“โบวี่” ปลง เลิกถอดผ้า หันมาถอดจิต ผ่อนหนี้หมด 10 ล้าน ออกจากวงการ
20 มีนาคม 2560 13:31 น.

       เปิดใจ “โบวี่” จากสาวเซ็กซี่ถ่ายบิกินี่หันมาห่มขาว ถือศีล นั่งสมาธิ ยอมยกเลิกอีเวนต์ทิ้งเงินเป็นแสนๆ เพื่อไปปฏิบัติธรรม เผยธรรมะทำให้ตนไม่ใช่โบวี่คนเดิม ประกาศแขวนเต้าไม่ถ่ายหวิวแล้ว เป้าหมายสูงสุดคือนิพพานไม่ต้องกลับมาเกิดอีก ลั่นรอผ่อนหนี้หมด 10 ล้านจะออกจากวงการ เชื่อธรรมะจัดสรรทำให้ได้รักกับ “โอม อิทธิศักดิ์”
       
       ถ้าพูดถึงสาวภาพลักษณ์แรงในวงการที่สลัดผ้าถ่ายแบบเซ็กซี่เป็นว่าเล่น หนึ่งในนั้นต้องมีชื่อของ “โบวี่ อัฐมา ชีวนิชพันธ์” ชื่อนี้ไม่ได้การันตีแค่ความเซ็กซี่แต่เรื่องหัวใจยังฮอตไม่แพ้กัน ตกเป็นข่าวกับหนุ่มๆ มากหน้าหลายตาจนได้ฉายาคาสโนวี่ไปเป็นโลโก้ประจำตัว เรียกว่าที่ผ่านมาชื่อเสียงของโบวี่นั้นค่อนข้างออกไปทางลบซะมากกว่า แต่อยู่ๆ โบวี่ก็ลุกขึ้นมาประกาศแขวนเต้าเลิกถ่ายเซ็กซี่ หันหน้าเข้าวัดนุ่งขาวห่มขาวปฏิบัติธรรมเปลี่ยนแนวไปชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ จากวันนั้นถึงวันนี้ผ่านไปแล้ว 1 ปีที่เจ้าตัวปฏิบัติธรรมจริงจัง วันนี้โบวี่ได้ค้นพบความสุขที่แท้จริง ปล่อยวางได้ ไม่อยากมีอยากได้เหมือนตอนเข้าวงการแรกๆ กลายเป็นโบวี่คนใหม่ ตั้งเป้าหมายสูงสุดคือนิพพาน หลุดพ้นไม่กลับมาเกิดอีก รอผ่อนหนี้หมด 10 ล้านจะออกจากวงการ
       
       ทิ้งเงินเป็นแสนๆ ไปปฏิบัติธรรม แฮปปี้ที่ตัวเองไม่ใช่โบวี่คนเดิม
       “ฝึกจริงๆ มา 1 ปีแล้ว จริงจังแบบไม่รับงานเลย ถ้าตรงช่วงที่เราเข้าคอร์สปฏิบัติธรรมก็ต้องยอมตัดใจไม่รับงาน แล้วอย่างถ้าเราลงคอร์สไว้แล้วว่าจะไปแต่พอใกล้ๆ จะไปมีอีเวนต์หรือมีงานอื่นติดต่อมาหลายแสนก็ต้องตัดใจไม่งั้นเราก็จะไม่ได้ไป จริงๆ มันเป็นการฝึกเราอย่างนึงเรื่องของการตัดกิเลส ซึ่งมีหลายครั้งมากที่เป็นแบบนี้ พอจะไปจะมีงานติดต่อเข้ามาเราก็จะบอกผู้จัดการส่วนตัวไว้เลยว่าปฏิเสธไปเลยเพราะล็อกคิวไปปฏิบัติธรรมแล้ว เพราะคอร์สปฏิบัติธรรมมันต้องจองล่วงหน้าและต้องรอคิวนาน แล้วถ้าเราได้คิวแล้วแล้วไม่ไปกว่าจะไปจองใหม่มันใช้เวลาไงคะ ส่วนใหญ่จะไป 7 วัน แต่บางทีก็มีคอร์สเล็ก 3 วันบ้างค่ะ ถามว่าทิ้งเงินเป็นแสนๆ เสียดายมั้ย โบวี่ว่าแล้วแต่คนนะคะ เรื่องแบบนี้เอาที่พอดีที่ไม่เดือดร้อนตัวเองดีกว่า อย่างตัวเราเองความรู้สึกเสียดายจะมีน้อยมากเลย แปลกมากเลยค่ะ เรารู้สึกเห็นค่าของการที่เราได้ไปฝึกจิตมากกว่ามันมีค่ามากกว่าเงินมหาศาล ต้องไปลองฝึกค่ะแล้วจะเข้าใจว่าการฝึกจิตจนจิตมันคลายจากความยึดมั่นถือมั่น ปล่อยวาง มันดีอย่างนี้นี่เอง”
       
