xs
sm
md
lg

“จิรัสย์ วัฒนภัทรเศรษฐ์” หนุ่มสไตล์งานเด่น ไลฟ์สไตล์เริ่ด

เผยแพร่:   ปรับปรุง:


>>เพราะเป็นคนกล้าคิด กล้าทำ กล้าที่จะลองสิ่งใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา ทำให้ เม-จิรัสย์ วัฒนภัทรเศรษฐ์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด “เกษรวิลเลจ” ถูกพูดถึงบทบาทการทำงานที่เฉียบคมเพราะโปรเจคแต่ละตัวที่ถูกส่งออกมาประสบความสำเร็จและผุดไอเดียใหม่ๆ ฝังเข้าไว้โดยไม่ลอกแบบใครผ่านสายตาให้ได้เห็นกันนักต่อนัก จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมผู้ชายมีสไตล์คนนี้เวลาได้ลงมือหยิบจับโปรเจ็คอะไร เป็นต้องจับตามองจากใครหลายๆ คน

“เม-จิรัสย์” เป็นลูกชายคนโตของบ้าน “วัฒนภัทรเศรษฐ์” สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี บิสิเนส จากมหาวิทยาลัยหอการค้า จากนั้นเหินฟ้าไปศึกษาต่อระดับปริญญาโท MBA International ที่มหาวิทยาลัย ซานฟรานซิสโก สเตท สหรัฐอเมริกา โดยชีวิตเด็กนักเรียนนอกของ เม-จิรัสย์ เต็มไปด้วยความสนุก สุดเหวี่ยง ของวัยที่ฮอร์โมนกำลังพุ่งพล่านอยากเรียนรู้โลกกว้างและเรียนรู้การใช้ชีวิตแบบอิสระในแบบที่ตัวเองเลือกเอง ทำให้ได้ลองอะไรใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา รวมถึงการเป็น “ดีเจ”

“ ชีวิตตอนอยู่เมืองนอกสนุกมาก เป็นแนวปาร์ตี้ จนได้มาลองเป็นดีเจเปิดเพลง อยู่ในเจแปนทาวน์ที่ซานฟรานฯ ชื่อว่า คลับโซนิก โดยคลับที่เปิดเพลงในตอนนั้นไม่ได้เป็นเพลงตึ๊ดๆ แต่ออกแนวกึ่งๆ ร้านอาหาร ร้านคาราโอเกะ ทำอยู่สามปีจากการที่เริ่มต้นทำเพราะเพื่อนทำงานเป็นดีเจอยู่แล้วมาถามเราว่าอยากลองเป็นดีเจมั้ย เดี๋ยวจะเทรนให้ เราเห็นว่าก็ดูเป็นงานที่สนุกจึงตกลงทำโดยที่ก่อนหน้านี้ไม่มีทักษะอะไรเกี่ยวกับดีเจเลย จากนั้นทันทีที่เรียนจบปริญญาโท ช่วงเวลาแห่งการเริ่มต้นทำงานแบบจริงจังจึงเริ่มต้นมีโอกาสได้ทำงานที่แบรนด์เบเนตอง ตำแหน่งที่ปรึกษาด้านแฟชั่น ทำอยู่ประมาณหนึ่งปีก่อนกลับมาเมืองไทย”

เมื่อกลับมาเมืองไทยแน่นอนว่าเขามีความไฟแรงอยากจะใช้วิชาความรู้ที่อุตส่าห์ร่ำเรียนมาอย่างหนักหน่วงบวกกับการเริ่มต้นชีวิตการทำงานอย่างจริงจัง แต่ทว่าการเริ่มต้นทำงานในครั้งนี้กลับไม่ได้เป็นงานที่ตรงสายกับสิ่งที่เรียนมาแต่กลับเป็นงานด้าน AE ที่หนุ่มเมมุ่งมั่นมากว่าจะต้องหางานด้าน AE ให้ได้

หนุ่มเม เล่าให้ฟังว่า ตอนที่อยู่เมืองนอกซึ่งหลังจากที่เรียนจบแล้ว และทำงานที่เบเนตองประมาณพักหนึ่ง อยู่มาวันหนึ่งได้ดูซีรีย์ที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับเขา โดยตัวละครเอกของเรื่องเป็นเออีเเอทเวอร์ไทซิ่งเอเจนซี่ ทำให้เขารู้สึกว่านี่แหละ! คืออาชีพที่ใฝ่ฝันว่าถ้ากลับมาเมืองไทยแล้วอยากจะทำงานด้านเออีเอดเวอร์ไทซิ่งเอเจนซี่!!

