จดหมาย "ลับ" สอนวิธีโกง ฉบับ คู่มือปล้น เอราวัณ-บงกช (ตอนที่ 2) : แค่ยื้อคืนท่อก๊าซในทะเล ก็ใช้วิชามารกำหนดผู้ชนะประมูลได้ !?
21 เมษายน 2560 14:13 น.

       "ณ บ้านพระอาทิตย์"
        "โดย...ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์"
       
       เรื่อง เสนอใช้ท่อก๊าซธรรมชาติเพื่อกีดกั้นมิให้เกิดการประมูลแข่งขันเอราวัณ-บงกช
       เรียน ท่านผู้ทรงเกียรติทั้งหลาย
       
       สิ่งที่ส่งมาด้วย : ภาพท่อก๊าซธรรมชาติทางทะเลในอ่าวไทย และสรุปขั้นตอนถ้าต้องการล็อกสเปกการประมูลเอราวัณ-บงกชด้วยท่อก๊าซธรรมชาติ
       
        เรื่องที่กระผมจะเสนอต่อจากจดหมายฉบับที่แล้ว ก็ยังคงเป็นหนทางที่จะทำให้พวกท่านไม่ต้องกังวลอีกต่อไปในการปล้น 2 แหล่งปิโตรเลียมที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย ดีไหมครับ?
       
        แหล่งแรกคือ เอราวัณ ซึ่งผู้รับสัมปทานเดิมนำโดย เชฟรอน และกำลังจะหมดสัญญาสัมปทานในปี 2565 และแหล่งที่สอง คือบงกช ซึ่งผู้รับสัมปทานเดิมคือ ปตท.สผ.กำลังจะหมดสัญญาสัมปทานในปี 2566
       
       ทั้ง 2 แหล่งนี้ มีมูลค่าปิโตรเลียมต่อปีสูงถึง 2 แสนล้านบาท ถ้าทำสัญญาได้ 10 ปีก็ 2 ล้านล้านบาท ดังนั้นกระผมจึงขอแสดงความยินดีอย่างยิ่งในความสำเร็จชั้นต้นของพวกท่าน คือการที่ พรบ.ปิโตรเลียม ฉบับแก้ไขล่าสุด จะไม่มีการบัญญัติให้มีการจัดตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติ เพื่อที่จะมารับโอนทรัพย์สินที่กำลังจะหมดสัญญาสัมปทานจากทั้ง 2 แหล่งนี้
       
       ถ้าหากมีบรรษัทพลังงานแห่งชาติเกิดขึ้น ผู้รับสัมปทานรายเดิมก็จะต้องโอนทรัพย์สินกลับคืนสู่แก่รัฐในนามบรรษัทพลังงานแห่งชาติ คำถามตามมามีอยู่ว่าทรัพย์สินที่หมดอายุสัญญาสัมปทานที่รัฐจะได้กลับมานั้นมีอะไรบ้าง และ กระผมไปตรวจสัญญาสัปทานแล้วพบว่ามีมากมายมหาศาลอย่างยิ่งกว่าที่หลายคนจะคาดคิด เพราะสัญญาได้ระบุว่า
       
       "ผู้รับสัมปทานจะต้องส่งมอบที่ดิน อาคาร ถนน รถไฟ ท่อส่งปิโตรเลียม เครื่องสูบ เครื่องจักร ชานเจาะ ถังเก็บน้ำมัน สถานี สถานีย่อย สถานีปลายทาง โรงงาน ท่าเรือ สิ่งติดตั้งและเครื่องอำนวยความสะดวกอื่นๆ อันจำเป็นต่อการสำรวจ ผลิต เก็บรักษาหรือขนส่งปิโตรเลียม หรืออันมีลักษณะที่ใช้เป็นสาธารณูปโภคได้ เช่น ระบบไฟฟ้า ก๊าซ น้ำ สื่อสารหรือโทรคมนาคม ที่เกี่ยวกับพื้นที่ผลิตแปลงนั้น ให้แก่รัฐบาลไทยโดยไม่คิดมูลค่า"
       
