ปตท.เส้นใหญ่ กำไรเละ มันออกจะ “รวยๆ” หน่อยนะ
20 พฤษภาคม 2560 06:02 น.

       ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - ถึงจะสร้างภาพธรรมาภิบาลเชิงซ้อนหลายมิติ แต่ความจริงในการดำเนินธุรกิจขององค์กรซ่อนเงื่อนภายใต้ร่างทรงรัฐวิสาหกิจจำแลง อย่าง ปตท.คือมุ่งมั่นแสวงหากำไรสูงสุดเป็นสรณะ โดยฉายชัดผ่าน “กำไรสุทธิ” ที่พุ่งกระฉูดในไตรมาสแรกของปีนี้ ถึง 4.6 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบไตรมาสก่อน
       
       และยิ่งดูผลกำไรย้อนหลังของ ปตท.และบริษัทในเครือ ก็ยิ่งเห็นชัดว่า ทำกำไรในแต่ละปีมหาศาลขนาดไหน
           
          รวมแล้วแค่ 3 เดือนแรกของปี  3 บริษัทในเครือ ปตท.มีกำไรรวมกันทั้งสิ้น 71,633.83 ล้านบาท
       
       เฉพาะไตรมาสแรกของปี 2560 บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT กำไรสุทธิ 46,168 ล้านบาท เทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนกำไรสุทธิ 23,669 ล้านบาท กำไรสุทธิ 8.23 บาท คิดเป็นกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นกว่า 22,499 ล้านบาท หรือ 95.06%
             
        ขณะที่ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC กำไรสุทธิ 13,182 ล้านบาท เทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนกำไรสุทธิ 4,707 ล้านบาท คิดเป็นกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นกว่า 8,475 ล้านบาท หรือ 180.05%
       
       ส่วน บริษัทปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP กำไรสุทธิ 12,284 ล้านบาท เทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนกำไรสุทธิ 5,625 ล้านบาท กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 6,659 ล้านบาท หรือ 118.38%
              
         นี่ไม่นับรวมผลการดำเนินงานของบริษัทในกลุ่มปตท. ที่เหลือซึ่งประกอบด้วย บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP กำไรสุทธิ 7,075 ล้านบาท บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC กำไรสุทธิ 2,909 ล้านบาท บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC กำไรสุทธิ 2,365 ล้านบาท และบริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GGC กำไรสุทธิ 145 ล้านบาท
       
        ยิ่งเมื่อรวมกำไรย้อนหลังในรอบ 4 ปีที่ผ่านมายิ่งเห็นได้ชัดว่า เครือ ปตท.สามารถทำกำไรได้มหาศาลแค่ไหน แค่ PTT บริษัทเดียว นับตั้งแต่ปี 2556-2559 มีกำไรรวมกันทั้งหมด 264,992.70 ล้านบาท (อ่านรายละเอียดในกราฟิก)
       
       ผู้ถือหุ้นและพนักงานเครือ ปตท. เฮกันลั่นสนั่นเมือง แต่ประชาชนคนไทย ที่ควักจ่ายค่าพลังงาน หน้าแห้งไปตามๆ กัน
       
       ดังนั้น อย่าได้แปลกใจที่ทำไมรัฐบาลอินโดนีเซียกับปตท.สผ. จึงล้มเหลวในการเจรจา และต้องเดินมาถึงวันที่รัฐบาลอินโดนีเซีย ตัดสินใจฟ้อง ปตท.สผ. และพีทีทีอีพี ออสตราเลเชีย เรียกค่าเสียหาย 7 หมื่นล้าน กรณีน้ำมันรั่วที่แหล่งมอนทารา ซึ่งสร้างผลกระทบเป็นบริเวณกว้าง
       
       และอย่าได้แปลกใจที่ทำไม ปตท.ถึงยังอมท่อก๊าซฯ ไม่ยอมคาย ดึงดันอย่างถึงที่สุดว่านี่เป็นสมบัติของ ปตท. หาใช่สมบัติแผ่นดินดังที่ศาลสั่งให้คืนไม่
       
       และอย่าได้แปลกใจที่ ปตท. ชอบข่มขู่รัฐบาลและสังคมเพื่อขอปรับขึ้นค่าก๊าซฯ หรือน้ำมัน ภายใต้ข้ออ้างเพื่อสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงตอนที่ราคาเป็น “ขาขึ้น” ส่วนเวลา “ขาลง” หรือราคาก๊าซในตลาดโลกลดลง ไม่เห็นว่าจะกระเหี้ยนกระหือรือขอปรับราคาลงเพื่อสะท้อนต้นทุนจริงที่ลดลงแล้วเหมือนตอนขาขึ้นแต่อย่างใด
       
        เป็นสไตล์แบบว่าอะไรที่จะได้เก็บกวาดเรียบ ส่วนอะไรที่จะเสียมีแต่บ่ายเบี่ยง ปิดบัง และปรักปรำผู้อื่นเสียอย่างนั้น
       