       “ก็มีทั้งไปเข้าคอร์สปฏิบัติธรรมและจะนั่งสมาธิอยู่ที่บ้านครั้งละ 1 ชั่วโมง 1 ชั่วโมงครึ่งแล้วแต่วัน พยายามทำให้บ่อยที่สุดเท่าที่ทำได้ เพิ่งฝึกมาปีเดียวเราก็ยังต้องฝึกอีกเยอะยังไม่ถึงขั้นว่าปล่อยสละได้ทุกอย่าง แต่เห็นการเปลี่ยนแปลงของตัวเองเท่านั้นเอง จากที่เมื่อก่อนกิเลสอาจจะ 100 ตอนนี้มันเหลือ 70 เรายังแฮปปี้ขนาดนี้ แล้วคิดดูว่าถ้าเราทำต่อไปเรื่อยๆ ชีวิตจะมีความสุขขนาดไหน ฝึกมา 1 ปีที่มันหายไปเยอะมาก อย่างเช่น เมื่อก่อนเราทำงานในวงการมันเครียดนะ เมื่อก่อนจะรู้สึกฉันอยากได้งานนี้ๆ มันเป็นเรื่องของการแข่งขัน และก็ไม่ใช่แค่วงการบันเทิงหรอก ทุกวงการไม่ว่าจะทำธุรกิจหรือทำงานอื่นก็จะมีการแข่งขันแก่งแย่งกันหมด แล้วในจุดที่เราต้องวิ่งไปกับโลกที่วุ่นวายแก่งแย่งมันเหนื่อยนะ จะไม่ไปก็ไม่ได้มันเหมือนบังคับให้เราวิ่งตลอดเวลา”
       
       “พอได้รู้จักที่จะหยุดและวางทำให้รู้ว่านี่คือความสุขที่แท้จริง ตอนนี้โบวี่จะรู้สึกแค่ว่าเราทำหน้าที่ของเราให้เต็มที่ ได้แค่ไหนเอาแค่นั้น ไม่ได้รู้สึกว่าฉันจะต้องดังแบบนี้ จะต้องไปให้ถึงตรงนี้ ต้องรวยแบบนี้ๆ ทั้งที่เมื่อก่อนคิดเลยนะว่าจะทำธุรกิจให้รวยสิบล้านร้อยล้านอะไรแบบนี้ ทุกวันนี้ก็ทำงานปกตินะคะ ถ้าไปถึงจุดนั้นได้ก็ดีแต่ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร คือเราไม่ได้ตั้งเป้าอะไรที่มันจะทำให้เกิดความโลภเกิดกิเลสเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ทำงานแบบไม่ทุกข์ อย่างเวลามีข่าวก็ไม่เครียดแล้ว คิดแค่ว่าจะออกมาแก้ข่าวยังไงออกมาแก้ไขยังไง สุดท้ายผลจะเป็นยังไงเราก็ปล่อยวาง (มีบางคนบอกว่าเวลาฝึกไปขั้นสูงในระดับนึงจะถอดจิตได้ เราเคยทำแบบนั้นมั้ย?) จริงๆ มันเป็นเรื่องปกติมากเลยนะของคนที่ปฏิบัติแต่ไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคน แต่โบวี่ยังไม่เคยเป็นค่ะ คนที่ฝึกเหมือนจิตมันมีกำลังมีความละเอียด เขาสามารถอ่านจิตคนได้ บางคนเห็นอดีตเห็นอนาคตได้”
       