        ข้อสำคัญถ้ามีการใช้ระบบแบ่งปันผลผลิตเมื่อไหร่ (หมายถึงแบ่งปริมาณปิโตรเลียมที่ผลิตได้ระหว่างบรรษัทพลังงานแห่งชาติกับเอกชนคู่สัญญา) องค์กรบรรษัทพลังงานแห่งชาติก็จะต้องมีสภาพบังคับให้ทำหน้าที่ตรวจนับปริมาณน้ำมันทุกหยด และวัดปริมาณก๊าซธรรมชาติทุกลูกบาศก์ฟุต เพื่อให้บรรษัทพลังงานแห่งชาติจะได้นำปิโตรเลียมที่ผลิตได้มาขายแทนส่วนที่รัฐพึงได้ให้กับลูกค้าต่างๆ เช่น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และรวมถึงประชาชน โดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลางเช่นในปัจจุบัน
       
       ถ้าขืนมีสภาพบังคับให้บรรษัทพลังงานแห่งชาตินับปริมาณเช่นนี้แล้ว ต่อไปจะโกงปริมาณน้ำมันและก๊าซธรรมชาติได้อย่างไร อีกทั้งจะขายน้ำมันและก๊าซในราคาแพงๆ เพื่อทำกำไรมหาศาลให้กับผู้ถือหุ้นก็ไม่ง่ายเสียแล้ว เพราะมีบรรษัทพลังงานแห่งชาติของรัฐคอยถ่วงดุลราคาขายปิโตรเลียมของตัวเองให้ประชาชนอยู่ตลอดเวลาได้ โชคจึงเข้าข้างพวกเราแล้วที่กฎหมายปิโตรเลียมไม่มีการบัญญัติให้จัดตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติเอาไว้
       
        แผนการที่ท่านช่วยกันผลักดันให้กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติมาทำหน้าที่บรรษัทพลังงานแห่งชาตินั้นถือว่าซ่อนรูปอำพรางได้เหนือชั้นมาก เพราะทุกท่านย่อมจะทราบดีอยู่แล้วว่ากรมเชื้อเพลิงธรรมชาติเป็นหน่วยราชการ จึงมีระเบียบทางราชการที่ทำให้ไม่มีความคล่องตัวในการซื้อขายปิโตรเลียมตลอดเวลา อีกทั้งยังไม่มีบุคลากรเพียงพอในการตรวจปริมาณปิโตรเลียมตลอดเวลาด้วย
       
       ดังนั้นการวางหมากเอาไว้ใน พ.ร.บ.ปิโตรเลียม ที่เพิ่งจะผ่านความเห็นชอบสภานิติบัญญัติแห่งชาติวันที่ 30 มีนาคม 2560 ว่าให้เอกชนคู่สัญญาสามารถไปขายปิโตรเลียมแทนรัฐแล้วค่อยให้เอกชนรายงานตัวเลขเม็ดเงินที่ขายได้ภายหลัง จากนั้นจึงค่อยนำเงินตามตัวเลขที่เอกชนคู่สัญญารายงานมาส่งให้รัฐหลังหักค่าใช้จ่ายของเอกชนไปแล้ว จะทำให้งานของพวกท่านทั้งหลายสามารถโกงกินกันอย่างเพลิดเพลินและสนุกสนานไม่ต่างจากระบบสัมปทาน จริงหรือไม่ครับท่าน?
       
       เพราะกฎหมายมีจุดรั่วไหลขนาดนี้ แต่สมมุติว่าถึงวันนั้นจริงๆ แล้ว กระผมขอเสนอให้ใช้วิธีการโกงดังต่อไปนี้
       
       1."โกงปริมาณปิโตรเลียม" เพราะอยู่กลางทะเลใครจะไปตรวจสอบการซื้อขายน้ำมันได้ตลอดเวลาจริงไหมครับ? เพราะรัฐสละสิทธิ์ในการตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติเพื่อทำหน้าที่ตรวจส่วนแบ่งปริมาณปิโตรเลียมที่เกิดขึ้นตลอดเวลา เมื่อจะให้กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติทำหน้าที่แทน ทั้งๆที่มีบุคคลากรน้อยมาก ก็ขอให้รอรายงานเม็ดเงินหลังการขายปิโตรเลียมเดือนละ 1 ครั้งต่อไปเถิด พวกท่านก็จะอิ่มหนำสำราญกันถ้วนหน้า?
       