       อย่าอวดโอ่ว่ากำไรพุ่งพุงกางเป็นฝีมือในการบริหารที่เลอเลิศแต่เพียงอย่างเดียว
       
       ทั่วทั้งโลกต่างก็รู้ว่าบนความร่ำรวย กำไรพุ่งกระฉูดขององค์กรธุรกิจใหญ่มักมีเบื้องหลังเสมอ
       
       อย่างกรณีคดีความกับรัฐบาลอินโดนีเซีย ใช่หรือไม่ว่าเป็นเพราะว่า ปตท.สผ. และเครือ บ่ายเบี่ยงไม่อยากจ่ายค่าเสียหายจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในท้องทะเลติมอร์ให้กับรัฐบาลอินโดนีเซีย ทั้งที่ ก่อนหน้านี้ พีทีทีอีพี ออสเตรเลเชีย บริษัทในเครือของ ปตท.สผ. ก็ยอมรับความผิดต่อศาลแขวงเมืองดาร์วิน ออสเตรเลีย ฐานละเมิดกฎหมายการปิโตรเลียมนอกชายฝั่ง ทำให้เกิดเหตุน้ำมันรั่วไหลและทำให้คนงานตกอยู่ในอันตราย
       
       แต่ก็อย่างว่า เครือ ปตท. ไม่ยอมจ่ายเพื่อจบกับรัฐบาลอินโดนีเซียในขั้นตอนเจรจาอยู่แล้ว มีแต่ต้องสู้กันถึงศาลตามประเพณีปฏิบัติขององค์กรธุรกิจใหญ่อย่างเครือ ปตท. ดังที่ออสเตรเลีย ฟ้องร้องเพื่อให้ยอมรับผิดและเรียกค่าเสียหายนั่นแหละ
       
       หรือแม้แต่ กรณีบริษัทพีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (PTTGC)  ที่ทำน้ำมันรั่วในทะเลระยอง ชาวบ้านที่ทำประมงชายฝั่งและผู้ประกอบการรายเล็กรายน้อยที่ได้รับผลกระทบ ได้ร้องขอเมตตาธรรมความเห็นใจจาก PTTGC แต่ถึงที่สุดก็ต้องไปจบกันที่ชั้นศาล โดย PTTGC ควักจ่ายเพียงจิ๊บๆ
       
       หรือขนาดที่ว่า สู้กันถึงศาล โดยศาลปกครองสูงสุด มีคำตัดสินออกมาแล้ว ปตท.ก็ยังมีการบ่ายเบี่ยงดังกรณี “อมท่อก๊าซฯ” ซึ่งเวลานี้รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เล่นทีเผลอเตะลูกส่งกลับคืนศาลปกครองสูงสุด ขอให้วินิจฉัยการส่งคืนท่อก๊าซฯของปตท.ให้แก่รัฐว่าครบถ้วนตามคำพิพากษาแล้วหรือไม่
       
       หากคิดกันง่ายๆ ว่า เมื่อถกเถียงกันไม่จบ ก็ให้ศาลปกครองสูงสุด วินิจฉัยเสียให้สิ้นเรื่องก็ดีแล้วนี่ แต่ว่าเรื่องนี้อาจจะมีเบื้องหน้าเบื้องหลังมากกว่านั้น
       
       มาติดตามคุ้ยแคะแกะปมเงื่อนที่ขาใหญ่เครือ ปตท. และรัฐบาล อยากจะปิด แต่สาธารณชนอยากจะรู้กัน
       
       กรณีอมท่อก๊าซ
       เส้นใหญ่ รัฐบาลไหนก็เกรงใจ
        เอาคดีสุดคลาสสิกที่สู้กันจนใกล้จะครบรอบหนึ่งทศวรรษในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ก่อน นั่นคือ เรื่องการอมท่อก๊าซฯ ของ ปตท. ขอสรุปรวบรัดแบบสั้นๆ ง่ายๆ ก่อนไปดูลีลาการเตะลูกออกของ “ครม.ลุงตู่” ในช็อตเด็ด
       
        เรื่องนี้มีที่มาจากคดีที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ฟ้องศาลปกครองสูงสุด ให้เพิกถอนกฎหมายแปรรูป ปตท. ซึ่งต่อมาเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2540 ศาลปกครองสูงสุด ได้วินิจฉัยและตัดสินคดีโดยใช้ “หลักรัฐศาสตร์” เข้ามาประกอบการพิจารณาและตัดสินว่า แม้การแปรรูป ปตท.จะไม่ถูกต้องตามกฎหมายหลายประการ แต่ศาลไม่เพิกถอนกฎหมายแปรรูป ปตท. ทั้ง 2 ฉบับ เนื่องจากเกรงจะเกิดผลกระทบในวงกว้าง จึงทำให้ ปตท. หรือ PTT มีสภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัดต่อไป แต่ศาลให้แก้ไขประเด็นต่างๆ ที่ขัดต่อข้อกฎหมาย โดยเฉพาะให้มีการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินเวนคืน และท่อส่งก๊าซ-น้ำมัน กลับคืนไปให้กับกระทรวงการคลัง เพราะถือเป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน
       
