พยาบาลจ่อล่ารายชื่อยื่น “บิ๊กตู่” ขอบรรจุ ขรก.แจงทำงานหนักวันละ 16 ชม.นาน 20-25 วัน รายได้น้อย
14 พฤษภาคม 2560 16:07 น.

       เครือข่ายพยาบาลฯ เตรียมล่ารายชื่อยื่น “บิ๊กตู่” ขอความเห็นใจบรรจุข้าราชการ แจงทำงานหนักมากวันละ 16 ชั่วโมง นานถึง 25 วัน ขณะที่รายได้ก็ไม่มาก เผยเด็กจบใหม่แห่ลาออก เพราะไม่มีความหวัง ยอมจ่ายหนี้กองทุนแทน ด้านนักวิชาการสาธารณสุข ชี้ ควรแยกออกจาก ก.พ. ขณะที่ รองปลัด สธ. ย้ำแยกตัว ก.พ. อาจไม่ใช่คำตอบทั้งหมด
       
       ความคืบหน้ากรณีคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไม่อนุมัติการบรรจุข้าราชการตั้งใหม่ตำแหน่งพยาบาลวิชาชีพจำนวน 10,992 อัตรา แต่ให้นำตำแหน่งข้าราชการว่างของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) มาบริหารจัดการก่อน โดยเครือข่ายพยาบาลวิชาชีพลูกจ้างชั่วคราว สธ. ออกแถลงการณ์ขอให้นายกรัฐมนตรีเปลี่ยนแปลงมติ ครม. ขณะที่ สธ. เตรียมประชุมชี้แจงพยาบาลทั่วประเทศในสัปดาห์นี้
       
       วันนี้ (14 พ.ค.) น.ส.รุ่งทิวา พนมแก พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ รพ.ร้อยเอ็ด และผู้ประสานงานเครือข่ายพยาบาลวิชาชีพลูกจ้างชั่วคราว ประจำภาคอีสาน กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการเตรียมรวบรวมรายชื่อยื่นต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อขอความเห็นใจให้เปลี่ยนแปลงมติ ครม. เพราะตำแหน่งที่ขอเป็นอัตราที่ไม่ได้มาก เมื่อเทียบกับจำนวนพยาบาลและประชาชนที่เข้ารับบริการ เนื่องจากภาระงานของพยาบาลทุกวันนี้ถือว่ามากมายจริงๆ ส่วนกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ระบุว่า ไทยมีสัดส่วนพยาบาลสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่องค์การอนามัยโลกกำหนด 1.4 คน ตัวเลขดังกล่าวเป็นการรวมทั้งประเทศ คือ เป็นพยาบาลภาครัฐและเอกชน คิดสัดส่วนที่พยาบาล 1 คนต่อคนไข้ 400 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็น รพ.เอกชน แต่จริงๆ ปัญหาส่วนใหญ่อยู่ใน รพ.รัฐ ซึ่งปัจจุบันเราดูแลคนไข้จำนวนมากสัดส่วนพยาบาล 1 คนต่อคนไข้ 600 คน หลายคนไม่เข้าใจในวิชาชีพเรา พวกเราทำงานหนักมากใน 1 วัน เราทำงานกันถึง 16 ชั่วโมง เป็นอย่างต่ำ โดยแต่ละเดือนทำงานวันละ 16 ชั่วโมง ถึง 20 - 25 วัน นอกนั้นก็ทำงานตามปกติ จะมีวันหยุดได้เดือนละ 2 วัน
       
       น.ส.รุ่งทิวา กล่าวว่า ขณะที่รายได้เฉลี่ยชั่วโมงละ 65 บาท แต่หากเป็นช่วงทำโอทีเฉลี่ยชั่วโมงละ 75 บาท อย่างเงินเดือนแรกเข้าที่เป็นลูกจ้างก็อยู่ประมาณ 13,000 บาท ขณะที่เป็นข้าราชการจะได้ 15,000 บาท อย่างไรก็ตาม สำหรับส่วนตัวแล้วทำมา 4 ปี เริ่มต้นได้เพียง 11,680 บาทต่อเดือน กระทั่งปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็น 13,150 บาทต่อเดือน หากทำโอทีมากๆ ก็จะได้เพิ่มเฉลี่ย 10,000 - 12,000 บาทต่อเดือน ทั้งนี้ ทราบดีว่า การทำงานใน รพ.รัฐ จะได้รับค่าตอบแทน หรือรายได้ไม่มากเท่าเอกชน แต่เรามีความหวัง อย่างนักเรียนทุนเมื่อมาทำงานต้องใช้ทุน 4 ปี ก็มีความหวังว่าจะบรรจุเป็นข้าราชการ แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา น้องๆ หลายคนดูแล้วไม่มีความหวัง ก็ยอมจ่ายค่าทุนก่อนจะใช้ทุนครบ 4 ปีด้วยซ้ำ อย่างค่าเรียน 120,000 บาท หากใช้หนี้ทุนต้องคูณ 2 เป็นไปตามสัญญา โดยเฉลี่ยต้องจ่ายคืนประมาณ 240,000 บาท หลายคนก็ยอม เพราะจบมาใหม่ๆ ไปทำงาน รพ.เอกชนแค่ 1 - 2 ปี ก็ได้เงินคืนแล้ว
       
