“49 บิ๊ก” เอี่ยวช่วย “คิงเพาเวอร์” เบียดบังรายได้รัฐ จี้รัฐล้มสัญญาฟ้อง “แพ่ง-อาญา” เรียก 4 หมื่นล้าน!
19 พฤษภาคม 2560 14:50 น.

        สปท. ยัน ผลการศึกษาสัญญาบริหารจัดการพื้นที่เชิงพาณิชย์ของกลุ่มคิงเพาเวอร์ฯ พบหลักฐานชัดเจน มีผู้ร่วมกระทำผิดระดับบิ๊กถึง 49 ราย และนำไปสู่การดำเนินคดี “แพ่ง-อาญา” ล้มสัญญา “คิงเพาเวอร์” ได้ อีกทั้งสามารถเรียกค่าเสียหายคืนรัฐไม่ต่ำกว่า 4 หมื่นล้านบาท เตรียมส่งรายชื่อผู้กระทำผิดและความผิดของผู้เกี่ยวข้องแต่ละตัวบทกฎหมาย “ใครเชื่อมโยงใคร” และแต่ละกรณีเกี่ยวพัน “คิงเพาเวอร์” จริงหรือไม่ รวมถึง “สมชาย วงศ์สวัสดิ์” อดีตนายกรัฐมนตรี เอี่ยวตรงไหน!
       
        กรณี “คิงเพาเวอร์” เป็นอีกหนึ่งประเด็นปัญหาที่สังคมกำลังจับตาเนื่องเพราะผลการศึกษาสัญญาอนุญาตประกอบกิจการร้านค้าปลอดภาษี (ดิวตี้ฟรี) และสัญญาบริหารจัดการพื้นที่เชิงพาณิชย์ของกลุ่มคิงเพาเวอร์ โดยคณะกรรมาธิการวิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริต และประพฤติมิชอบ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) สรุปชัดว่าควรยกเลิกสัญญากับกลุ่มบริษัท คิงเพาเวอร์ฯ


        อย่างไรก็ดี รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศนโยบายเรื่องการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันไว้ชัดเจน และเห็นว่ากรณีของสัมปทานที่เกิดขึ้นอาจมีปัญหาในเรื่องความโปร่งใส จึงตอบรับที่จะจัดการเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยหลังจากที่ได้รับผลการศึกษาเบื้องต้นของ สปท. นายกรัฐมนตรีก็ได้ให้สัมภาษณ์ชัดเจนว่าเมื่อ สปท.เสนอมาก็ต้องรับไว้พิจารณา เเต่จะทำอย่างไรต่อไปนั้นต้องดูข้อกฎหมายเเละหลักการให้ชัดเจน เพราะต้องดูเรื่องการใช้กฎหมายทั้งเรื่องของสัญญาเเละเรื่องอื่น ๆ
       
        “การจะบอกเลิกสัญญา มีขั้นตอนอย่างไรต้องไปดูให้ดี เพราะที่ผ่านมาไม่ได้ทำ ไม่ได้อยู่ในสมัยของรัฐบาลนี้ เเต่เมื่อถึงรัฐบาลนี้จะบอกให้ไปเลิกสัญญา ต้องไปดูว่าทำได้หรือไม่ กลไกทางกฎหมายเป็นอย่างไร ไม่ใช่ว่าจะเข้าข้างใคร” พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์หลังการประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 16 พ.ค. 2560
       
        จากท่าทีดังกล่าวของนายกรัฐมนตรีทำให้เห็นเค้าลางว่าผลพวงจากการทำผิด พ.ร.บ.ร่วมทุนและปัญหาเรื่องความโปร่งใสกำลังนำปัญหาใหญ่มาสู่คิงเพาเวอร์ เพราะดูเหมือนหลักฐานต่าง ๆ ที่ สปท.รวบรวมเสนอต่อนายกฯ นั้นจะหนักแน่นชัดเจน