        ช่วงนั้น ครม.พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ มีมติให้สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เข้ามาตรวจสอบการส่งมอบทรัพย์สินดังกล่าว ซึ่งต่อมา ปตท. แจ้งว่า ได้แบ่งแยกทรัพย์สินและส่งมอบให้กระทรวงการคลัง ครบถ้วนแล้ว ทั้งที่ดินและท่อก๊าซฯ รวมมูลค่าประมาณ1.6 หมื่นล้านบาท แต่ สตง. และ คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) เห็นแย้งว่า ที่ส่งมอบกันนั้นยังไม่ครบถ้วนตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ยังมีระบบท่อส่งก๊าซฯบนบกและในทะเลที่ยังคืนไม่ครบ รวมมูลค่าประมาณ 3.2 หมื่นล้านบาท สู้กันไปมาหลายยก หลายรัฐบาล
       
       กระทั่งล่าสุด ครม.พล.อ.ประยุทธ์ ซุ่มเงียบ มีมติลับให้สำนักงานอัยการสูงสุด ยื่นศาลปกครองสูงสุด วินิจฉัย ปมปัญหาอมท่อก๊าซฯ อีกครั้ง แทนที่ ครม.ลุ่งตู่ จะทำตามคำแนะนำของ คตง.ที่ชี้แนะให้รัฐบาลใช้อำนาจบริหาร สั่ง ปตท. คืนท่อก๊าซฯ 3.2 หมื่นล้าน เพราะเรื่องนี้ศาลปกครองสูงสุด ได้เคยวินิจฉัยแล้วว่าศาลได้ตัดสินคดีไปแล้ว การส่งมอบคืนทรัพย์สินอย่างไรให้เป็นเรื่องของฝ่ายบริหารที่จะไปดำเนินการกัน
       
       ที่น่าเคลือบแคลงยิ่งกว่าก็คือคำอธิบายของ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี “เนติบริกร” มือวางอันดับหนึ่งของรัฐบาล คสช. ที่พูดง่ายๆ ว่า ปมคืนท่อก๊าซไม่มีใครยอมใคร ก็เลยต้องให้ศาลตัดสินอีกครั้ง
       
       ท่าทีของรัฐบาลที่ออกมาเป็นเช่นนี้ มีข้อสังเกตจากฟากฝั่งนางสาวรสนา โตสิตระกูล อดีต ส.ว. กรุงเทพฯ หนึ่งในผู้ฟ้องคดีในนามมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และเกาะติดเรื่องนี้มายาวนาน ที่ชวนให้คิดว่า การยื่นศาลเป็นการเตะถ่วงเพื่อให้คดีหมดอายุความหรือไม่ เพราะวันที่ 14 ธันวาคม 2560 นี้ คดีนี้ก็ครบ 10 ปีแล้ว
       
       อย่างที่รู้ๆ กัน เหตุที่ชวนให้สังคมเกิดข้อวิตกกังวลขึ้นมาก็เพราะว่า สำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) นั้น พอมีชื่อเสียงในเรื่องการดองคดีใหญ่อยู่บ้าง
       
       ย้อนมาดู “มติครม.ลุงตู่” เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2560 วันนั้น ครม. มอบหมายให้สำนักงานอัยการสูงสุด ยื่นเรื่องต่อศาลปกครองสูงสุด วินิจฉัยกรณีการคืนท่อก๊าซฯ ของ ปตท.อีกครั้งว่าครบถ้วนหรือไม่ ตามการเสนอเรื่องของกระทรวงการคลัง โดยเรื่องนี้เป็นมติที่ตีตรา “ลับมาก” และไม่มีการแถลงหรืออุบเงียบเอาไว้จนกระทั่งเป็นข่าวเอาเมื่อวันที่ 15พฤษภาคม 2560
       
       หลังจาก ครม.มีมติดังกล่าวออกมา ทาง คตง. มีการประชุมเมื่อวันที่ 2มีนาคม 2560 ทำการทักท้วงเพราะเห็นว่าเป็นการดำเนินการไม่ถูกต้อง และให้สตง.ส่งเรื่องให้ ครม.ทบทวนมติดังกล่าว โดยให้เหตุผลว่า เนื่องจากกระทรวงการคลัง ที่นำเรื่องเสนอต่อครม.วันนั้น ไม่ยึดถือเอาตามมติที่ประชุม 4 ฝ่าย คือ กระทรวงคลัง พลังงาน สำนักงานอัยการสูงสุด และ สตง. เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2559 ซึ่งมีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี นั่งเป็นประธาน ที่ให้ดำเนินการตามข้อเสนอของ สตง.  คือให้ ครม. สั่งให้กระทรวงการคลัง และกระทรวงพลังงาน ดำเนินการให้ ปตท. ส่งคืนท่อก๊าซให้กระทรวงการคลัง ให้ครบถ้วนตามหลักการบังคับบัญชาหรือหลักการบริหารราชการแผ่นดิน และตามความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องเสร็จที่ 1320/2559 ประกอบมติ คตง. เมื่อ 10 พฤษภาคม 2559
       
       ฟังคำอธิบายของนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ทำหนังสือถึงเลขาธิการครม.ลงวันที่ 16 ธันวาคม 2559 หลังจากที่ประชุมสี่ฝ่ายมีมติ และก่อนหน้าที่จะนำเรื่องเข้าครม. เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2560 นายอภิศักดิ์ ให้ความเห็นว่า หากจะปฏิบัติตามความเห็นของ สตง.อาจจะทำให้ผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้เสียฟ้องร้องดำเนินคดีได้ และแม้กระทรวงการคลัง จะเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ใน บมจ.ปตท.แต่ไม่อาจดำเนินการใดๆ เพื่อให้โอนทรัพย์สินของ บมจ.ปตท.มาเป็นของกระทรวงคลังได้ เพราะถือเป็นผู้มีส่วนได้เสียในเรื่องดังกล่าวอันมีลักษณะขัดกันแห่งผลประโยชน์
       
       กระทรวงการคลัง จึงขอให้ครม.มีมติให้ ครม. นายกรัฐมนตรี กระทรวงพลังงาน บมจ.ปตท. ซึ่งเป็นผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 4 ในคดีศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดง ที่ ฟ.35/2550 ร่วมกันยื่นคำร้องต่อศาลปกครองสูงสุด เพื่อมีคำสั่งว่าทรัพย์สินที่ สตง. เห็นว่ายังขาดไปนั้น เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่จะต้องโอนให้แก่กระทรวงการคลังหรือไม่ อย่างไร โดยให้มีมติให้สำนักงานอัยการสูงสุด พิจารณาดำเนินการ เพื่อให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน และกระทรวงการคลัง เข้าเป็นคู่กรณีเพื่อให้ต้องผูกพันตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลในคดีนี้ด้วย
       
       นายวิษณุ ชี้แจงหลังมีข่าวปูดออกมาว่า ทางอัยการแนะนำมาให้ยื่นเรื่องไปศาลปกครองสูงสุด ให้วินิจฉัยกรณีการคืนท่อก๊าซฯใหม่เพื่อความชัดเจน จึงได้ยื่นคำร้องไป ส่วนศาลจะรับหรือไม่ขึ้นอยู่กับศาลพิจารณา โดยให้ดูเฉพาะประเด็นนี้เท่านั้น ไม่ได้นำมาว่าใหม่ทั้งหมด เพราะเอกชนเคยยื่นพิจารณาใหม่แล้วหลายหนแต่ศาลไม่รับ เรื่องนี้ไม่ใช่เป็นเพราะ ครม. ไม่ทำตามความเห็น สตง. แต่ตนได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้ง สตง. ปตท. กระทรวงการคลัง มาหารือว่าจะตกลงกันอย่างไร แต่ต่างฝ่ายต่างไม่ยอม ในที่สุดเห็นว่าต้องยื่นไปศาลปกครองสูงสุดอีกครั้ง
       
       ทำไปทำมาดูคล้ายๆ กับว่า ขาใหญ่ ปตท.นั้น "เส้นใหญ่" จริงๆ จึงมีรายการดาหน้าออกมาช่วยโอบอุ้มจากผู้มีอำนาจในบ้านเมืองนี้โดยตลอด เพราะหากไม่ใช่การโอบอุ้มปตท.แล้ว เหตุไฉนนายวิษณุ จึงไม่ยึดถือเอามติที่ประชุม 4 ฝ่าย ซึ่งตัวเองนั่งเป็นประธานหัวโต๊ะอยู่ ให้ครม.สั่งปตท.คืนท่อก๊าซฯ
       
       หากเป็นเกมลูกหนัง ครม.ลุงตู่ เตะลูกไป ศาลจะเตะลูกออกมา อย่างที่เคยไม่รับวินิจฉัยเรื่องนี้มาแล้วหลายครั้งหรือไม่ ก็ต้องรอติดตามกันต่อไป
       
       แต่ ณ เวลานี้ มีข้อสังเกตจากนางสาวรสนา โตสิตระกูล อดีต สว. กรุงเทพฯ และอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติด้านพลังงาน ที่จี้ใจดำรัฐบาลลุงตู่ โดยตั้งคำถามว่า ครม.นำคดีท่อก๊าซไปศาลปกครองครั้งนี้เป็นเพียงการถ่วงเวลาเพื่อให้คดีหมดอายุความใช่หรือไม่ ? 
       