“จริงๆ จบปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ ไม่ได้มาทางสายเออีมาก แต่อารมณ์ตอนนั้นด้วยความติดซีรีย์เรื่องนี้มาก คิดแค่ว่าอยากทำงานเออีนี่แหละ พอกลับมาเมืองไทยก็หางานด้านเออีอย่างเดียวเลย ได้งานที่แรกคือที่ เบดส์ เอเชีย ไทยแลนด์เป็นบริษัทเอเจนซี่มี พี่ดุ๋ง-พาที สารสิน เป็นเจ้านายคนแรก”

ชีวิตการทำงานในเมืองไทยขณะนั้น เม-จิรัสย์ ได้เล่าย้อนถึงการทำงานว่า งานชิ้นแรกที่ได้ทำคือ “นกแอร์” AE สมัยออกแบบอาร์ทเวิร์กเครื่องบินนกแอร์ เริ่มคิดตั้งแต่ตัวเครื่องบินจะออกมาเป็นยังไงให้สอดคล้องกับชื่อแล้วชื่อนกที่ฉีกจากสายการบินอื่นๆในสมัยนั้น...จากนั้นตามมาด้วยการดูแลแบรนดิ้งให้ “โซนี” ซึ่งตนคิดว่าตนทำมาเกือบหมดทุกผลิตภัณฑ์ของแบรนด์นี้ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์บราเวียร์หรือกระทั่งโน้ตบุ๊คไวโอก็ทำเช่นกัน

“รู้สึกว่าชีวิตเอเจนซี่สนุกมาก สนุกในเรื่องที่เราต้องมีการจัดการเยอะทั้งฝั่งลูกค้าและฝั่งครีเอทีฟดังนั้นเราต้องบาลานซ์ให้ได้ทั้งความต้องการของลูกค้า งบประมาณ ดูแลผลลัพธ์ของงาน ซึ่งแน่นอนการทำงานต้องมีการขัดแย้งกันเป็นเรื่องธรรมดากว่าจะลงตัว

แต่ที่ผ่านมาถือว่าการทำงานด้านเออีเป็นงานที่เราเรียนรู้ค่อนข้างเร็ว เพราะสามปีที่ไม่เคยทำงานด้านนี้มาก่อนแต่โชคดีที่เราได้ลูกค้าดีทำให้การเริ่มต้นงานที่ชอบและอยากที่จะทำนั้นได้อย่างสนุกและมีความสุขกับงาน ส่งผลให้งานที่ทำออกมาออกมาดี จริงๆ งานด้านนี้มีความท้าทายมีความบ้าบิ่นทำให้เรากล้าที่จะคิดและแสดงความคิดเห็นออกมาในการทำงาน”

กว่าสามปี ในการได้ทำงานด้านเอเจนซี่โฆษณา ซึ่งเป็นสิ่งที่ตนเองชอบและสนุกกับการทำงาน แต่ชีวิตการทำงานต้องมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ จากนั้นหนุ่มเมได้ย้ายมาทำงานด้านการสื่อสารการตลาดที่ “คลับ 21” ซึ่งเป็นการย้ายสายงานจากฝั่งเอเจนซี่ที่เคยทำมาก่อนหน้านี้ มาทำงานยังของฝั่งลูกค้าบ้าง ซึ่งเราต้องเป็นคนดูแลจัดการแบรนดิ้ง กว่า 37 แบรนด์ที่แต่ละแบรนด์มีคาเรกเตอร์ที่แตกต่างกัน

เพราะเราทุกคนย่อมอยากที่จะทำในสิ่งที่ท้าทายความสามารถ กระทั่งมาถึงปัจจุบันเขาเป็นหนึ่งในทีมงานผู้ขับเคลื่อนด้านแบรนดิ้งและการสื่อสารการตลาด ที่ “เกษรวิลเลจ”

“ป็นโอกาสที่ดีที่ได้เข้ามาทำงานที่เกษรวิลเลจ การที่เรามาทำงานที่นี่เหมือนเป็นการพัฒนาตัวเองในอีกขั้น จากที่ดูแลจัดการตลาดของแบรนด์หลายๆ แบรนด์มาก่อนจากช่วงที่ทำคลับ 21 แล้วขยับมาเป็นการจัดการดูแล ทั้งศูนย์การค้าเลย เป็นความท้าทายที่ยกระดับการทำงานของตัวเอง เราซึ่งเรามองว่าการทำงานนี้โจทย์ที่เราได้รับมานั้นยากขึ้น แต่เราก็ยังสามารถนำประสบการณ์ต่างๆ จากเมื่อก่อนมาใช้กับการทำงานที่ใหญ่ขึ้นนี้ได้

