สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 12-18 มี.ค.2560
18 มีนาคม 2560 19:09 น.

       คลิกที่นี่เพื่อฟังสรุปข่าวฯ
       
       1. ดีเอสไอ ยังไร้เงา “ธัมมชโย” ส่วนเรื่องสึกธัมมชโย ยังสับสน เจ้าคณะ จ.ปทุมฯ พูดคนละทางกับ ผอ.สำนักพุทธฯ !


       ความคืบหน้ากรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) แถลงยุติการตรวจค้นวัดพระธรรมกายแล้วเมื่อวันที่ 10 มี.ค.หลังทางวัดยอมให้เข้าตรวจค้นซ้ำในพื้นที่ต้องสงสัย 3 จุด คือ โซน A โซน B และอาคารบุญรักษา แต่ไม่พบพระธัมมชโยแต่อย่างใด ขณะที่ที่ประชุมมหาเถรสมาคม(มส.) เมื่อวันที่ 10 มี.ค. ได้รับทราบกรณีมีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ถอดถอนสมณศักดิ์พระธัมมชโย และพระทัตตชีโว รองเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ส่วนเรื่องการสละสมณเพศนั้น ให้คณะปกครองตามกฏมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 21 ข้อ 3 กรณีพระภิกษุประพฤติล่วงละเมิดพระธรรมวินัยเป็นอาจิณ ดำเนินการตามขั้นตอนต่อไปนั้น
       
       เมื่อวันที่ 12 มี.ค. พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล รองอธิบดีดีเอสไอ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ ได้นำหมายค้นศาลจังหวัดธัญบุรี เข้าตรวจค้นอารามปริสุทโธ ซึ่งตั้งอยู่บริเวณถนนเลียบคลองสาม อยู่เลยประตู 4 และประตู 1 ของวัดพระธรรมกายประมาณ 3 กิโลเมตร หลังได้รับเบาะแสว่าอาจเป็นที่หลบซ่อนตัวของพระธัมมชโย แต่หลังการตรวจค้น ไม่พบพระธัมมชโยแต่อย่างใด พบเพียงเสื้อยืดแขนยาวสีเหลือง 2 ตัว คล้ายกับเสื้อแขนยาวที่พระธัมมชโยเคยใส่ อยู่ภายในห้องนอนของอาคารดังกล่าว
       
       วันต่อมา(13 มี.ค.) พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผู้อำนวยการศูนย์บริหารคดีพิเศษ ดีเอสไอ ในฐานะรองโฆษกดีเอสไอ เผยว่า ขณะนี้ยังไม่พบข้อมูลว่าพระธัมมชโยออกนอกประเทศ ไม่ว่าจะเส้นทางปกติหรือเส้นทางธรรมชาติ และว่า หากได้รับข้อมูลว่าพระธัมมชโยหนีออกนอกประเทศ สามารถใช้กฎหมายฉบับใหม่ คือ พ.ร.บ.ว่าด้วยความร่วมมือระหว่างประเทศ ขอให้ประเทศปลายทางส่งพระธัมมชโยกลับมาที่ประเทศไทย พ.ต.ต.วรณัน เผยด้วยว่า ฝ่ายสืบสวนจะทำงานอย่างต่อเนื่อง จนกว่าจะติดตามตัวพระธัมมชโยมาดำเนินคดีตามหมายจับของศาลได้ พร้อมยืนยันว่า ยังมีความจำเป็นต้องประกาศมาตรา 44 ไว้ เนื่องจากภายในวัดและบริเวณโดยรอบ เป็นพื้นที่อ่อนไหว อาจมีกลุ่มผู้ไม่หวังดีเข้ามาก่อเหตุสร้างสถานการณ์ได้ ทั้งนี้ พ.ต.ต.วรณัน เผยอีกว่า ได้รับรายงานว่า มีการออกหมายจับพระธัมมชโยเพิ่มอีก 1 ข้อหาแล้ว คือ ข้อหาขัดคำสั่ง คสช.ไม่มารายงานตัวตามหมายเรียก
       
       วันเดียวกัน(13 มี.ค.) พระเทพรัตนสุธี เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี ได้นัดประชุมผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายทุกรูป พร้อมไวยาวัจกรและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ประชุมภายในวัดพระธรรมกาย โดยไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนเข้าร่วมแต่อย่างใด
       