       นางสาวรสนา ยังชี้ประเด็นให้เห็นด้วยว่า หลังจากศาลปกครองสูงสุด ตัดสินคดี แล้วมีข้อโต้แย้งกันเรื่องคืนทรัพย์สินโดยเฉพาะท่อส่งก๊าซฯให้ไม่ครบถ้วนตามการตรวจสอบของ สตง. จึงมีประชาชน 1,455 คน นำเรื่องการไม่ปฏิบัติตามมติ ครม.ในการแบ่งแยกทรัพย์สินตามคำพิพากษาไปฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุด
       
       “.... คำสั่งศาลปกครองสูงสุด ที่ 800/2557 ได้พิพากษาว่า “กรณีที่ผู้ฟ้องคดีทั้ง 1,455 คนกล่าวอ้างว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติให้เป็นไปตามคำพิพากษา ไม่ได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด เป็นเรื่องที่ต้องไปว่ากล่าวกันในหน่วยงานของรัฐที่อยู่ภายใต้บังคับบัญชาของคณะรัฐมนตรี
       
       “จากคำสั่งศาลปกครองสูงสุด ที่ 800/2557แสดงว่าศาลปกครองวินิจฉัยว่า การแบ่งแยกและคืนทรัพย์สินให้ครบถ้วนตามคำพิพากษา ที่ ฟ 35/2550 ตามมติ ครม.เมื่อ 18 ธันวาคม 2550 เป็นเรื่องที่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของคณะรัฐมนตรี ที่จะใช้หลักการบังคับบัญชาให้มีการส่งมอบทรัพย์สินมูลค่าประมาณ 3.2 หมื่นล้านบาท คืนให้กระทรวงการคลัง ให้ครบถ้วนตามการตรวจสอบของ สตง.ได้
       
       “เมื่อคณะรัฐมนตรีไม่ได้มีการปฏิบัติตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุด ที่ 800/2557 จึงมีการนำเรื่องไม่ปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 ธ.ค. 2550 ประกอบคำสั่งที่ 800/2557 ไปร้องต่อคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งมีอำนาจตรวจสอบว่าหน่วยราชการที่เป็นผู้รับตรวจได้ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ คำสั่ง หรือมติคณะรัฐมนตรีหรือไม่
        
       “คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน มีมติเมื่อ 10 พ.ค. 2559 ให้มีการคืนทรัพย์สินท่อก๊าซมูลค่าประมาณ 3.2 หมื่นล้านบาท ให้กระทรวงการคลัง และมีมติแจ้งให้นายกรัฐมนตรี รมว.กระทรวงการคลัง รมว.กระทรวงพลังงานและ บมจ.ปตท.ดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายใน 60 วัน นับตั้งแต่ 24 สิงหาคม 2559 ซึ่งครบกำหนดไปแล้วเมื่อ 24 ตุลาคม 2559
       
         “คณะกรรมการกฤษฎีกาก็มีความเห็นในทางเดียวกันว่าคำพิพากษา ที่ ฟ 35/2550 มีความชัดเจนอยู่แล้วว่า “ศาลปกครองสูงสุดมิได้แยกระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติออกเป็นส่วนๆ หรือคำนึงว่าท่อส่งก๊าซและอุปกรณ์ตั้งอยู่บนที่ดินของใคร ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่าท่อส่งก๊าซธรรมชาติเป็นสิ่งที่ต้องใช้ทั้งระบบ ไม่สามารถแยกออกเป็นท่อนๆ ได้”
       
         “ผู้ตรวจการแผ่นดินก็มีคำวินิจฉัยว่าการคืนทรัพย์สินยังไม่ครบถ้วน แต่จนบัดนี้คณะรัฐมนตรีก็ยังคงเตะถ่วงเวลา ไม่ดำเนินการให้มีการคืนท่อก๊าซให้เป็นไปตามมติคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน คำวินิจฉัยของผู้ตรวจการแผ่นดิน คำวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกาและคำสั่งศาลปกครองสูงสุด ที่ 800/2557 ที่วินิจฉัยว่าคณะรัฐมนตรีสามารถใช้หลักการบริหารเพื่อรักษาผลประโยชน์อันชอบธรรมของแผ่นดิน ดำเนินการให้มีการส่งมอบทรัพย์สินที่ยังคืนไม่ครบถ้วน ให้ครบถ้วนได้
       
        “คณะรัฐมนตรีควรดำเนินการตามหลักการบังคับบัญชาให้มีการคืนทรัพย์สินให้ครบถ้วนตามการตรวจสอบของ สตง.หลังจากนั้นจึงควรที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 4 จะไปรายงานต่อศาลปกครองสูงสุดอีกครั้งว่าได้ดำเนินการใหม่ตามคำพิพากษาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
       