ทุกวันนี้ด้วยหน้าที่และความรับผิดชอบที่ใหญ่ขึ้น ด้าน แบรนดิ้งของเกษรวิลเลจ เป็นแบรนด์ที่เราคิดอยู่ตลอดเวลาว่าจะทำอย่างไรให้คนรักแบรนด์ของเรา ซึ่งทุกอย่างต้องอาศัยการใส่ใจ ซึ่งบางทีความขยันอย่างเดียวก็ไม่ช่วยให้งานออกมาสำเร็จได้ ที่ผ่านมาเราได้ปรับเปลี่ยนเกษรพลาซ่า ให้เป็น เกษรวิลเลจ เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงได้มากขึ้น รวมถึงใกล้ๆ นี้ก็จะเปิดตัว “เกษรวิลเลจ” ที่จะมาเติมเต็มให้ย่านราชประสงค์นี้มีสีสัน มากขึ้น

เข้าถึงได้มากขึ้น รวมถึงใกล้ๆ นี้ก็จะเปิดตึก “เกษรทาวเวอร์” ที่กำลังจะสร้าง ตามมาด้วย “อัมรินทร์พลาซ่า” ที่จะรีโนเวทใหม่ ซึ่งทั้งหมดในย่านราชประสงค์นี้จะให้ความรู้สึกถึงความเป็น “วิลเลจ” มากขึ้น”

หากให้มองเส้นทางการทำงานมาตลอด 10 กว่าปีที่ผ่านมาได้เรียนรู้และผ่านบททดสอบมามากมาย เม-จิรัสย์ รู้สึกว่าตนเองนั้นโชคดีที่เลือกที่จะอยู่ เลือกที่จะไปเป็น เพราะรู้สึกว่าทุกอย่างที่ผ่านมาทั้งชีวิตเขาเป็น “คนเลือก” เอง ซึ่งยังหมายความรวมไปถึงเรื่องชีวิตด้านอื่นๆ และไลฟ์สไตล์ของเขา เขาก็ยังเป็นคนช่างเลือก แม้กระทั่ง “เรื่องกิน” เพราะเป็นคนมองว่า “เรื่องกินเรื่องใหญ่” อย่างเช่น จะกินอะไรต้องอร่อยทุกมื้อคำว่าอร่อยทุกมื้อไม่จำเป็นต้องแพง ไม่จำเป็นต้องเฉพาะในร้านอาหารหรูเท่านั้นบางครั้งร้านข้างทางก็ได้แค่ขอให้อร่อยเท่านั้นพอ นอกจากความอร่อยแล้วร้านๆ นั้นต้องมีเรื่องราวด้วยที่ทำให้ให้ร้านนี้เกิดความขลังของเมนูอาหารแต่ละอย่างหรือร้านนี้มีวัตถุดิบที่เก๋ไก๋มีความยาวนานที่ถูกพูดถึงในเรื่องรสชาติ ของความอร่อยอย่างนี้ เป็นต้น

นอกจากนี้ยังชอบออกไปท่องเที่ยวเพื่อดูโลกกว้างสัมผัสความเป็นอยู่ของคนในท้องถิ่นนั้นจริงๆเลยว่าเขาอยู่กินกันอย่างไร และไม่ชอบไปท่องเที่ยวตามสถานที่เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวแบบที่คนอื่นชอบไปกันอย่างเช่น ถ้าไปปารีสก็จะไม่ไป “หอไอเฟล” จะไปหาสถานที่ไม่แมส หรือใหม่ๆ ที่คนไม่ค่อยชอบไปกัน

โดยทั้งหมดนี้หนุ่มนักสร้างสรรค์ได้ย้ำว่าต้องรู้จัก “บาลานซ์” ชีวิตให้เป็นด้วยการ “รีเซ็ท” ตัวเอง ทุกๆวันหลังจากเลิกงาน ไม่ให้คิดเรื่องงานหรือเรื่องใดๆ ก็ตาม ต้องรู้จักฝึกการหยุดจิต หยุดไม่ให้คิดฟุ้งไปเรื่อย เพื่อให้เรานอนหลับได้สนิทที่สุด ซึ่งการทำอย่างนี้ต้องใช้การฝึก ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องง่ายในการฝึกเพราะเขาใช้เวลามากว่า 10 ปีในการฝึกขจัดความคิด หรือ การหยุดคิดนี้จนสำเร็จ และทำให้ชีวิตของเขามีพลังขับเคลื่อนไปในทุกวันใหม่อย่างมีพลัง
5 จากทั้งหมด 5 รูป
ข่าวอื่นในหมวด
กำลังโหลดความคิดเห็น...