        ทั้งนี้ นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ รองประธานคณะอนุกรรมาธิการวิสามัญด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ระบุถึงผลทางกฎหมายต่อกรณีของคิงเพาเวอร์ว่า เนื่องจาก คิงเพาเวอร์ ซึ่งได้สัมปทานจากการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย (ทอท.) ให้เข้าบริหารร้านค้าปลอดภาษี และบริหารจัดการพื้นที่เชิงพาณิชย์ในท่าอากาศยานถึง 5 แห่ง คือท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ท่าอากาศยานดอนเมือง ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ท่าอากาศยานภูเก็ต และท่าอากาศยานหาดใหญ่ ซึ่งมีมูลค่าการลงทุนรวมเกินกว่า 1,000 พันล้านบาท จึงต้องผ่านกระบวนการพิจารณาตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ร่วมทุน พ.ศ. 2535 แต่บริษัท คิงเพาเวอร์ จงใจทำผิด พ.ร.บ.ร่วมทุน โดยแจ้งข้อมูลอันเป็นเท็จว่ามูลค่าโครงการต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท จึงถือว่าสัญญาเป็นโมฆะตั้งแต่ต้น ดังนั้นรัฐบาลสามารถยกเลิกสัญญากับบริษัท คิงเพาเวอร์ ได้ทันที โดยที่คิงเพาเวอร์ไม่สามารถฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายใด ๆ ได้

        ในทางกลับกันรัฐสามารถฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการสูญเสียรายได้จาก คิงพาวเวอร์ได้ เนื่องจากที่ผ่านมามีการดำเนินการที่ไม่โปร่งใสทั้งในส่วนของ คิงเพาเวอร์ และ ทอท. อันเป็นเหตุให้รัฐสูญเสียรายได้ถึง 40,000 ล้านบาท ประกอบด้วย
       
        กรณีแรกคือ เรื่องการติดตั้ง POS โดยตลอดระยะเวลา 9 ปีนับแต่ให้เริ่มดำเนินการร้านค้าปลอดภาษี คิงเพาเวอร์ ไม่ได้มีการติดตั้งอุปกรณ์และระบบบันทึกยอดขาย (Point Of Sale : POS) ซึ่งจะเชื่อมต่อข้อมูลการซื้อขายระหว่าง ทอท. กับบริษัท คิงเพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี จำกัด และบริษัท คิง เพาเวอร์ สุวรรณภูมิ จำกัด ถือเป็นสาระสำคัญของสัญญา โดย ทอท. คิดส่วนแบ่งจากยอดรายได้จากข้อมูลของบริษัทฯ เพียงฝ่ายเดียว จึงอาจจะทำให้ ทอท.ได้รับส่วนแบ่งไม่ครบถ้วนตามสัญญา ซึ่งส่วนนี้ทำให้ ทอท.สูญเสียรายได้ไปถึง 27,000 ล้านบาท
       
        กรณีที่ 2 คือ ที่ ทอท.มีมติลดรายได้ที่คิงเพาเวอร์ ต้องจ่ายให้รัฐตั้งแต่ปี 2555-2558 อีกปีละ 1% ส่วนในปี 2559 ลดให้ถึง 2% โดยอ้างเหตุผลที่คิงเพาเวอร์ร้องเรียนให้ ทอท. มีมาตรการเยียวยาเนื่องจากได้รับผลกระทบจากการปิดสนามบินของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ทำให้บริษัทต้องสูญเสียรายได้จากยอดขายและจำนวนนักท่องเที่ยวที่มาใช้บริการสนามบินลดลง ซึ่งการเยียวยาดังกล่าวทำให้รัฐสูญเสียรายได้ไปเกือบ 10,000 ล้านบาท และถือว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชนอย่างไม่สมเหตุสมผล โดยขณะนี้ สตง.อยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐานและตรวจสอบผู้ที่เกี่ยวข้องที่ดำเนินการเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชนอีกด้วย
       
        กรณีที่ 3 สูญเสียรายได้จากการลักลอบนำสินค้าปลอดภาษีไปขายนอกพื้นที่ดิวตี้ฟรีของท่าอากาศยาน ซึ่งในส่วนนี้ยังไม่สามารถประเมินความเสียหายได้


        “งานนี้คิงเพาเวอร์ เจอทั้งคดีแพ่งและอาญา คดีแพ่งเป็นเรื่องของการจ่ายค่าเสียหายจากการสูญรายได้คืนให้รัฐ รวมแล้วประมาณ 40,000 ล้าน เนื่องจากตามสัญญา คิงเพาเวอร์ จะต้องจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนให้ ทอท.ในอัตรา 15% ของยอดขาย แต่จากการตรวจสอบพบว่ายอดขายรายเดือนของท่าอากาศยานบางแห่งที่แจ้งต่อ ทอท. ต่ำกว่าที่ปรากฏในรายงานของกรมศุลกากรมาก ซึ่งจากตัวเลขยอดขายจริงอยู่ที่เดือนละประมาณเกือบ 1.4 แสนล้านบาท” นายชาญชัย ระบุ
       
        พร้อมกันนั้น ยังบอกอีกว่า ตลอดระยะเวลา 9 ปีที่ไม่มีการติดตั้ง POS ทำให้ ทอท.สูญเสียรายได้ในส่วนนี้ไปรวมแล้วประมาณ 27,000 ล้านบาท ซึ่งตรงนี้รัฐสามารถเรียกคืนได้ทันทีเพราะมีหลักฐานชัด อีกส่วนคือความเสียหายจากการที่ ทอท.ลดค่าตอบแทนที่คิงเพาเวอร์ต้องจ่ายให้รัฐอีก 1-2 % มูลค่าประมาณ 10,000 ล้าน นี่ยังไม่รวมความเสียหายจากการเอื้อประโยชน์ของ ทอท.
       