        “การประวิงเวลาด้วยการจะนำคดีท่อก๊าซกลับไปให้ศาลพิจารณาใหม่นั้น น่าจะไม่มีประเด็นที่ศาลจะรับคำร้องมาพิจารณา เพราะในคำพิพากษา ที่ ฟ 35/2550 นั้น มีคำสั่งที่ชัดเจนอยู่แล้วให้แบ่งแยกทรัพย์สินที่ได้มาโดยอำนาจมหาชน ตลอดจนสิทธิและอำนาจมหาชนที่ต้องแบ่งแยกออกจากสิทธิและอำนาจของเอกชน ซึ่งในมติ ครม.เมื่อ 18 ธ.ค. 2550 ก็ได้กำหนดแนวทางในการปฏิบัติไว้แล้ว เมื่อการแบ่งแยกทรัพย์สินที่ผ่านมาไม่เป็นไปตามมติ ครม. ก็เป็นหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีปัจจุบันที่ต้องใช้หลักการบริหารแก้ปัญหาซึ่งศาลปกครองสูงสุดได้รับรองไว้แล้วในคำสั่งที่ 800/2557
       
        “14 ธันวาคม 2560 จะครบ 10 ปีของคำพิพากษาในคดีนี้แล้ว ต้องถามว่าคดีนี้จะหมดอายุความในการบังคับคดีเมื่อครบกำหนด 10 ปีหรือไม่  ดังนั้น การประวิงเวลาเอาคดีไปขึ้นศาลปกครองอีกครั้งโดยไม่จำเป็น จึงมีคำถามว่ารัฐบาลตั้งใจจะปล่อยคดีนี้ให้หมดอายุความเป็นเทคนิคัลฟาวล์ใช่หรือไม่” น.ส.รสนา ระบุ
       
       น้ำมั่นรั่วแหล่งมอนทารา
       เบื้องลึกที่รัฐบาลอินโดฯ ต้องฟ้อง
        มาว่ากันเรื่องรัฐบาลอินโดนีเซียฟ้องร้องเครือ ปตท. กรณีน้ำมันรั่วในแหล่งมอนทารา ซึ่ง สถานีโทรทัศน์ News1 โดย นงวดี ถนิมมาลย์ ได้สัมภาษณ์พิเศษนายอาลีฟ ฮาวาส โอโกรเซโน รัฐมนตรีช่วยกระทรวงประสานงานกิจการทางทะเลของอินโดนีเซีย ถึงเบื้องหลังการตัดสินใจ ยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหาย 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ ราว 69,000 ล้านบาท จาก บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) และ พีทีทีอีพี ออสตราเลเชีย (PTTEP Australasia) บริษัทลูกในประเทศออสเตรเลีย รวมถึง ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด(ปตท.สผ.) หลังเหตุระเบิดที่แท่นขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ บริเวณแหล่งขุดเจาะมอนทาราของ ปตท.สผ. นอกชายฝั่งออสเตรเลียในปี 2009 หรือ เมื่อเกือบ 8 ปีก่อน
       
        นายอาลีฟ ฮาวาส โอโกรเซโน เล่าเบื้องหลังที่ต้องฟ้องว่า หลังเกิดเหตุรัฐบาลอินโดนีเซียได้ประชุมหารือกับปตท.เมื่อปี 2010 - 2011 นับสิบครั้ง ทางปตท.สผ.และรัฐบาลอินโดนีเซีย มีข้อตกลงร่วมกันที่จะตั้งคณะกรรมการกลางขึ้นมา ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนจากอินโดนีเซียและไทย และมีตัวแทนจากยุโรป 1 คน คณะกรรมการชุดนั้นมีข้อตกลงกันว่าต้องมีบันทึกความเข้าใจร่วม หรือเอ็มโอยู และสถานที่จะเซ็นเอ็มโอยูคือ สิงคโปร์ แต่ปตท.สผ.ไม่เคารพข้อตกลงนั้น และมีการเลื่อนออกไปเรื่อยๆ กระทั่งเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2012 รัฐบาลอินโดนีเซีย จึงส่งจดหมายแจ้งไปยัง ปตท.ว่าถ้า ปตท.ยังไม่มาประชุมหารือกัน อินโดนีเซีย จะนำเรื่องขึ้นสู่ศาล
       
        จากนั้น หลังการเลือกตั้งทั่วไปของอินโดนีเซีย เมื่อปี 2014 รัฐบาลชุดปัจจุบันเข้ามาบริหารประเทศเมื่อปีที่แล้ว ได้นำเรื่องนี้มามาพิจารณาอีกครั้งและตัดสินใจฟ้อง PTTEP ต่อศาลกลางอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม ที่ผ่านมา
       
       นายโอโกรเซโน ยังกล่าวด้วยว่า การเจรจาหารือกับตัวแทนปตท.ที่ผ่านมา มีข้อตกลงกันว่าจะทำอะไรบ้าง จะทำเมื่อไหร่ แต่พอถึงเวลาจริงพวกเขาก็เลื่อนออกไป แล้วต้องมาประชุมใหม่ เป็นเช่นนี้หลายครั้ง
       