       2. "โกงราคาขายปิโตรเลียม" ว่าขายได้ราคาต่ำๆให้บริษัทของพวกพ้อง หรือบริษัทในเครือแล้วนำปิโตรเลียมที่ได้ไปขายต่อให้ประชาชนต่อในราคาแพงๆ งานนี้กินกำไรสองต่อ คือ ต่อที่หนึ่งจ่ายเม็ดเงินให้รัฐน้อยลงกว่าที่ควรจะเป็นเพราะขายชั้นแรกให้บริษัทพวกพ้องได้ในราคาถูกๆ แต่ยังทำกำไรต่อที่สองได้ด้วยการให้บริษัทพวกพ้องที่รับซื้อปิโตรเลียมไปในราคาถูกๆ ไปขายต่อในราคาแพงมากขึ้น คิดดูวิธีการนี้หัวใสขนาดไหน จ่ายให้รัฐต่ำๆ แถมยังขายประชาชนในราคาแพงๆได้อีก ไม่มีวิธีการไหนที่จะรั่วไหลได้มากเท่านี้อีกแล้ว จริงไหมครับ?
       
       และ 3. "โกงค่าใช้จ่ายของเอกชนคู่สัญญา" ทำให้ค่าใช้จ่ายของเอกชนคู่สัญญามากๆเข้าไว้ จะทำให้รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายที่จะต้องจ่ายให้แก่รัฐเหลือน้อยที่สุด พวกท่านจะได้มีโอกาสรวยกันมากที่สุดจริงไหมครับ?
       
        กระผมจึงเห็นด้วยกับรัฐบาลชุดนี้ที่ยังไม่ปราบโกงกลุ่มทุนปิโตรเลียมอย่างจริงจัง เพราะต่อให้สมมุติว่ามีการโกงค่าใช้จ่ายจนถึงขั้นมีข่าวอื้อฉาวว่าผู้รับสัมปทานรายหนึ่งรับสินบนจากการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการจากต่างประเทศ ดังเช่นกรณีของข่าวสินบนโรลส์ รอยซ์ ก็ขอให้ท่านผลักดันช่วยกันเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ขอให้สอบสวนนานเท่าไหร่ก็ให้จับคนทุจริตไม่ได้ และเพื่อให้บริษัทผู้รับสัมปทานเดิมเหล่านั้นยังคงไม่มีความผิดจึงมีสิทธิ์สำรวจและผลิตปิโตรเลียมต่อไปได้ ดีไหมครับ?
       
        เช่นเดียวกับ กรณีถ้าบริษัทต่างชาติในเครือผู้รับสัมปทานเดิมมีการพบเรื่องการโกงภาษี ก็ขออย่าได้ขึ้นบัญชีดำห้ามประมูลเด็ดขาด ให้ใช้ข้ออ้างว่าบริษัทที่โกงภาษีกับบริษัทที่สัมปทานปิโตรเลียมแม้จะเป็นบริษัทในเครือที่กรรมการผู้มีอำนาจเป็นคนเดียวกันแท้ๆ แต่ก็ให้ชี้แจงไปว่าเป็นคนละบริษัทกัน เป็นคนละชื่อกัน พวกท่านสามารถใช้ข้ออ้างนี้มาเป็นเหตุผลเพื่อให้ผู้รับสัมปทานเดิมมีสิทธิทำสัญญากับรัฐต่อไปได้ และวิธีการเช่นนี้จะเป็นบรรทัดฐานช่วยพวกท่านหาทางทำมาหากินได้ดีขึ้นและมากขึ้น เพราะเอกชนผู้รับสัมปทานทั้งหลายจะได้ตั้งบริษัทในเครือมาทำหน้าที่โกงภาษีที่จ่ายให้รัฐโดยเฉพาะ โดยที่ไม่ต้องกลัวเกรงว่าจะถูกยกเลิกสัญญา หรือหมดสิทธิ์เข้าร่วมประมูลอีกต่อไป จริงหรือไม่?
       