       ด้าน พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมเสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) กล่าวถึงการใช้กฎมหาเถรสมาคม(มส.) ฉบับที่ 21 ข้อ 3(1) กับพระธัมมชโยว่า หลังจาก พศ.ทำหนังสือเรื่องขอให้ใช้กฎ มส.ฉบับที่ 21 ข้อ 3(1) กรณีพระภิกษุประพฤติล่วงละเมิดพระธรรมวินัยเป็นอาจิณ ดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องพระธรรมวินัยของพระธัมมชโยเสนอต่อที่ประชุม มส.แล้ว กระบวนการจากนี้ จะนำหนังสือร้องเรียนของหน่วยงานต่างๆ จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดีเอสไอ และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.) ที่ได้มายื่นเรื่องร้องเรียน ส่งถึงพระพุทธชินวงศ์ เจ้าคณะใหญ่หนกลาง จากนั้นเจ้าคณะใหญ่หนกลางจะแจ้งเรื่องไปยังเจ้าคณะปกครองตามลำดับชั้น จนถึงรักษาการเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย เพื่อดำเนินการพิจารณาตามขั้นตอนของกฏ มส.ฉบับที่ 21 คาดว่ากระบวนการดังกล่าวจะใช้เวลาไม่นาน
       
       พ.ต.ท.พงศ์พร กล่าวอีกว่า เมื่อเจ้าคณะใหญ่หนกลางส่งเรื่องถึงรักษาการเจ้าอาวาวสวัดพระธรรมกาย เพื่อดำเนินการตามกฏ มส.ฉบับที่ 21 แล้ว ไม่พบพระภิกษุรูปนั้นหรือพระภิกษุรูปนั้นไม่ยอมรับ ให้ปิดประกาศคำวินิจฉัย ณ ที่พำนักอาศัย ถือว่าทราบคำวินิจฉัยดังกล่าวแล้ว ต้องสละสมณเพศภายใน 3 วัน นับแต่วันถือว่าทราบคำวินิจฉัย หากไม่สละสมณเพศภายใน 3 วัน จะแจ้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายบ้านเมือง เพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามคำวินิจฉัยต่อไป
       
       ทั้งนี้ พ.ต.ท.พงศ์พร กล่าวถึงกระแสข่าวสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เจ้าคณะใหญ่หนกลางมีคำสั่งให้สึกพระธัมมชโยเมื่อวันที่ 17 มี.ค.ว่า เป็นอำนาจของคณะสงฆ์ และเจ้าคณะใหญ่หนกลางมีหนังสือให้มีการดำเนินการตามกฏ มส.ฉบับที่ 21 ว่าด้วยการให้พระภิกษุสละสมณเพศ โดยแจ้งไปยังพระเทพรัตนสุธี เจ้าอาวาสวัดเขียนเขต เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานีแล้ว หลังจากนี้เป็นหน้าที่ของเจ้าคณะผู้ปกครอง
       
       อย่างไรก็ตาม ทางพระเทพรัตนสุธี กล่าวถึงข่าวเจ้าคณะใหญ่หนกลางสั่งการให้พระธัมมชโยสละสมณเพศว่า ไม่เป็นความจริง มีเพียงหนังสือสั่งการจากเจ้าคณะใหญ่หนกลางมาถึงตน ให้พระธัมมชโยปฏิบัติตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ และกฏมหาเถรสมาคม เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจเท่านั้น ไม่ใช่คำสั่งให้สึก และว่า ขั้นตอนการดำเนินการตามกฏ มส.ฉบับที่ 21 ว่าด้วยการให้พระภิกษุสละสมณเพศ เป็นอำนาจหน้าที่ของรักษาการเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย เนื่องจากขณะนี้พระธัมมชโยเป็นเพียงพระลูกวัดเท่านั้น ซึ่งขณะนี้ รักษาการเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายรายงานเป็นหนังสือกลับมาว่า ยังไม่พบตัวพระธัมมชโย เมื่อไม่พบตัว ก็ยังไม่สามารถปฏิบัติตามกฏ มส.ฉบับที่ 21 ได้ เพราะมีสาระสำคัญว่า เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นเกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัย ให้เจ้าอาวาสผู้ปกครองแจ้งหรือกล่าวตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษรแก่พระภิกษุรูปนั้น ดังนั้นเมื่อยังไม่เจอตัว จะแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรได้อย่างไร ต้องรอพบตัว ถึงสามารถปฏิบัติตามบทบัญญัติฉบับนี้ได้
       
