกชัยรีบเดินไปทางครัว
เขตต์ตวันเหลือบตากลับมามองมัทนาที่ค่อยๆ หลับตาพริ้มไปเพราะไม่ไหวแล้วจริงๆ แว่บหนึ่งของสายตาเขาบอกถึงความเป็นห่วงอยู่เหมือนกัน แต่เขาก็ผละเดินไปขึ้นบันไดบ้านพร้อมถอดเสื้อออกเพื่อขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อชุดใหม่

ผ่านเวลาเล็กน้อย มัทนาสวมเสื้อคลุมตัวหนา และใช้ผ้าขนหนูโพกผมนั่งลงที่เก้าโต๊ะทานข้าว สีหน้าท่าทางป่วยๆ ไม่มีแรง เอกชัยยื่นถ้วยใส่เครื่องดื่มสีสวยบางอย่างให้มัทนา
“ดื่มให้หมด มันจะช่วยให้เธออุ่นขึ้น”
กลิ่นแอลกอฮอล์ฉุนจนมัทนาย่นจมูก
“ฉันดื่มเหล้าไม่ได้”
เขตต์ตวันในชุดใหม่เดินลงมาสมทบพร้อมพูดทันที
“ช่วยไม่ได้นะสาวน้อย นี่ยังไม่ถึงเวลาอาหาร เด็กลูกจ้างก็ไม่อยู่ แล้วเราก็ไม่มีอะไรอุ่นๆ ไว้ป้อนลูกนกขนเปียก เพราะฉะนั้นเธอต้องดื่มมันให้หมด...อ้าปาก”
มัทนาไม่มีแรงขัดขืน เขตต์ตวันบีบปากเธออ้า เหล้าทำให้มัทนาร้อนผ่าวจากคอจนเหมือนท้องจะระเบิด เธอทำหน้าตาแปลกๆ ก่อนจะรู้สึกดีขึ้น
“อุ่นขึ้นจริงๆ ด้วย”
มัทนายิ้มขอบคุณ มองหน้าเขตต์ตวันที่จ้องหน้าดุเขม็ง มัทนาค่อยๆ ยิ้มแห้ง
“พอมีแรงมั้ย”
มัทนาพยักหน้าแหยๆ
“ฉันจะพาเธอขึ้นไปข้างบน เปลี่ยนเสื้อผ้าเปียกออกซะ ปอดบวมขึ้นมาจะเรื่องใหญ่” เขตต์ตวันประคองมัทนาขึ้นยืนอย่างไม่ถนุถนอมนัก เขาพาเธอเดินขึ้นไปชั้นบน มัทนาดูกลัวๆ เหล่มองเอกชัย
เอกชัยขยับปากบอกมัทนา พร้อมทำท่าภาษามือ ชี้มือวนรอบปาก ก่อนจะชี้นิ้วไปที่หัวใจแล้วทำสัญญาณมือโอเคให้เธอ เพื่อจะบอกว่า
“ปากร้าย แต่ใจดี...ไม่ต้องกลัว”
เขตต์ตะวันพามัทนาขึ้นบันไดไปแรงๆ บอกเสียงดุ
“ เร็วๆ ซิ ขืนอยู่ได้ ฉันไม่ปล้ำเธอหรอก”
มัทนาแหยปนกลัว รีบตามเขตต์ตะวันขึ้นชั้นบนไปแต่โดยดี เอกชัยมองตาม ยิ้มๆ ส่ายหน้า ก่อนเดินไปทางครัว