        มาถึงขั้นตอนนี้ แม้ว่าพวกท่านได้รับชัยชนะเพราะขัดขวางบรรษัทพลังงานแห่งชาติสำเร็จไปแล้ว แต่กระผมยังมีความเป็นห่วงอย่างยิ่งอีกประเด็นหนึ่งว่า ถ้าปล่อยให้มีการเปิดประมูลแข่งขันอย่างเสรี โปร่งใส และเป็นธรรมเมื่อไหร่ ก็จะเกิดปัญหาขึ้นทันที เพราะเอกชนรายอื่นย่อมเห็นรอยรั่วและวิธีการโกงกินจากกฎหมายไม่ต่างจากพวกท่าน เอกชนเหล่านั้นจึงย่อมสนใจในการประมูลแข่งขันเช่นกัน เพราะข่าวที่ปรากฏจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานนั้นระบุว่ามีผู้สนใจเข้าร่วมประมูลถึง 10 ราย เชียวนะครับท่าน
       
       ดังนั้นท่านจะปล่อยให้มีการแข่งขันเช่นนั้นไม่ได้เด็ดขาด อุตส่าห์ชงและปั้นกันมาขนาดนี้แล้วจะปล่อยให้เอกชนรายอื่นคาบตัดหน้าไปรับประทานได้อย่างไร และถ้ามีการแข่งขันอย่างเสรีจริง พวกท่านจะหารับประทานอะไรได้ จริงไหมครับท่าน?
       
       วันนี้ผมจึงเห็นว่าจำเป็นต้องเขียนจดหมายฉบับที่สองขึ้นมาเพื่อเสนอว่าท่านสามารถใช้การผูกขาดของท่อก๊าซธรรมชาติสายประธานในอ่าวไทยทั้งหมดซึ่งตกเป็นกรรมสิทธิ์ของ ปตท. แต่เพียงผู้เดียว มาใช้เพื่อกีดกันผู้ที่สนใจจะมาประมูลแข่งขันแหล่งเอราวัณ และ บงกช ให้ไม่กล้าเข้ามาประมูลจนหมดสิ้นได้หรือไม่ และอย่างไร?
       
       ทั้งนี้เพราะการขนส่งก๊าซที่ต้นทุนต่ำที่สุดคือการส่งก๊าซธรรมชาติผ่านท่อก๊าซธรรมชาติไปยังโรงแยกก๊าซ ส่วนหนึ่งนำไปผลิตเป็นไฟฟ้า ส่วนที่เหลือนำไปผลิตเป็นอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ก๊าซหุงต้ม ก๊าซเอ็นจีวี ฯลฯ เพราะถ้าไม่ใช้ระบบท่อ ก๊าซที่ฟุ้งเบาจะขยายตัวจะกินพื้นที่มากถ้าใช้ยานพาหนะเพื่อขนย้ายก็จะต้องสร้างพิเศษเพื่อให้สามารถอัดก๊าซไว้อุณหภูมิที่ต่ำมากในสภาพของเหลว รวมทั้งจะมีค่าใช้จ่ายสูงในการสูบเข้าสูบออก
       
       กระผมจึงขอเปรียบเทียบก๊าซในทะเลเหมือนปลา ถ้าไม่มีเครื่องมือที่จะจับปลา ปลาที่ว่าย วนอยู่ในทะเลก็จะไม่เกิดประโยชน์มาเป็นอาหารได้ ดังนั้นระบบท่อก๊าซก็คือเครื่องมือที่จะจับปลานั่นและครับ ใครที่สามารถผูกขาดยึดระบบท่อก๊าซธรรมชาติเอาไว้ได้ ก็จะเป็นเสือนอนกิน และจะนอนอยู่อย่างสบายๆ เหยื่อวิ่งเข้าปากทั้งวันทั้งคืน ไม่มีวันหยุด
       
       หรือจะเปรียบเทียบพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดแผงอยู่ตามหลังคาบ้านเรือนและสำนักงานทั้งหลาย หากการไฟฟ้าฯไม่มีสายส่งเพื่อรับซื้อไฟฟ้าจากบ้านเรือนและสำนักงานที่ผลิตไฟฟ้าจากโซล่าเซลล์เหล่านั้น ผลิตไฟมาเท่าไหร่ก็ขายต่อไปไม่ได้ ในกรณีแบบนี้ท่อก๊าซธรรมชาติก็มีบทบาทคล้ายกับสายส่งไฟฟ้าเช่นกัน
       
        คำถามที่ตามมาคือ การได้ท่อก๊าซธรรมชาตินั้นได้สร้างกำไรอย่างมหาศาลให้กับผู้ถือหุ้นของ ปตท. มากน้อยแค่ไหน ก็ขอให้ย้อนกลับไปอ่านบทความ "บันทึกลับ! ไพ่ฝากจากทักษิณในรัฐบาลทหาร (ตอนที่ 3) : เปิดซุปเปอร์ดีล 3.5 แสนล้านบาท เข้ากระเป๋าใคร? ของนายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ซึ่งได้อธิบายความมั่งคั่งจากกิจการท่อก๊าซธรรมชาติของ ปตท. ความตอนหนึ่งว่า:
       
       "ภายหลังจากคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ให้รัฐบาลและพวกแบ่งแยกทรัพย์สินและท่อก๊าซธรรมชาติเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2550 แล้ว ในปีพ.ศ. 2551 บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้โอนระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติเฉพาะบนบกบางส่วนให้แก่กรมธนารักษ์มูลค่า 16,176.22 ล้านบาทเท่านั้น
       
       โดยเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2551 กรมธนารักษ์ในฐานะตัวแทนกระทรวงการคลัง ได้ลงนามสัญญาให้ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เช่าระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติที่โอนในปี พ.ศ. 2551 เป็นเวลา 30 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2551 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2580 โดย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้ชำระค่าเช่าระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติ ย้อนหลังให้กรมธนารักษ์ระหว่าง วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2544 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2550 เป็นเงิน 1,330 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี จำนวนเงินอีก 266 ล้านบาท รวมเป็นเงินประมาณ 1,596 ล้านบาทเท่านั้น จริงหรือไม่?
       
        แต่ปรากฏข้อมูลที่คำนวณได้ว่า บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้เรียกเก็บค่าใช้ระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติทั้งระบบ จากภาคเอกชนและจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิต สำหรับช่วงเวลา ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2544 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2550 เป็นเงินประมาณ 116,768 ล้านบาท ในขณะที่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) จ่ายค่าเช่าให้กับกรมธนารักษ์ในช่วงเวลาเดียวกันซึ่งคำนวณตามสูตรการแบ่งผลประโยชน์เป็นเงินเพียงประมาณ 1,596 ล้านบาทเท่านั้น ใช่หรือไม่?
       
        เท่ากับว่าวันที่ลงนามในสัญญาเช่าท่อก๊าซย้อนหลังนั้น กรมธนารักษ์ย่อมรู้อยู่แล้วว่า บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้นำระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติไปสร้างรายได้มากกว่าที่จ่ายให้กรมธนารักษ์ไปแล้วถึง 73 เท่าตัว ใช่หรือไม่ !!!!?
       
       และเมื่อคำนวณสำหรับช่วงเวลา ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2544 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2558 บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้เรียกเก็บค่าใช้ระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติทั้งระบบ จากภาคเอกชนและจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิต เป็นเงินสูงมากถึงประมาณ 356,108 ล้านบาท ในขณะที่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) จ่ายค่าเช่าให้กับกรมธนารักษ์ในช่วงเวลาเดียวกันซึ่งคำนวณตามสูตรการแบ่งผลประโยชน์เป็นเงินเพียงประมาณ 5,996 ล้านบาท ใช่หรือไม่?
       
       หรือหมายความว่าบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) นำระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติไปสร้างรายได้มากกว่าที่จ่ายให้กรมธนารักษ์ถึงประมาณ 59 เท่าตัว โดยเฉลี่ยตลอด 14 ปีมานี้ จริงหรือไม่?
       