       ด้านนายขจรศักดิ์ พุทธานุภาพ อัยการพิเศษ สำนักการสอบสวน เผยหลังประชุมคณะพนักงานสอบสวนในคดีพิเศษที่เกี่ยวพันกับการฟอกเงินของวัดพระธรรมกายเมื่อวันที่ 15 มี.ค.ว่า การประชุมระหว่างดีเอสไอและอัยการ เพื่อวางแนวทางการสอบสวนคดีฟอกเงิน ที่มีการนำเงินวัดไปซื้อหุ้นอย่างต่อเนื่อง และคดีเกี่ยวกับทรัพย์ของมูลนิธิวัดพระธรรมกาย ซึ่งจะเป็นการแตกการสอบสวนเป็นคดีใหม่ โดยมีความชัดเจนว่า พระทัตตชีโวนำเงินออกจากบัญชีของวัดไปซื้อหุ้น โดยพระทัตตชีโวมีตำแหน่งเป็นรองเจ้าอาวาสและรักษาการเจ้าอาวาส จึงถือเป็นตำแหน่งเจ้าพนักงาน เข้าข่ายมีความผิดมาตรา 157 ฐานเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วย
       
       2. “บิ๊กตู่” สั่งกรมสรรพากรเรียกเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ปจาก “ทักษิณ” ให้ทันอายุความ 31 มี.ค.นี้ ยัน ไม่ใช้ ม.44!


       ความคืบหน้าเกี่ยวกับการเก็บภาษีเงินได้จากนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และนักโทษหนีคำพิพากษาจำคุก 2 ปีคดีซื้อขายที่ดินย่านรัชดาฯ กรณีขายหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นอินทัช) ให้บริษัท เทมาเสกโฮลดิ้งส์ มูลค่า 7.3 หมื่นล้านบาทในปี 2549 และไม่ได้แสดงรายได้เพื่อเสียภาษีภายในวันที่ 31 มี.ค.2550 ซึ่งการประเมินภาษีเพื่อเรียกเก็บภาษีจากนายทักษิณจะหมดอายุความเนื่องจากครบ 10 ปี หรือภายในวันที่ 31 มี.ค.นี้ ซึ่งคณะกรรมการวินิจฉัยภาษี กระทรวงการคลัง ระบุว่า กรมสรรพากรมีอำนาจประเมินภาษีในระยะเวลา 10 ปี นับจากวันยื่นแบบ แต่ต้องออกหมายเรียกภายใน 5 ปี หากไม่ออกหมายเรียกภายใน 5 ปี จะไม่มีอำนาจประเมินภาษีได้ ซึ่งกรณีนายทักษิณ ไม่ได้มีการออกหมายเรียกภายใน 5 ปี ทำให้อาจประเมินภาษีเพื่อเรียกเก็บภาษีจากนายทักษิณไม่ได้ ขณะที่บางฝ่ายเสนอให้มีการขยายอายุความเพื่อให้เรียกเก็บภาษีจากนายทักษิณได้ แต่คณะกรรมการวินิจฉัยภาษีชี้ว่า การขยายอายุความทำได้กรณีที่เป็นคุณต่อผู้เสียภาษีเท่านั้น ไม่ใช่เป็นโทษต่อผู้เสียภาษี นอกจากนี้บางฝ่ายยังเสนอให้หัวหน้า คสช.ใช้มาตรา 44 เพื่อให้มีการเรียกเก็บภาษีจากนายทักษิณได้
       
       ปรากฏว่า เมื่อวันที่ 14 มี.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เผยถึงกรณีที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประชุมเรื่องการเก็บภาษีนายทักษิณเมื่อวันที่ 13 มี.ค.โดยยืนยันว่า ไม่ได้นิ่งนอนใจเรื่องนี้ แต่จะไม่ใช้มาตรา 44 ในการแก้ปัญหา เดี๋ยวจะหาว่าไปรุกไล่ฝ่ายนั้น และได้ให้แนวคิดไปแล้วว่า รัฐบาลต้องไม่ทำอะไรที่ขัดกับหลักนิติธรรม โดยที่ประชุมผู้เกี่ยวข้องที่มีสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.) และคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้ข้อยุติให้ใช้กฎหมายปกติดำเนินการ
       
       พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวด้วยว่า “กระทรวงการคลัง โดยกรมสรรพากรจะดำเนินการเรียกเก็บภาษี จะได้หรือไม่ ต้องไปเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพื่อให้ทุกฝ่ายมีโอกาสได้แย้งในชั้นศาล ซึ่งต้องดูความเป็นมาของศาลที่ผ่านมาด้วย ไม่ว่าจะเป็นศาลฎีกา เพราะหลายอย่างมีความซับซ้อน มีการวางแผนแยบยลเงินหลายทอด... สรุป กรมสรรพากรต้องดำเนินการเรียกเก็บภาษี ถ้าไม่ได้ ก็ไปอุทธรณ์ ว่ากันไปตามกฎหมาย ต้องทันเวลาก่อนวันที่ 31 มี.ค.นี้ด้วย”
       