เขตต์ตวันประคองมัทนาเข้ามาในห้องนอนแขก… มัทนากวาดตามองห้องสะอาดสะอ้านน่านอน
“เสื้อคลุมตัวใหม่อยู่นั่น”
เขตต์ตวันชี้ไปที่เสื้อคลุมตัวหนา ดีไซน์สวยแขวนไว้ที่ข้างตู้เสื้อผ้า
“ถอดข้างในออกซะ”
มัทนาดูอายๆ กระชับเสื้อคลุมให้แน่น
“อย่าลืมเช็ดผมให้แห้งด้วย เสร็จแล้วรีบออกมา ฉันจะช่วยเอาเสื้อไปปั่นแห้งให้ ไม่กี่นาทีก็ได้กลับโรงแรมแล้ว”
“ขอบคุณค่ะ”
เขตต์ตวันเดินออกไปจากห้อง...
มัทนาพยุงตัวที่หนักอึ้งไปทางห้องน้ำ ถอดเสื้อคลุมตัวนอกออกทิ้งกองกับพื้น ยกมือขึ้นปลดกระดุมซิบกางเกงยีนส์อย่างยากลำบาก เธอรวมแรงทั้งหมด รูดกางเกงยีนส์ออกจากตัว
ผ่านเวลาเล็กน้อย เขตต์ตะวันเปิดประตูห้องกลับเข้ามาในระหว่างที่เธอกำลังสวมเสื้อคลุม มัทนาร้องเสียงหลงรีบสวมเสื้อคลุมกระชับทันที…
“เสร็จรึยัง”
“เสร็จแล้วค่ะ”
มัทนาสะอึกออกมาเสียงดังจนต้องปิดปากด้วยความอาย
“สงสัยจะฤทธิ์เหล้าที่คุณให้กิน”
เขตต์ตวันทำหน้านิ่ง ไม่สนใจ
“ทำไมไม่เช็ดผมให้แห้ง ไม่รู้รึไงว่าปล่อยไว้นานจะทำให้เป็นหวัด”
“กำลังจะเช็ดค่ะ”
เขตต์ตะวันจับเธอกดนั่งลงที่เตียง
“นั่งลง”
มัทนาได้แต่ปฏิบัติตามอย่างว่าง่ายเพราะความกลัว เขาหยิบผ้าเช็ดตัวมาขยี้ผมเช็ดให้ เขาแกล้งแรงบ้างเบาบ้าง จนมัทนาหน้าเหยเกไปมา เขตต์ตวันหยุดเช็ดผม โยนผ้าเช็ดตัวไปรวมกับกองเสื้อของมัทนาที่หน้าห้องน้ำแล้วเดินไปหยิบแปรงผมที่โต๊ะเครื่องแป้ง มัทนาได้แต่มองตาม
เขตต์ตวันกลับมาพร้อมแปรงผมให้เธอหน้าตาเฉย มัทนาอึ้งๆไป แอบเหลือบตามองหน้าเขาเล็กน้อย เขขต์ตวันกลับแปรงเคาะลงกลางหัวมัทนา จนเธอร้องโอ๊ยคอย่น ก่อนเขาจะโยนแปรงลงบนเตียง
“เสร็จแล้ว ออกไปกันได้แล้ว ป่านนี้เอกชัยคงเตรียมอะไรร้อนๆให้เธอกินรองท้องเสร็จแล้วล่ะ”
“ค่ะ”
มัทนาลุกขึ้นยืน เขตต์ตวันเดินไปเก็บเสื้อผ้าเปียกของมัทนาขึ้นมาจากพื้นห้อง ยกขึ้นมองหาไปมา
“หาอะไรคะ”
เขตต์ตะวันถามหน้าตาย
“แล้ว 2 ชิ้นเล็กล่ะ”
มัทนาเขินจนหน้าแดงปั๊ด กระชับเสื้อคลุมห่อตัวให้มิดชิด
“ไม่เปียกค่ะ”
“แน่นะ”
“ค่ะ”
เขตต์ตะวันเดินเข้ามาใกล้ๆ ยกมือขึ้นจับหน้าผาก
“ทำไมหน้าแดงขนาดนี้ล่ะ ตัวยังร้อนอยู่เลยนี่ เดี๋ยวฉันหายาให้กิน ตามลงมาเร็วๆ”

เขตต์ตะวันเดินถือเสื้อผ้าเปียกของมัทนานำออกไปก่อน มัทนาเป่าปากโล่งอก ก่อนเดินยกมือขึ้นประกบสองแก้มเดินตามออกไป แบบหายใจไม่ทั่วท้องยังไงบอกไม่ถูก
นักข่าวหนุ่มเดินถือแฟ้มงานจะเดินไปห้องบ.ก. ไชยวัฒน์ สาระวารีเดินเลี้ยวมาเห็นเข้าพอดี ก็มีสีหน้าเจ้าเล่ห์ กึ่งเดินกึ่งวิ่งไปแซงตัดหน้านักข่าวหนุ่มที่ตั้งท่าจะเคาะประตูห้อง แต่เธอแย่งมาเคาะก่อนนักข่าวหนุ่มเหล่มอง
“พี่วารี ผมงานเร่ง”
“ของพี่เร่งกว่า” สาระวารีทำหน้าตากวนใส่
นักข่าวหนุ่มแกล้งเบียดจะเปิดประตูเข้าไป เสียงไชยวัฒน์ดังขึ้น
“เข้ามา”
สา
10 จากทั้งหมด 16 รูป
ข่าวอื่นในหมวด
กำลังโหลดความคิดเห็น...