       ตลกร้ายของประเทศไทย คือ ซุปเปอร์ดีลจากรายได้ประมาณ 356,000 ล้านบาท แต่สามารถสร้างผลกำไรขั้นต้นถึงประมาณ 350,000 ล้านบาท จากกิจการให้เช่าท่อก๊าซธรรมชาติอย่างเดียวตลอดระยะเวลา 14 ปี เพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ถือหุ้น ปตท. ใช่หรือไม่?"
       
        จะมีก็แต่ไอ้พวกเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.)นี่แหละ ที่คอยมาเป็นก้างขวางคอพวกท่าน จนมีปัญหาอุปสรรคสำคัญคือพวกนี้ดันไปอาศัยคำสั่งของศาลปกครองสูงสุดที่ 800/2557 ไปยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) ซึ่งต่อมาภายใต้อำนาจตามความในมาตรา 44, 46, และ 15 แห่ง พระราชบัญญัติว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. 2542 คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) จึงได้ลงมติเพื่อขอให้ นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ดำเนินการส่งมอบท่อก๊าซธรรมชาติที่ยังไม่ได้ส่งมอบมูลค่ามากกว่า 32,000 ล้านบาทกลับคืนแก่กระทรวงการคลัง และให้คณะรัฐมนตรีดำเนินการให้ครบถ้วนต่อไปภายใน 60 วัน
       
       ผมตรวจสอบดูแล้ว คณะรัฐมนตรี จะต้องแจ้งผลการดำเนินงานดังกล่าวภายใน 60 วัน คือต้องแจ้งผลการดำเนินงานภายในวันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2559
       
       ซึ่งมาถึงตรงนี้ถือว่าเป็นโชคดีของพวกท่านแล้ว เพราะรัฐบาลก็ยังไม่สั่งดำเนินการให้คืนท่อก๊าซธรรมชาติตามมติของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน(คตง.) แต่อย่างใด
       
       แม้จะมีมติคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน(คตง.)เช่นนี้ ขอให้ท่านช่วยกันผลักดันอย่าคืนท่อก๊าซธรรมชาติโดยเด็ดขาด โดยเฉพาะช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ พวกท่านสามารถนำท่อก๊าซธรรมชาติของ ปตท. มาช่วยกีดกันการแข่งขันได้ตามที่ผมจะเสนอต่อไป ส่วนเรื่องคดีความฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ก็ไม่ต้องเป็นห่วง เพราะรัฐบาลยุคนี้มีอำนาจรัฏฐาธิปัตย์สามารถทำอะไรก็ไม่ผิดอยู่แล้ว จริงหรือไม่ครับ? ดังนั้นขอให้พวกท่านอดทน อย่าฟังเสียงคัดค้านทั้งหลาย ให้คิดเสียว่าเป็นเสียงนกเสียงกาเข้าไว้
       
       ในระหว่างนี้หากมีปัญหาให้พยายามใช้คำสั่งศาลปกครองสูงสุดมาใช้เป็นข้ออ้างไว้ว่าคืนท่อก๊าซธรรมชาติครบถ้วนตามคำพิพากษาแล้ว เทคนิคโฆษณาชวนเชื่อนี้จะทำให้สังคมสับสน และจะได้ไม่ไปสนใจรายละเอียดของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินซึ่งได้ระบุว่าที่ผ่านมา "มีการรายงานเท็จต่อศาลปกครองสูงสุดเกิดขึ้นในการคืนท่อก๊าซธรรมชาติ" จริงหรือไม่ครับท่าน !!!?
       
       อ่านมาถึงตอนนี้กระผมขอเฉลยข้อเสนอของกระผมเอง ในการใช้ท่อก๊าซธรรมชาติของ ปตท.เพื่อมากีดกันการประมูลทำให้ไม่สามารถเกิดการประมูลแข่งขันในแหล่งเอราวัณและบงกชได้อย่างแท้จริง ส่วนท่านจะเชื่อหรือทำตามหรือไม่ก็ขอให้ลองพิจารณาดู ดังต่อไปนี้
       