       จริงจังมากจากสาวเซ็กซี่กลายเป็นอาสาสมัครเผยแพร่พระพุทธศาสนา
       “ที่โบวี่มาทำมูลนิธิโนอิ้ง บุดด้า เพื่อการปกป้องพระพุทธศาสนา เพราะคิดว่าเราอยู่ในจุดที่สามารถพูดได้เพื่อให้คนอื่นรับรู้เรื่องธรรมะก็เลยอยากใช้ตรงนี้ให้เต็มที่ เด็กรุ่นใหม่ก็สามารถเรียนรู้ธรรมะได้นะ ธรรมะไม่ใช่เรื่องขอคนแก่ ไม่ต้องอายุ 60 หรือเกษียรก่อนค่อยไปเข้าวัด ธรรมะไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อแต่เป็นเรื่องที่เจอไวยิ่งดี เพราะธรรมะคือธรรมชาติการที่เรารู้จักธรรมชาติแล้วเข้าใจมัน ไม่ยึด ปล่อยวาง ไม่ว่าจะมีเรื่องร้ายแรงเข้ามาในชีวิตแค่ไหนถ้าเรารู้ธรรมชาติตรงนี้ว่าทุกอย่างมันก็มีแค่นี้ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เราก็จะชิลล์ เราก็จะอยู่บนยุคดิจิตอลได้อย่างมีความสุข”
       
       “ทุกวันนี้โลกมันวิ่งไปเร็วจริงๆ และมันเป็นสังคมของการแก่งแย่ง มันทุกข์นะ และก็เหนื่อยด้วย ซึ่งต้องอาศัยการฝึกสมาธิอย่างสม่ำเสมอ พอจิตมีกำลังเวลาต้องเจออะไรก็จะชิลล์มาก วาง ไม่สนใจ มันจะทำให้มีความสุขง่ายขึ้น ไม่ต้องวิ่งตามโลกทุกอย่าง ไม่มีความรู้สึกที่ว่าฉันจะต้องรวยเท่านั้นเท่านี้ ฉันจะต้องมีรถยี่ห้อนี้ๆ ถึงจะมีความสุข ไม่มีเลย แค่อยู่ในบ้านหลังธรรมดาๆ อยู่แบบนี้ก็มีความสุขได้แล้ว ถ้าเรื่องของจิตใจก็ปล่อยวางได้มากขึ้น อย่างถ้าตอนที่โดนข่าวมือที่สาม(ชาคริต-วุ้นเส้น) ยิ่งพวกคอมเมนต์นี่แรงมาก ขนาดคนที่ดูแลเราไปอ่านยังประสาทเสียขนาดเขาไม่ได้เป็นเรา บางคนส่งแมสเสจมาในเฟซบุ๊กส่วนตัวเราด่าอี_อกแย่งผัวเพื่อน เราเห็นก็อืมตลกดีเนอะ เมื่อก่อนถ้าโดนเยอะๆ ก็อาจจะนอยด์ ส่วนนึงเป็นเพราะเราปฏิบัติธรรมทำให้ไม่รู้สึกอะไรอย่างที่บอก และอีกอย่างคือไม่ใช่เรื่องจริงก็เลยเฉยๆ เวลามีเรื่องมากระทบก็ยังมีอารมณ์โกรธแต่จะวางไวขึ้น โกรธปุ๊บตัดเลย”
       