       ด้านนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เผยหลังประชุมผู้บริหารกระทรวงการคลังเมื่อวันที่ 14 มี.ค.ว่า ได้สั่งการไปยังกรมสรรพากรให้ประเมินภาษีนายทักษิน โดยการประเมินสามารถทำได้ก่อนหมดอายุความในวันที่ 31 มี.ค.นี้ หลังจากนั้น หากนายทักษิณยังไม่ยอมเสียภาษี ก็ต้องฟ้องต่อศาลฯ และว่า ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา กระทรวงการคลัง โดยปลัดกระทรวงการคลัง ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ปแล้วว่ามีใครเกี่ยวข้องบ้าง และเหตุใดจึงไม่มีการประเมินภาษี ส่วนจะโดนข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 หรือไม่ คงต้องดูว่า เกิดความเสียหายหรือไม่ โดยต้องไปดูเหตุผลว่า ที่ผ่านมา ทำไมถึงไม่มีการอุทธรณ์ หลังจากศาลฯ ภาษีเพิกถอนคำสั่งประเมินภาษีกรณีนายพานทองแท้ ชินวัตร และ น.ส.พิณทองทา คุณากรวงศ์ บุตรชายและบุตรสาวนายทักษิณ เนื่องจากไม่ได้เป็นเจ้าของหุ้นตัวจริง แต่เป็นนอมินีของนายทักษิณ และทำไมจึงไม่มีการประเมินภาษีนายทักษิณ
       
       ด้านนายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวถึงความคืบหน้าการเรียกเก็บภาษีจากนายทักษิณเมื่อวันที่ 15 มี.ค.ว่า กรมฯ อยู่ระหว่างดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีที่สั่งการให้กรมฯ ไปดำเนินการจัดเก็บภาษีการซื้อขายหุ้นชินคอร์ป อย่างไรก็ตาม กรมฯ ต้องพิจารณาในแง่กฎหมายอย่างรอบคอบ ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดเรื่องดังกล่าวได้ เพราะตามประมวลกฎหมายสรรพากร มาตรา 10 มีข้อห้ามเรื่องการเปิดเผยข้อมูลผู้เสียภาษี หากเปิดเผย จะถือว่ามีความผิด ขอยืนยันว่า การพิจารณาเรื่องนี้ กรมฯ จะยึดหลักการดำเนินการภายใต้กฎหมายที่สามารถดำเนินการได้ และรักษาผลประโยชน์ของแผ่นดิน
       
       3. ศาลฎีกา พิพากษากลับ ชี้ “จอน-สุภิญญา” พร้อมพวกเอ็นจีโอ-พันธมิตรฯ ผิด นำม็อบบุกรัฐสภาปี 50 แต่ให้รอกำหนดโทษ 2 ปี!


       เมื่อวันที่ 15 มี.ค. ศาลอาญาได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายจอน อึ๊งภากรณ์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์), นายสาวิทย์ แก้วหวาน แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย รุ่นที่ 2, นายศิริชัย ไม้งาม แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย รุ่นที่ 2 และอดีตประธานสหภาพแรงงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย, นายพิชิต ไชยมงคล, นายอนิรุทธ์ ขาวสนิท, นายนัสเซอร์ ยีหมะ, นายอำนาจ พละมี, นายไพโรจน์ พลเพชร กรรมการปฏิรูปกฎหมาย, น.ส.สารี อ๋องสมหวัง อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และ น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการ กสทช. ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-10 ในความผิดฐานร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย ก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง และร่วมกันทำให้ปรากฏด้วยวาจา อันมิใช่กระทำในความหมายรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่แสดงความคิดเห็นโดยปกติเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 116, 215, 362, 364, 365
       