        1. เนื่องจากผู้จัดประมูลคือกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ในขณะที่ท่อก๊าซธรรมชาติในทะเลยังคงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของ ปตท. ดังนั้นเมื่อกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติไม่ใช่เจ้าของระบบท่อก๊าซธรรมชาติในทะเล เมื่อรวมกับการที่ไม่มีบรรษัทพลังงานแห่งชาติมารับโอนระบบท่อก๊าซธรรมชาติในทะเลด้วยแล้ว แปลว่าหน่วยงานของรัฐที่จัดการประมูลไม่ได้มีอำนาจในการกำหนดวิธีการบริหารระบบท่อก๊าซธรรมชาติแต่อย่างใดเลย
       
        ดังนั้นถ้าหากเอกชนมาประมูลแล้วไม่มีความชัดเจนว่า ปตท.จะอนุญาตให้ใช้ท่อก๊าซธรรมชาติที่อยู่ในกรรมสิทธิ์ของ ปตท. หรือไม่? หรือทำให้ไม่ชัดเจนว่าใครจะเป็นผู้บริหารจัดการท่อแขนงไปรับก๊าซจากหลุมใหม่ของผู้ประมูลหรือไม่? และคิดราคาค่าผ่านท่อแขนงเท่าไหร่? จะส่งผลทำให้ผู้ประมูลนั้นผลิตก๊าซขึ้นมาก็ไม่มีหลักประกันว่าจะไปขายให้ใคร และผู้ประมูลคงไม่มีปัญญามานั่งลงทุนสร้างท่อก๊าซธรรมชาติใหม่แข่งกับ ปตท. แน่ๆ เพียงแค่นี้ผู้ประมูลก็จะเริ่มถอยออกไปแน่ๆ จริงไหมครับ?
       
        2. เมื่อ ปตท. เป็นเจ้าของระบบท่อก๊าซทางทะเลที่เชื่อมไปถึงแหล่งเอราวัณและบงกช จึงย่อมกลายเป็นผู้ผูกขาดในการซื้อก๊าซรรมชาติจากแหล่งเอราวัณและบงกชไปโดยปริยาย ดังนั้นเพียงแค่ใช้วิธีให้ ปตท. สามารถกำหนดราคารับซื้อก๊าซธรรมชาติจากผู้ประมูลไม่เท่ากัน หรือทำให้เงื่อนไขการรับซื้อคลุมเครือเข้าไว้เพื่อให้ผู้ประมูลไม่แน่ใจว่า ปตท.จะรับซื้อในราคาเท่าไหร่ หรือจะไม่รับซื้อก็ได้ ก็จะทำให้หลักประกันเพื่อไปนำส่งก๊าซผ่านท่อก๊าซไปให้โรงแยกก๊าซมีความไม่แน่นอน ใครจะกล้ามาประมูลจริงหรือไม่ครับ?
       
        ดังนั้นท่านต้องช่วยผลักดันทำให้ผู้ประมูลรายอื่นๆ ไม่แน่ใจว่าลงทุนไปแล้วจะมีความเสี่ยงว่าจะขายก๊าซได้ไหม ขายให้ใคร ขายได้ในราคาเท่าไหร่ เพียงเท่านี้ผู้เข้าร่วมประมูลหนีหายหมดแน่ๆครับท่าน
       
       3. ปตท. มีบริษัทลูกคือ ปตท.สผ. เป็นผู้ผลิตปิโตรเลียมในแหล่งบงกชและเป็นคู่แข่งกับเอกชนที่สนใจประมูลรายอื่นด้วย แต่ ปตท.ถือกรรมสิทธิ์ท่อก๊าซธรรมชาติในทะเลอยู่ จึงย่อมมีผลประโยชน์ทับซ้อนและสามารถเอาเปรียบเหนือคู่แข่งทุกรายได้นะครับ ถ้าท่านใจถึงๆหน่อย
       
        ตัวอย่างเช่น สมมุติต่อให้ ปตท. จะแจ้งประกาศว่ารับซื้อจากทุกรายในราคาเท่ากันรวมถึง ปตท.สผ. แต่เป็นราคาต่ำมากๆ ก็จะทำให้คู่แข่งรายอื่นผลิตปิโตรเลียมแล้วไม่คุ้ม จึงหนีหายหมด แต่ ปตท. สามารถคิดคำนวณผ่องถ่ายโยกกำไรไปให้ ปตท.แทน ปตท.สผ.ได้ โดยนำก๊าซที่ราคาต่ำๆจาก ปตท.สผ.นี้ไปขายต่อผ่านรูปแบบค่าเช่าท่อก๊าซในราคาแพงขึ้นเพื่อทำกำไรอันมหาศาลให้กับ ปตท. จริงหรือไม่?
       