       ผู้สื่อข่าวถามถึงการลาออกวันที่ 30 ก.ย. นี้ หากไม่ได้รับตำแหน่ง ทำให้หลายคนมองว่าเอาคนไข้เป็นตัวประกัน น.ส.รุ่งทิวา กล่าวว่า เป็นเรื่องขวัญกำลังใจให้แก่พวกเรา ซึ่งพวกตนต้องการความมั่นคงในวิชาชีพ ต้องการเป็นข้าราชการภายใต้แผ่นดินไทย ซึ่งการลาออกก็เป็นสิทธิของน้องๆ ที่ทำได้ อย่าลืมว่า อยู่ รพ.รัฐ เงินก็น้อยอยู่แล้ว แค่ต้องการขวัญและกำลังใจในความก้าวหน้าของวิชาชีพเท่านั้น
       
       ด้าน นายริซกี สาร๊ะ เลขาธิการชมรมนักวิชาการสาธารณสุข (ประเทศไทย) และกรรมการฝ่ายยุทธศาสตร์ชมรม ผอ.รพ.สต.(ประเทศไทย) กล่าวว่า จากปัญหาการบรรจุพยาบาล หลายวิชาชีพเริ่มมีการปลุกแนวคิดอยากออกจาก ก.พ. อีกครั้ง ซึ่งจากการหารือร่วมกันระหว่างนักสาธารณสุขและชมรมผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล เห็นว่า การแยกตัวจาก สธ. ไปสู่สำนักงานส่งเสริมสุขภาพประชาชนแห่งชาติ (สสปช.) ซึ่งทางเครือข่ายและกลุ่มต่างๆ ใน รพ.สต. เสนอให้มีการตั้งขึ้น เป็นแนวทางที่ดีที่สุดตอนนี้ เพราะการอยู่ สธ. ไป จะยิ่งถูกลดบทบาทไปจนสูญพันธุ์ไปในที่สุด
       
       นายริซกี กล่าวว่า หากพิจารณาจากข้อมูลความเหลื่อมล้ำ ของ สธ. ที่นักสาธารณสุขพบเจอ และมีผลต่อการตัดสินใจ อาทิ 1. การถอดบทเรียนคลินิกหมอครอบครัวจากพื้นที่ 24 แห่ง แต่กลับไม่เข้าใจบริบทของนักวิชาการสาธารณสุข และเจ้าพนักงานสาธารณสุข ใน รพ.สต. โดยถูกมองเป็นคนเขียนรายงาน คนทำสื่อสุขศึกษา หรือแบ็กออฟฟิศมากกว่า แต่กลับมองข้ามงามหลักไปทั้งส่งเสริมสุขภาพ ควบคุมป้องกันโรค ฯลฯ 2. ในขณะที่สายงานอื่นๆ ก.พ. ให้ใช้วิธีคัดเลือกบรรจุ แต่สายงานนักวิชาการสาธารณสุข และเจ้าพนักงานสาธารณสุข ก.พ. กลับมีระเบียบให้สอบบรรจุแทน 3. ชำนาญการพิเศษของ ผอ.รพ.สต. มีระเบียบออกมาหลายปี แต่ยังจัดสรรแค่ จังหวัดละ 1 ตำแหน่งเท่านั้น ตอนหลังมาจำกัดว่า รพ.สต. ต้องผ่าน รพ.สต. ติดดาวและคลินิกหมอครอบครัวเท่านั้น เป็นต้น นอกจากนี้ การดูแลสวัสดิภาพ สวัสดิการ ขวัญกำลังใจ และความปลอดภัยของ รพ.สต. สธ. มีการสนับสนุนเพียงน้อยนิดมาก มีแต่มาตรการเฉพาะหน้าเพื่อลดกระแสเท่านั้น แต่ไม่เคยสนับสนุน คนเงินของ เพื่อแก้ปัญหามาตรการความปลอดภัยอย่างจริงจังเสียที
       
       ด้าน นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ รองปลัด สธ. กล่าวว่า ความเห็นส่วนตัวมองว่าการแยกออกจาก ก.พ. หรือ สธ. ยังไม่ใช่คำตอบทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา สธ. สร้างความเข้าใจในแต่ละวิชาชีพตลอด อย่างปีที่แล้วมีการเปิดเวทีให้ทุกฝ่ายเข้าร่วมแสดงความคิดเห็นเดือนละครั้ง หลังจากได้แก้ปัญหาไปในหลายเรื่อง ปีนี้ก็ยังมีการเปิดเวทีให้แสดงความคิดเห็นกัน 2 เดือนครั้ง โดยครั้งต่อไปจะเกิดขึ้นประมาณช่วงต้นเดือนมิถุนายน ฝ่ายใดที่มีปัญหาในเรื่องต่างๆ ก็สามารถเข้ามาพูดคุยกันได้ แต่ที่ผ่านมานั้นหลายภาคส่วนมักจะเข้ามาพูดถึงปัญหาของตนเองแล้วก็ไป ในขณะที่ทุกฝ่ายอยากได้ในสิ่งที่ตัวเองอยากได้ แต่ สธ. ต้องมองภาพรวมในการบริหารจัดการทุกอย่างให้ลงตัวแล้วเกิดประโยชน์สูงสุด


พิมพ์จาก http://mgronline.com/asp-bin/mgrView.asp?NewsID=9600000048646
เวลา 24 มิถุนายน 2560 19:16 น.
ผู้จัดการออนไลน์ - Manager Online (http://www.mgronline.com)