       คดีนี้ อัยการโจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 30 ธ.ค. 2553 ระบุความผิดสรุปว่า เมื่อวันที่ 12 ธ.ค.2550 จำเลย กับพวกหลายร้อยคน ได้มั่วสุมบริเวณ ถ.อู่ทองใน หน้าอาคารรัฐสภา พวกจำเลยในฐานะเป็นผู้มีหน้าที่สั่งการกลุ่มแนวร่วมภาคประชาชนได้ใช้รถบรรทุก 6 ล้อติดเครื่องขยายเสียงมาจอดปิดทางเข้าออกรัฐสภา ใช้โซ่ล่ามประตูเข้าออกไม่ให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่เข้าไปในที่ทำการรัฐสภา ทั้งยังได้ยุยงส่งเสริมให้ผู้ชุมนุมบุกเข้าไปในรัฐสภา เพื่อขัดขวางสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ไม่ให้พิจารณาร่างกฎหมาย ต่อมาจำเลยกับพวกหลายร้อยคนได้บุกอาคารรัฐสภาใช้กำลังทำร้ายเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยจนบาดเจ็บ จากนั้นได้เข้าไปชุมนุมที่อาคาร 1 ชั้น 2 ที่ใช้เป็นที่ประชุม สนช.แล้วได้ร่วมกันพูดและส่งเสียงกดดันจนสมาชิกรัฐสภาต้องเลิกการประชุม สนช.ในการพิจารณากฎหมายต่าง ๆ ซึ่งจำเลยให้การปฏิเสธต่อสู้เรื่องเจตนาว่า การกระทำดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อจะยื่นข้อเสนอข้อเรียกร้องต่อ สนช.ที่เร่งรีบจะพิจารณากฎหมาย 11 ฉบับ
       
       โดยศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 28 มี.ค.2556 ว่า จำเลยที่ 1-4 และ 7-8 มีความผิดฐานมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปโดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง โดยเป็นผู้สั่งการ ตามมาตรา 215 วรรค 3 ที่มีโทษบทหนักสุดให้จำคุกคนละ 2 ปี ปรับคนละ 9,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 5-6 และ 9-10 มีความผิดฐานมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปโดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ตามมาตรา 215 วรรคแรก จำคุกคนละ 1 ปี และปรับคนละ 9,000 บาท
       
       แต่คำให้การของจำเลยเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา เห็นควรลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลย 1-4 และ 7-8 คนละ 1 ปี 4 เดือน และปรับคนละ 6,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 5- 6 และ 9-10 จำคุกคนละ 8 เดือน และปรับคนละ 6,000 บาท แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งหมดเคยถูกลงโทษจำคุกมาก่อน และกระทำเพื่อผลประโยชน์ของชาติ โทษจำคุกจึงให้รอลงอาญาจำเลยทั้งสิบไว้คนละ 2 ปี จากนั้น จำเลยทั้งสิบยื่นอุทธรณ์สู้คดี
       
       ต่อมา ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษากลับยกฟ้อง เนื่องจากจำเลยมีเจตนาคัดค้านว่าไม่ควรเร่งรีบออกกฎหมายที่สำคัญ รอสภาที่มาจากการเลือกตั้งเป็นผู้ออกกฎหมาย ไม่เป็นความผิด การเข้าไปในรัฐสภาไม่ได้เข้าไปครอบครองอสังหาริมทรัพย์ เป็นการแสดงจุดยืนเสนอข้อคัดค้านการออกกฏหมายโดยสงบปราศจากอาวุธ หลังจากนั้น อัยการโจทก์ยื่นฎีกา
       
       ทั้งนี้ ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้วเห็นว่า จำเลยทั้งสิบและกลุ่มผู้ชุมนุมรวมตัวกันช่วงเช้ามืดที่ถนนอู่ทองใน หน้าอาคารรัฐสภา มีการปราศรัยปลุกเร้าผู้ชุมนุมไม่ต้องการให้ สนช.ผ่านร่างกฎหมาย 11 ฉบับ ผู้ชุมนุมได้ใช้โซ่ล็อกประตูรัฐสภาจากด้านนอก ใช้เหล็กครอบปลายแหลมของรั้วรัฐสภา และใช้บันไดพาดรั้วปีนเข้าไปภายใน แสดงให้เห็นว่าได้เตรียมการเข้าไปในรัฐสภาตั้งแต่ต้น และโจทก์มีพยานเบิกความทำนองเดียวกันว่า เห็นผู้ชุมนุมวิ่งมาหน้าห้องประชุมรัฐสภาและยื้อกับเจ้าหน้าที่ รปภ. และเจ้าหน้าที่ประจำตัวรองประธานสภานิติบัญญัติ พร้อมผลักประตูกระจกเข้าไปด้านใน สอดคล้องกับหลักฐานภาพบันทึกจากแผ่นซีดี ศาลเห็นว่า แม้รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2550 จะรับรองสิทธิเสรีภาพในการชุมนุมอย่างสงบ แต่ก็ต้องไม่ละเมิดสิทธิของบุคคลอื่น การที่ผู้ชุมนุมปีนเข้าไปในรัฐสภา ซึ่งเป็นเขตพระราชฐาน ที่จะต้องปฏิบัติตามระเบียบรักษาความปลอดภัยของรัฐสภานั้น เป็นการละเมิดการครอบครองสิทธิแล้ว และการที่เจ้าหน้าที่ปิดประตูรั้วรัฐสภาตั้งแต่ต้น เป็นการย้ำว่าไม่ให้มีการเข้าไปด้านในรัฐสภา
       