        "ผมคิดว่า กลยุทธ์ของเขาคือการถ่วงเวลา ซึ่งผมคิดว่าหมดเวลาแล้ว และถึงเวลาแล้วที่ต้องมานั่งคุยเรื่องนี้กันอย่างจริงจังในชั้นศาล และจนถึงขณะนี้ ปตท.ยังไม่มีการแสดงความรับผิดชอบอะไรใดๆ เกิดขึ้นเลย ก็เคยมีนะที่พวกเขาเคยตกลงว่าจะจ่ายค่าCSR 3 ล้านดอลลาร์ แต่แล้วก็เปลี่ยน หลังจากนั้นก็บอกว่าจะจ่าย 5 ล้านดอลลาร์แล้วก็เปลี่ยนอีก แบบนี้คือวิธีที่พวกเขาทำธุรกิจกับพวกเรา"
       
        ต่อคำถามที่ว่า ปตท.ได้ยืนยันว่า เหตุการณ์น้ำมันรั่วไหลไม่ได้ส่งผลต่อระบบนิเวศน์ และสิ่งแวดล้อมอินโดนีเซียโดยอ้างรายงานของออสเตรเลีย นายโอโกเซโน ถึงกับอุทานว่า "โอ้ เรามีหลักฐานมากมาย ซึ่งมันค่อนข้างแปลกที่ ปตท.สผ.อ้างหลักฐานจากออสเตรเลีย เพราะว่าออสเตรเลียไม่เคยเข้ามาทำการสำรวจพื้นที่อินโดนีเซียเลย ผมว่ามันไม่ค่อยสมเหตุสมผลนัก
       
        "เราได้รวบรวมหลักฐาน ตัวอย่างต่างๆ และเชื้อเชิญให้เขาเข้ามาเก็บตัวอย่างด้วย .... ส่งจดหมายเชิญไปหลายฉบับ แต่พวกเขาไม่เคยมา ดังนั้นหากว่า เขายืนยันว่า มีข้อมูลจากออสเตรเลีย ก็แล้วแต่เขานะ เพราะว่าเขาเพิ่งจะแพ้คดีที่ชาวประมงสาหร่ายที่ยื่นฟ้องในออสเตรเลีย ใช่มั้ย? นั่นคือการตัดสินของศาลออสเตรเลียนะ มีคำพิพากษาออกมาแล้ว แล้วถ้าศาลอ้างอิงหลักฐานจากคำตัดสินคดีนั้น พวกเขาจะโต้แย้งอย่างไรได้
       
               "คุณรู้มั้ยว่า ปตท. จะมีทฤษฎีที่ใช้กล่าวอ้างต่างๆ นานา เช่นว่าน้ำมันไม่ได้รั่วไหลแพร่กระจายไปถึงอินโดนีเซีย แต่ฝั่งเราก็มีข้อมูลจากทางการออสเตรเลียด้วยเหมือนกัน ปตท.สามารถนำข้อโต้แย้งเหล่านี้ชี้แจงต่อศาลอินโดนีเซียได้ เราก็คอยติดตามต่อไปแล้วกัน"
       
        การฟ้องร้องครั้งนี้ รัฐบาลอินโดนีเซีย ขอให้ศาลออกคำสั่งอายัดทรัพย์สินของ ปตท. ด้วย หากสู้กันในชั้นศาลแล้ว ปตท.แพ้คดีแล้วไม่ยอมจ่าย ซึ่งเป็นวิธีการปกติทั่วไป และหากค่าชดใช้สูงมากทรัพย์สินที่อายัดในอินโดนีเซียไม่พอต่อค่าความเสียหาย ก็จะขอศาลมีคำสั่งอายัดทรัพย์สินที่อยู่นอกอินโดนีเซียด้วย ซึ่งอินโดนีเซีย มีประสบการณ์ด้านนี้มาก่อนกรณีที่อินโดนีเซียถูกบริษัทอเมริกันฟ้อง
       
        ".... คดีนั้นเราแพ้และยืนยันที่จะจ่าย บริษัทอเมริกันที่ฟ้องเราก็ร้องต่อศาลในสหรัฐอเมริกา ให้อายัดทรัพย์สินของบริษัทรัฐวิสาหกิจอินโดนีเซียทั่วโลกเลยนะ มันเกิดขึ้นจริงๆ และทรัพย์สินถูกอายัดไว้ ซึ่งเราก็จ่ายตามที่ศาลมีคำสั่ง มีกรณีเหล่านี้เกิดขึ้นอยู่ทั้งที่อินโดนีเซียถูกฟ้องและอินโดนีเซียเป็นผู้ฟ้อง
       