       เป้าหมายสูงสุดคือนิพพาน หลุดพ้นไม่ต้องกลับมาเกิดอีก
       “ตั้งเป้าหมายให้ตัวเองไว้ว่าในชาตินี้จะลดกิเลสของตัวเองให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เป้าของโบวี่คือปรารถนา มรรคผล นิพพาน การหลุดพ้นไม่ต้องกลับมาเกิดอีก เป็นจุดมุ่งมายสูงสุดที่พระพุทธเจ้าได้บอกไว้ โบวี่ก็อยากไปให้ถึงตามแบบท่าน ในชาตินี้ก็เลยตั้งใจจะทำให้มากที่สุด การฝึกจิตทางธรรมมันดีกว่าทางโลกตรงที่ว่า เงินทองที่หามาได้จากทางโลกเวลาเราตายไปมันเป็นศูนย์ ชาติหน้าคือต้องมาเริ่มทุกอย่างใหม่ แต่ว่าการฝึกจิตในทางธรรมมันเป็นสกิลที่เราเห็นเลเวลไว้ได้ สมมุติในชาตินี้เราทำไว้ที่ 60 ในชาติหน้าเราไปต่อที่ 61 ได้ จนกว่าเราจะไปถึงเลเวล 100 โบวี่เคยได้ยินพระอาจารย์ท่านพูดว่าเวลาเราปฏิบัติภาวนาแล้วเราจะมีเทวดามาเป็นพวก เพราะเทวดาท่านก็อยากได้บุญท่านก็จะอยู่ใกล้คอยช่วยเหลือคนที่ทำกุศลแล้วท่านก็จะได้บุญด้วย บางคนป่วยมาแต่พอมาปฏิบัติธรรมเขาหาย อันนี้เคยเห็นจริงๆ ไม่ลองไม่รู้จริงๆ นะ ต้องมาลองปฏิบัติธรรมเอง บางคนเป็นโรคกรรมโรคเวรพอมาปฏิบัติแล้วแบ่งบุญให้เจ้ากรรมนายเวรแล้วหาย”
       
       รอหมดหนี้สิน 10 กว่าล้าน เตรียมหันหลังให้วงการเข้าสู่ทางธรรม
       “ส่วนอนาคตในวงการ ตั้งเป้าหมายให้ตัวเองว่าจะออกจากวงการบันเทิง สำหรับโบวี่งานในวงการบันเทิงเป็นงานที่มีอายุงาน เราคงไม่ทำจนตลอดชีวิต อย่างตอนนี้ต้องผ่อนบ้าน ต้องดูแลที่บ้านอยู่ ยังต้องทำงานหาเงิน แต่พอสักจุดนึงอยากออกจากวงการบันเทิงอยู่แล้ว พอมาปฏิบัติธรรมมันทำให้เราเห็นเค้าโครงชีวิตว่าเราจะเป็นยังไง ความตั้งใจอีกอย่างนึงคืออยากมีเวลาช่วยเหลือมูลนิธิโนอิ้ง บุดด้าฯ ให้มากกว่านี้ ตอนนี้โบวี่เป็นอาสาสมัครอยู่ก็จริงแต่กลับยังทำได้ไม่เต็มที่มากนัก แต่ถ้าเกิดอนาคตไม่อยู่ในวงการบันเทิงแล้วแต่อาจจะขายของนิดๆ หน่อยๆ ของเราไปเพื่อให้ใช้ชีวิตอยู่ได้ และมีเวลาช่วยเหลือองค์กรและมีเวลามานั่งปฏิบัติภาวนามากขึ้นกว่านี้”
       