       “ส่วนคดีอาญาจะเป็นเรื่องของการแจ้งข้อมูลอันเป็นเท็จของคิงเพาเวอร์ และร่วมกันหลอกลวงฉ้อฉล ต่างกรรมต่างวาระ อันนี้อาจมีโทษจำคุก ถามว่าคิงเพาเวอร์ จะมาฟ้องรัฐกลับได้ไหม บอกเลยว่าไม่ได้ ฟ้องเมื่อไหร่ก็เท่ากับคุณฟ้องเท็จ” นายชาญชัย กล่าวอย่างมั่นใจ
       
        และบอกด้วยว่า นอกจากเรื่องการสูญเสียรายได้แล้ว รัฐยังได้รับความเสียหายจากการเอื้อประโยชน์ให้ คิงเพาเวอร์ โดยคณะกรรมการ ทอท.ในหลากหลายรูปแบบ ที่สำคัญมีการแอบต่อสัญญาให้ คิงเพาเวอร์ ถึง 2 ครั้ง ซึ่งครั้งแรกในยุคที่ นายปิยะพันธ์ จำปาสุต เป็นประธานกรรมการ ได้มีการต่ออายุสัญญาให้ คิงเพาเวอร์ 2 ปี จากเดิมที่จะหมดสัญญาในปี 2559 เป็นปี 2561 โดยอ้างว่าเพื่อเยียวยาจากเหตุกลุ่มพันธมิตรฯ ปิดสนามบินสุวรรณภูมิ 7 วัน และต่อมามีการแอบต่อสัญญาสัมปทานให้คิงเพาเวอร์ อีก 2 ปี ไปสิ้นสุดในปี 2563 โดยอ้างเหตุผลเรื่องเศรษฐกิจโลกตกตํ่า


        นายชาญชัย ระบุด้วยว่า คณะกรรมาธิการฯ จะรวบรวมข้อมูลกรณี คิงเพาเวอร์ ฉบับสมบูรณ์เสนอต่อนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง ภายในเดือน พ.ค.นี้ พร้อมทั้งรายชื่อผู้ร่วมกระทำผิด 49 ราย ซึ่งมีทั้งนักการเมือง เอกชน และข้าราชการ จากหลายหน่วยงาน อาทิ กระทรวงคมนาคม กระทรวงการคลัง สำนักงานอัยการสูงสุด ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นบุคคลที่เคยร่วมเป็นบอร์ด ทอท.
       
        “ข้อมูลที่เราส่งให้นายกฯ จะระบุรายละเอียดอย่างชัดเจนว่า คิงเพาเวอร์ ผิดกฎหมายอะไร มีการกระทำผิดเมื่อไหร่ และเสียหายเท่าไหร่ ในส่วนเจ้าหน้าที่ ผิดอะไร แต่ละกรณีเกี่ยวข้องกับคิงเพาเวอร์หรือไม่ หรือผิดเฉพาะเจ้าหน้าที่ ก็จะจัดหมวดหมู่ใหม่อีกครั้ง หลังจากส่งรายงานเบื้องต้นให้ท่านนายกฯ ไปแล้วชุดหนึ่ง อีกทั้งจะมีรายชื่อผู้ร่วมกระทำผิด ซึ่งหลายคนอยู่ในระดับบริหาร นักการเมืองก็มี อย่าง คุณสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ซึ่งสมัยนั้นร่วมเป็นบอร์ด ทอท.ด้วย”
       
        จากนี้คงต้องจับตาดูกันชนิดห้ามกะพริบตา ว่ากรณีของ “คิงเพาเวอร์” จะจบลงอย่างไร สามารถดำเนินการให้เกิดความโปร่งใสได้จริงหรือไม่.?...ในยุครัฐบาล คสช.


พิมพ์จาก http://mgronline.com/asp-bin/mgrView.asp?NewsID=9600000050644
เวลา 28 มิถุนายน 2560 15:55 น.
ผู้จัดการออนไลน์ - Manager Online (http://www.mgronline.com)