       นอกจากนี้ไม่ปรากฏว่ามีจำเลยคนใดห้ามปรามไม่ให้มีผู้ชุมนุมเข้าไปด้านใน รวมถึงจำเลยบางรายยังปีนรั้วตามเข้าไปด้วย โดยเข้าไปยังห้องโถงของอาคารรัฐสภา ถือได้ว่ามีเจตนาเข้าไปรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์โดยปกติสุข โดยไม่มีเหตุอันควร ทั้งที่การคัดค้านการออกกฎหมายสามารถทำได้โดยไม่จำเป็นต้องเข้าไปภายในอาคารรัฐสภา ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย จึงพิพากษากลับว่าการกระทำของจำเลยทั้งสิบ เป็นความผิดตามศาลชั้นต้นโดยการกระทำของจำเลยที่ 1-4 และ 7-8 มีความผิดฐานมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปโดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง โดยเป็นผู้สั่งการ ตามมาตรา 215 วรรค 3 ส่วนจำเลยที่ 5-6 และ 9-10 มีความผิดฐานมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปโดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ตาม มาตรา 215 วรรคแรก แต่เมื่อพิจารณาจากอายุ อาชีพ การศึกษา เหตุผลและวัตถุประสงค์แล้ว เห็นว่าเป็นพฤติการณ์ที่ไม่ร้ายแรง จึงเห็นควรให้รอการกำหนดโทษไว้คนละ 2 ปี
       
       หลังศาลอ่านคำพิพากษา นายจอนกล่าวว่า ขอขอบคุณศาล แม้คดีจะพิพากษาว่ามีความผิด แต่ศาลไม่ได้กำหนดโทษไว้ ซึ่งไม่เคยมีคำพิพากษาลักษณะนี้มานานแล้ว และว่า พวกตนจะไม่สามารถชุมนุมหรือกระทำผิดซ้ำได้อีก ดังนั้นการคัดค้านประเด็นสาธารณะต่าง ๆ จะเป็นหน้าที่ของคนรุ่นใหม่ต่อไป
       
       ขณะที่ น.ส.สุภิญญา ได้เผยผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัวกรณีที่คำพิพากษาดังกล่าวอาจมีผลต่อตำแหน่งกรรมการ กสทช.ว่า ได้ส่งเรื่องให้สำนักงาน กสทช.ตีความข้อกฎหมายว่า คำพิพากษาของศาลฎีกาจะส่งผลให้ขัดต่อคุณสมบัติในการทำหน้าที่ กสทช.หรือไม่ โดยระหว่างนี้ขอยุติการปฏิบัติหน้าที่ไปก่อน โดยไม่รับค่าตอบแทน หากการตีความออกมาว่าไม่ขัดคุณสมบัติ จึงค่อยกลับมาปฏิบัติหน้าที่ต่อ
       
       4. ศาลฎีกาฯ พิพากษาจำคุก “เกษม” เด็ก “เจ๊แดง” 12 เดือน ไม่รอลงอาญา ฐานยื่นบัญชีทรัพย์สินเท็จ พร้อมยึดทรัพย์ 168 ล้าน ฐานร่ำรวยผิดปกติ!


       เมื่อวันที่ 16 มี.ค. องค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 9 คน ได้มีคำพิพากษาคดีริบทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดิน ที่ ร.ต.ต.พงษ์นิวัฒน์ ยุทธภัณฑ์บริภาร อัยการสูงสุด ยื่นคำร้องขอศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นผิดปกติของนายเกษม นิมมลรัตน์ อดีต ส.ส.เชียงใหม่ คนสนิทนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ผู้ถูกกล่าวหา ระหว่างดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายก อบจ.เชียงใหม่ และตำแหน่ง ส.ส. รวมมูลค่า 186,620,637 บาท ให้ตกเป็นของแผ่นดิน ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 38 วรรคสอง ซึ่ง ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดเมื่อวันที่ 13 พ.ค. 59 เช่นกันว่า นายเกษม มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ 8 รายการ ได้แก่ หุ้น 2 บริษัท, เงินจากการขายหุ้น 3 บริษัท, เงินลงทุน, รถยนต์โตโยต้า และที่ดิน
       