       “ชีวิตในอนาคตเราสามารถอยู่เรียบๆ ติดดิน ธรรมดาๆ ได้ ไม่ต้องรอให้รวยร้อยล้านก่อน ขอแค่หมดหนี้หมดสินและมีเงินดูแลที่บ้านได้ทุกเดือนเพราะพ่อแม่ไม่ได้ทำงานแล้ว แค่นี้โบวี่ก็อยู่ได้แล้วนะ (มีกำหนดมั้ยว่าเมื่อไหร่จะเฟดตัวออกจากวงการ?) อยากเร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ มันอยู่ที่ว่าจะผ่อนบ้านให้หมดได้เร็วแค่ไหน ราคาบ้าน 20 กว่าล้าน แต่ผ่อนมาจนเหลือ 10 กว่าล้านแล้วค่ะ ถ้าหมดหนี้บ้านก็อยากจะละวางแล้วอ่ะ ไม่รู้ว่าถึงวันนั้นจะเป็นยังไงนะแต่นี่คือสิ่งที่ตั้งใจไว้ ส่วนเรื่องถ่ายเซ็กซี่ไม่ถ่ายแล้วเพราะการถ่ายเซ็กซี่มันขัดจริงๆ ค่ะ เราเป็นอาสาสมัครองค์กรเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาด้วยมันขัดมาก แต่ถ้าเป็นงานอื่นเล่นละครหรือถ่ายแฟชั่นปกติเราถ่ายนะ”
       
       เชื่อธรรมะจัดสรรทำให้ได้ปิ๊งรักกับ “โอม อิทธิศักดิ์” หวานใจคนล่าสุด
       “อย่างเรื่องความรักเราก็ตั้งจิตตลอดว่าอยากเจอคนที่ศีลเสมอกัน ธรรมเสมอกัน เกื้อกูลกันทั้งทางโลกทางธรรม ที่ผ่านมาเจอก็ไม่ใช่ๆ แต่โอมกลับเป็นสิ่งที่เราตามหา สมมุติมี 20 ข้อ เราชอบเขา 18 ข้อแล้วอ่ะ(ยิ้ม) ถ้าเป็นสเปกคือถูกสเปก 90% จากที่เมื่อก่อนคิดว่าแค่ถูกใจแค่ 60% ก็โอเคแล้ว โบวี่ชอบโอมเพราะไลฟ์สไตล์เขาอยู่บนความพอเพียงและเรียบง่าย ไม่ตะเกียกตะกาย เราชอบเพราะเราอยากมีชีวิตแบบนั้น อยู่ด้วยแล้วรู้สึกว่าสบายใจนี่แหละคือชีวิตที่เราอยากมี”
       
       “ในความคิดโบวี่การอยู่ง่ายๆ ติดดินชีวิตยิ่งแฮปปี้ โบวี่ใช้ชีวิตหวือหวามาเป็น 10 ปีแล้ว อยู่ในจุดที่หวือหวาเหลือเกิน ถ่ายเซ็กซี่(หัวเราะ) มีข่าวนั่นนี่ แต่ไม่ได้บอกว่าที่ผ่านมาไม่ดีนะคะเพียงแต่พอเรามาเจอจุดที่มันสงบแล้วมันดีกว่า อย่างโอมก็เรียกว่าศีลเสมอกันได้เพราะเขาก็เป็นคนที่มีธรรมในใจ รู้สึกว่าเขาใช่ ณ เวลานี้แต่ก็ต้องใช้เวลาในการค่อยๆ ดูไปว่าในระยะยาวเป็นยังไง เราไปพูดแทนอนาคตไม่ได้ ถ้าสิ่งที่เขาเป็นมันไม่เที่ยงก็คือไม่เที่ยง ถ้าเขาเปลี่ยนไปก็คือเปลี่ยนไป อยู่กับปัจจุบันดีกว่า กับคนนี้โบวี่คิดเอาเองว่าเป็นธรรมะจัดสรร(ยิ้ม)”


พิมพ์จาก http://mgronline.com/asp-bin/mgrView.asp?NewsID=9600000028115
เวลา 28 เมษายน 2560 05:06 น.
ผู้จัดการออนไลน์ - Manager Online (http://www.mgronline.com)