        วิธีการนี้นอกจากจะขจัดคู่แข่งได้แล้ว ยังทำให้ ปตท.สผ.จ่ายผลตอบแทนแก่รัฐเพียงน้อยนิดเพราะขายในราคาต่ำๆ โดยที่ ปตท.ก็ยังสามารถได้กำไรอย่างมหาศาลจากประชาชนทั้งประเทศต่อไปได้ จริงไหมครับ?
       
       ท่านคงจะเห็นแล้ว่าการให้ ปตท.กอดท่อก๊าซธรรมชาติ หรือ การถ่วงเวลายื้อเอาไว้ให้นานที่สุดมีความสำคัญอย่างยิ่งกับการประมูลแหล่งเอราวัณและบงกช และเอาเข้าจริงแล้วสามารถตกลงแบบลับๆกับผู้ประมูลบางรายกำหนดให้รายใดรายหนึ่งมีหลักประกันการใช้ท่อก๊าซธรรมชาติ การรับซื้อก๊าซ และราคาก๊าซ เหนือกว่าคู่แข่งรายอื่น ก็ยิ่งมีหมายความว่าท่านสามารถใช้เครื่องมือการผูกขาดของท่อก๊าซธรรมชาติไปล็อกสเปกผู้ชนะประมูลได้ด้วยซ้ำไป จริงหรือไม่ครับ?
       
        อย่างไรก็ตามแผนของกระผมนี้จะสำเร็จได้ด้วย 2 ปัจจัยสำคัญคือ
       
        ปัจจัยแรก ต้องอย่าหน้าบางคืนท่อก๊าซธรรมชาติเด็ดขาด อย่างน้อยต้องนำมาใช้เพื่อกีดกันคู่แข่งทุกรายจนเลยระยะเวลาการประมูลแหล่งเอราวัณและบงกชให้เสร็จสิ้นเสียก่อน และดีที่สุดคืออย่าได้คืนท่อก๊าซธรรมชาติตลอดไป
       
        ปัจจัยที่สอง ต้องเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ เพราะท่านต้องช่วยกันสร้างภาพว่ามีการประมูลโปร่งใสแล้ว แต่ผู้ประมูลมายื่นซองรายเดียว (หรือเหลือเฉพาะไม่กี่รายที่ฮั้วกันได้) อย่าให้ใครรู้แผนการนี้โดยเด็ดขาดโดยเฉพาะกลุ่มคนที่รู้มากและพูดมากอย่างไอ้พวกเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) ไว้ใจไม่ได้เลย เพราะคนกลุ่มนี้มักคอยออกมาพูดและเขียนตีแผ่แผนการของพวกท่านอยู่เรื่อยเลย
       
        ดังนั้นเมื่อท่านอ่านจดหมายของกระผมฉบับนี้แล้วขอให้เหยียบเอาไว้ หรือทำลายทิ้งไปเลยอย่าบอกใครเด็ดขาด และขอให้ท่านอดทนต่อเสียงก่นด่าสาปแช่งเท่านั้น การปล้นผลประโยชน์ขุมทรัพย์ปิโตรเลียมนับหลายล้านล้านบาทจากแหล่งเอราวัณและบงกช ก็จะใกล้ตกอยู่ในเงื้อมมือพวกท่านในอีกไม่กี่เดือนนี้ จริงไหมครับ? ซึ่งกระผมก็รอท่านในวันนั้นอยู่เสมอ
       
       ขอแสดงความนับถือ
       ทรราชน้อย คอยอยู่
       
       


พิมพ์จาก http://mgronline.com/asp-bin/mgrView.asp?NewsID=9600000040045
เวลา 22 พฤษภาคม 2560 23:50 น.
ผู้จัดการออนไลน์ - Manager Online (http://www.mgronline.com)