              "เมื่อไม่นานมานี้ เราถูกฟ้องร้องจากบริษัทเหมืองจากอังกฤษชื่อ เชอร์ชิลไมนิ่ง คดีนี้เราชนะได้เงินชดเชยค่าเสียหาย 1.5 พันล้าน และเราจึงไปฟ้องร้องดำเนินคดีในรัฐวอชิงตัน ซึ่งที่สุดบริษัทแห่งนั้นต้องจ่ายเราอีก 10 ล้านดอลลาร์ และ อีก 150,000 ดอลลาร์ เป็นค่าความเสียหาย ดังนั้นคุณจะเห็นว่า เรามีประสบการณ์เรื่องเหล่านี้ และ สำหรับเราแล้วเป็นมาตรฐานทั่วไปที่เราจะสามารถอายัดทรัพย์ในอินโดนีเซีย และ ร้องขอให้ศาลอายัดทรัพย์นอกอินโดนีเซียก็ได้ เป็นเรื่องปกติที่ทำได้
       
        ตามขั้นตอนทางกฎหมายต่อจากนี้ เมื่อรัฐบาลอินโดนีเซียยื่นเรื่องต่อศาลไป หลังจากนี้ก็ขึ้นอยู่กับศาล โดยทั่วไปแล้วที่อินโดนีเซีย ศาลจะออกคำสั่งเรียกคู่กรณีมาไกล่เกลี่ย หลังจากนั้นก็จะเริ่มการเจรจาอีกครั้ง แต่การเจรจาครั้งนี้จะต้องอยู่ภายใต้การดูแลของศาล
       
        สำหรับคำประกาศระงับการลงทุนใหม่ในอินโดนีเซียของปตท.ระหว่างคดีนี้อยู่ในชั้นศาลนั้น นายโอโกรเซโน ตอบทันทีว่า "เราไม่กังวล เรามีพันธมิตรมากมายในประชาคมโลกในอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซ เรามีพันธมิตรญี่ปุ่นซึ่งกำลังจะลงทุนด้านขุดเจาะก๊าซที่ใหญ่ที่สุดอันดับสองของโลกในอินโดนีเซีย นอกจากนี้เรายังมีพันธมิตรบริษัทอเมริกันด้านน้ำมันและก๊าซ เรามีพันธมิตรด้านน้ำมันและก๊าซมากมายในโลกนี้
       
        อย่างไรก็ตาม การฟ้องร้องคดีครั้งนี้ ไม่มีส่วนกระทบต่อความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลอินโดนีเซีย เพราะ ปตท. เป็นบริษัทเอกชน
       
        ต่อคำถามที่ว่า เคยเกิดเหตุลักษณะนี้กับอินโด ฯหรือไม่ และจบลงอย่างไร มีการรับผิดชอบอย่างไร ทำให้เห็นว่า ปตท.สผ.นั้น ปฏิเสธความรับผิดชอบเช่นไร
       
        โดยนายโอโกรเซโน บอกว่า เคยมีหลายกรณีเกิดขึ้นเช่น ที่มะละกา ในสิงคโปร์ ที่น้ำมันรั่วจากเรือลงทะเล เราเพิ่งจะมีกรณีน้ำมันรั่วไหลที่กระทบสิ่งแวดล้องกับทางการสิงคโปร์เมื่อเดือนม.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเรากำลังประสานงานกับบริษัทประกัน และบริษัทในอังกฤษ
       
        "ความแตกต่างระหว่างเหตุการณ์น้ำมันรั่วในมะละกา , สิงคโปร์ และ มอนทารา อยู่ตรงที่เจ้าของเรือ และบริษัทประกันทำงานรวดเร็วมาก เข้ามาแสดงความรับผิดชอบ มาอธิบายถึงปัญหา มาจัดการสำรวจ และรีบจัดแจงเรื่องการชดใช้ความเสียหาย การแสดงความรับผิดชอบเป็นไปอย่างรวดเร็วมาก
       
        "แต่กรณี ปตท.สผ.ไม่เป็นเช่นนั้น มีการปฏิเสธความรับผิดชอบ และยืนกรานท่าเดียวว่าน้ำมันรั่วไหลไปไม่ถึงอินโดนีเซีย อ้างข้อมูลจากออสเตรเลีย ซึ่งแตกต่างกับกรณีอื่น 
       
        "และหากคำถามคุณหมายถึงว่ากรณีน้ำมันรั่วนี้เคยเกิดขึ้นกับเรามาก่อนหรือเปล่า คำตอบคือนี่ไม่ใช่ครั้งแรก แต่ถ้าถามว่านี่เป็นครั้งแรกหรือเปล่าที่คนที่ทำผิดแต่ไม่รับผิดชอบ คำตอบคือ ใช่ นี่เป็นกรณีแรกที่เราเคยเจอ"
       
        ฉีกหน้าขาใหญ่ กำไรพุงปลิ้น เป็นริ้วๆ ช่างน่าอับอายชาวโลกยิ่งนัก
       
       


พิมพ์จาก http://mgronline.com/asp-bin/mgrView.asp?NewsID=9600000050586
เวลา 28 มิถุนายน 2560 15:51 น.
ผู้จัดการออนไลน์ - Manager Online (http://www.mgronline.com)