       โดยองค์คณะฯ พิเคราะห์พยานในชั้นไต่สวนของ ป.ป.ช.แล้ว มีมติเป็นเอกฉันท์ 9 เสียงให้ทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นผิดปกติโดยไม่สามารถชี้แจงหรือมีหลักฐานมาแสดงที่มาที่ไปของเงินที่นำมาซื้อทรัพย์สินว่าเป็นเงินที่ได้มาโดยสุจริต ส่วนที่อ้างว่าเป็นเงินรายได้จากธุรกิจโรงสีข้าว โรงน้ำแข็ง เงินค้าทองคำ หจก.แม่ริม จำกัด ที่เป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้างนั้น ฟังไม่ขึ้น เพราะบางส่วนผลประกอบการขาดทุน และธุรกิจโรงสีข้าว-โรงน้ำแข็งก็ไม่มีรายได้มากขนาดนำมาเสียภาษี จึงไม่น่าเชื่อว่าผู้ถูกกล่าวหาและผู้คัดค้านทั้งสองจะมีรายได้เพียงพอกับทรัพย์สินนั้น และที่อ้างว่ามีเงินจากการขายกิจการเก็บเป็นเงินสดเกือบ 100 ล้านบาท หากนำมาเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายประจำวัน เงินนั้นย่อมลดลง และไม่มีความจำเป็นที่จะเก็บเงินสดจำนวนมากไว้ในบ้านโดยไม่ได้รับประโยชน์ดอกผล ข้อต่อสู้จึงไม่มีน้ำหนักและเป็นการกล่าวอ้างลอยๆ ไม่มีหลักฐานเอกสารมาชี้แจงรายละเอียด
       
       องค์คณะผู้พิพากษาจึงมีคำสั่งให้ทรัพย์สินจำนวน 7 รายการ และดอกเบี้ย มูลค่า 168,453,245.70 บาท ตกเป็นของแผ่นดิน หากผู้ถูกกล่าวหาและผู้คัดค้านไม่สามารถชดใช้เงินจำนวนนี้คืนได้ ก็ให้บังคับเอาทรัพย์สินอื่นของผู้ถูกกล่าวหาและผู้คัดค้านให้ตกเป็นของแผ่นดินภายในอายุความ 10 ปี โดยให้คืนทรัพย์สินที่เป็นรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า ทะเบียน กก 111 เชียงใหม่ มูลค่า 700,000 บาท และหุ้น MSC จำนวน 9,780 หุ้น คืนแก่เจ้าของ
       
       ส่วนสำนวนที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยื่นคำร้องว่า นายเกษม นิมมลรัตน์ อดีต ส.ส. เชียงใหม่ คนสนิทนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ผู้คัดค้าน จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินรวมทั้งเอกสารประกอบ ด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ ป.ป.ช.ทราบ ขณะดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายก อบจ.เชียงใหม่ และตำแหน่ง ส.ส.นั้น ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ผู้คัดค้านยื่นบัญชีแสดงรายการหนี้สินของคู่สมรสว่ามีหนี้เงินกู้ ทั้งที่ไม่มีหนี้สินดังกล่าวอยู่จริง อันเป็นความเท็จ และไม่แสดงรายการทรัพย์สินซึ่งเป็นหุ้นและเงินที่ได้จากการขายหุ้น อันเป็นการปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ องค์คณะฯ จึงมีมติเอกฉันท์พิพากษาว่า การกระทำเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 119 จำคุกกระทงละ 2 เดือน รวม 6 กระทง จำคุก 12 เดือน และองค์คณะผู้พิพากษาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า เป็นเรื่องร้ายแรง จึงมีมติเสียงข้างมาก ไม่รอการลงโทษ และห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี นับแต่วันที่ 5 ต.ค. 2558 ซึ่งเป็นวันที่พ้นจากตำแหน่งรองนายก อบจ.เชียงใหม่ อันเป็นตำแหน่งสุดท้าย
       
       5. “ทพ.กฤษฎา” ไขก๊อก ผอ.ไทยพีบีเอส เซ่นซื้อหุ้น “ซีพีเอฟ” หลังสังคมคาใจไม่เหมาะสม!


       สัปดาห์ที่ผ่านมา มีกระแสข่าวว่า องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย(ส.ส.ท.) หรือไทยพีบีเอส ได้ลงทุนซื้อหุ้นของบริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร(ซีพีเอฟ) จำนวนกว่า 100 ล้านบาท ส่งผลให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่า มีความเหมาะสมหรือไม่ เพราะไทยพีบีเอสเป็นสื่อสาธารณะที่ไม่แสวงหากำไรและได้รับเงินสนับสนุนจากภาษีบาปปีละ 2,000 ล้านบาท
       
       ปรากฏว่า ทพ.กฤษดา เรืองอารีย์รัชต์ ผู้อำนวยการไทยพีบีเอส ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเมื่อวันที่ 13 มี.ค. โดยยอมรับว่า องค์กรมีการนำเงิน 150 ล้านไปซื้อหุ้นกู้ของซีพีเอฟจริง แต่เป็นการลงทุนในลักษณะการซื้อตราสารหนี้ ไม่ใช่ซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯ แต่อย่างใด พร้อมเผยว่า เงินที่นำไปซื้อ ไม่ใช่เงินเหลือจ่าย แต่เป็นเงินรอจ่าย คือยังไม่ถึงกำหนดจ่ายค่าใช้จ่าย จึงนำไปลงทุนเพื่อได้ดอกผล ซึ่งได้ดอกผลมากกว่าฝากธนาคาร พร้อมยอมรับว่า ที่ผ่านมา ไทยพีบีเอสซื้อตราสารหนี้ของรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจ แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ซื้อของเอกชน ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าการซื้อตราสารหนี้ของเอกชนมีความไม่ปลอดภัย และอาจขาดทุนเมื่อขายออก ทั้งนี้ ทพ.กฤษฎา ยืนยันด้วยว่า การซื้อหุ้นกู้ของซีพีเอฟครั้งนี้ จะไม่ส่งผลกระทบต่อการนำเสนอข่าวของไทยพีบีเอสแน่นอน
       
       อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 15 มี.ค. คณะผู้บริหารของไทยพีบีเอสได้ออกคำชี้แจงการซื้อหุ้นกู้ซีพีเอฟ โดยระบุว่า จะมีการทบทวนกรอบนโยบายลงทุน รวมทั้งยุติการลงทุนในตราสารหนี้บางบริษัทที่อาจส่งผลให้ประชาชนและสังคมโดยรวมเกิดข้อสงสัยและคลางแคลงใจ โดยจะนำเสนอให้คณะกรรมการนโยบายขององค์กรพิจารณาโดยเร็วที่สุด
       
       ทั้งนี้ ช่วงดึกคืนเดียวกัน คณะกรรมการนโยบายไทยพีบีเอส ได้ออกคำแถลงระบุว่า การนำเงินไปซื้อตราสารหนี้ เพื่อนำดอกผลมาพัฒนาเพื่อประโยชน์สาธารณะนั้น สามารถทำได้ตามกฎหมายและระเบียบของไทยพีบีเอส แต่เนื่องจากไทยพีบีเอสเป็นสื่อสาธารณะ จึงพร้อมรับฟังเสียงท้วงติงของสังคมซึ่งเห็นว่าการซื้อตราสารหนี้ของซีพีเอฟไม่เหมาะสม ซึ่งคณะกรรมการนโยบายก็เห็นพ้องกับความเห็นดังกล่าว คณะกรรมการนโยบายฯ ยังชี้แจงด้วยว่า คณะกรรมการฯ ได้พิจารณาเรื่องขั้นตอนการดำเนินการและมีมติว่า ฝ่ายบริหารต้องนำแผนบริหารการเงินมาขออนุมัติอีกครั้งหนึ่ง หลังจากได้รับความเห็นชอบเรื่องกรอบนโยบายการบริหารการเงินแล้ว แต่ผู้อำนวยการไทยพีบีเอสไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนดังกล่าว เพราะเข้าใจว่าได้รับความเห็นชอบตามมติคณะกรรมการนโยบายวันที่ 15 พ.ย.2555 แล้ว และว่า ทพ.กฤษฎา ผู้อำนวยการไทยพีบีเอส ขอลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อการดำเนินการครั้งนี้ ซึ่งคณะกรรมการฯ ชื่นชมการตัดสินใจของผู้อำนวยการและฝ่ายบริหารว่า เป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อองค์กรในฐานะสื่อสาธารณะของประเทศ แม้กรณีนี้จะไม่ใช่เรื่องทุจริตแต่อย่างใด และว่า คณะกรรมการนโยบายฯ มีมติให้ขายตราสารหนี้ดังกล่าวตามความเหมาะสมต่อไป
       
       ทั้งนี้ การลาออกของ ทพ.กฤษฎา มีผลทำให้รองผู้อำนวยการไทยพีบีเอสทั้ง 3 คน ต้องออกจากตำแหน่งด้วย ได้แก่ นายสุวิทย์ สาสนพิจิตร์, นายอนุพงษ์ ไชยฤทธิ์ และ รศ.วิลาสินี พิพิธกุล


พิมพ์จาก http://mgronline.com/asp-bin/mgrView.asp?NewsID=9600000027828
เวลา 27 เมษายน 2560 04:01 น.
ผู้จัดการออนไลน์ - Manager Online (http://www.mgronline.com)